การปฐมพยาบาล และการรักษาอาการ"ฮีทสโตรก"

ออกอากาศ16 เม.ย. 69

ฮีทสโตรก ภัยร้ายหน้าร้อน รู้ทัน ช่วยได้ ก่อนสาย

อากาศร้อนจัดในช่วงฤดูร้อนของไทยไม่ใช่แค่ความรู้สึกอึดอัด แต่อาจกลายเป็นอันตรายถึงชีวิตได้หากเราไม่รู้เท่าทัน โดยเฉพาะภาวะที่เรียกว่า ฮีทสโตรก หรือในชื่อภาษาไทยว่า "อุณหฆาต" ซึ่งหมายถึงการที่อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นจนถึงขั้นเป็นอันตรายถึงชีวิต

ฮีทสโตรก กับ ลมแดด ต่างกันอย่างไร

หลายคนอาจสับสนระหว่าง "ลมแดด" กับ "ฮีทสโตรก" ว่าเป็นสิ่งเดียวกัน แต่จริง ๆ แล้วมีระดับความรุนแรงที่แตกต่างกันชัดเจน ลมแดด หรือ Heat Exhaustion คือภาวะที่ร่างกายได้รับความร้อนสะสมจากการอยู่กลางแจ้ง หรือในพื้นที่อับอากาศเป็นเวลานาน จนร่างกายสูญเสียเหงื่อ น้ำ และเกลือแร่ไปมาก ทำให้เกิดอาการเหนื่อยเพลีย วิงเวียน และอาจวูบหมดสติได้

แต่ถ้าหากยังคงอยู่ในสภาพแวดล้อมร้อนต่อไปโดยไม่ได้รับการช่วยเหลือ อาการจะพัฒนาขึ้นเป็นฮีทสโตรก ซึ่งเป็นภาวะที่สมองส่วนที่เรียกว่า ไฮโปทาลามัส ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์ควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย เกิดความเสียหายจนไม่สามารถทำงานได้ อุณหภูมิแกนกลางของร่างกายจะพุ่งสูงขึ้นเกิน 40 องศาเซลเซียส ร่วมกับอาการสติสัมปชัญญะเปลี่ยนแปลง ชักเกร็ง หรือโคม่า ซึ่งอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้

สิ่งสำคัญที่หลายคนอาจไม่รู้คือ ฮีทสโตรกไม่ได้เกิดเฉพาะกับคนที่อยู่กลางแดดเท่านั้น แม้แต่การนอนอยู่ในบ้านที่ก่อสร้างด้วยสังกะสี หรืออยู่ในพื้นที่อับอากาศร้อนจัดเป็นเวลานาน ก็มีโอกาสเกิดฮีทสโตรกได้เช่นกัน สัญญาณเตือนก่อนเป็นฮีทสโตรกที่ควรสังเกต ได้แก่ เหงื่อออกมากผิดปกติ สีหน้าซีดหรือแดงจัด เดินเซ อ่อนเพลียมาก และอาจมีอารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียวผิดปกติ ซึ่งเกิดจากสมองได้รับความร้อนมากเกินไป

เจอคนเป็นลมแดดหรือหมดสติ ต้องทำอะไรก่อน

เมื่อพบเหตุฉุกเฉิน สิ่งที่ต้องทำมีลำดับขั้นตอนที่ชัดเจน ไม่ซับซ้อน ดังนี้

ขั้นที่ 1 : ตั้งสติ และปลุกผู้ป่วย โดยตบเบา ๆ บริเวณไหล่แล้วเรียก หากไม่ตอบสนอง ให้รีบดำเนินการขั้นต่อไปทันที

ขั้นที่ 2 : โทรแจ้ง 1669 แจ้งข้อมูลสำคัญให้ครบ ได้แก่ จำนวนผู้ป่วย อาการโดยรวม และที่อยู่พร้อมจุดสังเกตใกล้เคียงอย่างชัดเจน พร้อมขอให้นำเครื่อง AED มาด้วย หากอยู่คนเดียว ให้โบกมือตะโกนขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้างไปพร้อมกัน

ขั้นที่ 3 : พาผู้ป่วยเข้าที่ร่ม ห้ามปฐมพยาบาลกลางแดดเด็ดขาด เพราะน้ำที่เอามาเช็ดตัวจะกลายเป็นน้ำอุ่นทันที และยิ่งเพิ่มอุณหภูมิให้ร่างกายมากขึ้น

ขั้นที่ 4 : ลดอุณหภูมิร่างกายให้เร็วที่สุด ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัว วางน้ำแข็งประคบบริเวณรักแร้ ข้อพับเข่า และขาหนีบ ซึ่งเป็นจุดที่เส้นเลือดใหญ่อยู่ใกล้ผิวหนัง ช่วยระบายความร้อนได้ดี หากมีสระน้ำยาง สามารถอุ้มผู้ป่วยลงแช่น้ำได้ แต่ต้องระวังการสำลักน้ำ

ขั้นที่ 5 : ถ้าผู้ป่วยฟื้นคืนสติ ให้ดื่มน้ำเกลือแร่เพื่อทดแทนสิ่งที่สูญเสียไป และสังเกตอาการต่อเนื่อง หากไม่มีอาการแย่ลง เช่น ซึมลง หรือชักเกร็ง ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย

CPR และ AED ใช้อย่างไร เมื่อผู้ป่วยหยุดหายใจ

กรณีที่ผู้ป่วยหมดสติและไม่มีการหายใจ สังเกตได้จากหน้าอกและท้องที่ไม่มีการขยับขึ้นลง แสดงว่าหัวใจอาจหยุดเต้นแล้ว ต้องเริ่มทำ CPR หรือการกดหน้าอกทันที เพราะสมองทนขาดออกซิเจนได้เพียง 4 นาทีเท่านั้น

วิธีกดหน้าอก (CPR) ที่ถูกต้อง

วางส้นมือตรงกึ่งกลางหน้าอก บริเวณเส้นราวนม ประสานมือทั้งสองข้าง กางขาให้มั่นคง โน้มตัวไปด้านหน้าให้แขนเหยียดตึง ห้ามงอข้อศอก จากนั้นกดลงไปให้ลึกประมาณ 5 ถึง 6 เซนติเมตร ด้วยความเร็ว 100 ถึง 120 ครั้งต่อนาที ทำต่อเนื่องโดยไม่หยุด จนกว่าทีมกู้ชีพ 1669 จะมาถึง หากมีคนช่วย ให้ผลัดกันกดเพราะจะทำให้แรงกดสม่ำเสมอกว่า

สำหรับการเป่าปากหรือผายปอดร่วมด้วย สมาคมโรคหัวใจอเมริกันแนะนำว่าหากสมัครใจและทำได้ควรทำร่วมด้วย เพราะการทำงานของหัวใจและปอดควบคู่กันจะเพิ่มอัตราการรอดชีวิต แต่ถ้าไม่มั่นใจหรือไม่รู้จักผู้ป่วย การกดหน้าอกอย่างเดียวก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

วิธีใช้เครื่อง AED

เครื่อง AED หรือเครื่องกู้คืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าอัตโนมัติ ถูกออกแบบมาให้ประชาชนทั่วไปใช้ได้ตามกฎหมาย ขั้นตอนการใช้งานไม่ซับซ้อน เพียงเปิดเครื่อง ติดแผ่นแปะตามตำแหน่งที่กำหนด แล้วทำตามคำสั่งเสียงของเครื่อง เมื่อเครื่องแจ้งให้ถอย ต้องให้ทุกคนถอยห่างออกจากผู้ป่วยก่อนกดปุ่มช็อตไฟฟ้าทุกครั้ง และควรใช้ในพื้นที่แห้ง ไม่ใช่พื้นที่ชื้นหรือมีน้ำขัง เมื่อผู้ป่วยกลับมาหายใจเองได้ ให้จัดท่าพักฟื้นและเฝ้าดูอาการต่อเนื่อง เพราะหัวใจอาจหยุดเต้นซ้ำได้อีก

ป้องกันได้ก่อนเกิดเหตุ ลดความเสี่ยงฮีทสโตรก

การรู้วิธีช่วยชีวิตสำคัญมาก แต่การป้องกันตั้งแต่ต้นสำคัญกว่า ทำตามแนวทางเหล่านี้ในช่วงหน้าร้อน หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานานโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะช่วงเวลาที่แดดแรงที่สุด หากต้องออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง ควรพกน้ำเกลือแร่ ผ้าเย็น และสเปรย์ละอองน้ำติดตัวไว้ด้วย

สวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี ไม่รัดแน่นจนเกินไป หมั่นสังเกตอาการตัวเองและคนรอบข้าง หากรู้สึกเหนื่อยผิดปกติ วิงเวียน หรือสีหน้าเปลี่ยนไป ให้รีบออกจากพื้นที่ร้อนทันที อย่าฝืนทำต่อ เพราะเมื่ออาการหนักขึ้น อาจไม่มีแรงเคลื่อนตัวออกมาเองได้อีก

ระมัดระวังเป็นพิเศษสำหรับผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้ที่มีโรคประจำตัว และผู้ที่อยู่อาศัยในบ้านที่ไม่มีระบบระบายอากาศที่ดี เพราะกลุ่มเหล่านี้มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป

ติดตามชมในรายการคนสู้โรค วันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน 2569 เวลา 15.05 – 15.30 น. ทางไทยพีบีเอส หรือ รับชมสดออนไลน์ทาง www.thaipbs.or.th/Live

ฮีทสโตรก ภัยร้ายหน้าร้อน รู้ทัน ช่วยได้ ก่อนสาย

อากาศร้อนจัดในช่วงฤดูร้อนของไทยไม่ใช่แค่ความรู้สึกอึดอัด แต่อาจกลายเป็นอันตรายถึงชีวิตได้หากเราไม่รู้เท่าทัน โดยเฉพาะภาวะที่เรียกว่า ฮีทสโตรก หรือในชื่อภาษาไทยว่า "อุณหฆาต" ซึ่งหมายถึงการที่อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นจนถึงขั้นเป็นอันตรายถึงชีวิต

ฮีทสโตรก กับ ลมแดด ต่างกันอย่างไร

หลายคนอาจสับสนระหว่าง "ลมแดด" กับ "ฮีทสโตรก" ว่าเป็นสิ่งเดียวกัน แต่จริง ๆ แล้วมีระดับความรุนแรงที่แตกต่างกันชัดเจน ลมแดด หรือ Heat Exhaustion คือภาวะที่ร่างกายได้รับความร้อนสะสมจากการอยู่กลางแจ้ง หรือในพื้นที่อับอากาศเป็นเวลานาน จนร่างกายสูญเสียเหงื่อ น้ำ และเกลือแร่ไปมาก ทำให้เกิดอาการเหนื่อยเพลีย วิงเวียน และอาจวูบหมดสติได้

แต่ถ้าหากยังคงอยู่ในสภาพแวดล้อมร้อนต่อไปโดยไม่ได้รับการช่วยเหลือ อาการจะพัฒนาขึ้นเป็นฮีทสโตรก ซึ่งเป็นภาวะที่สมองส่วนที่เรียกว่า ไฮโปทาลามัส ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์ควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย เกิดความเสียหายจนไม่สามารถทำงานได้ อุณหภูมิแกนกลางของร่างกายจะพุ่งสูงขึ้นเกิน 40 องศาเซลเซียส ร่วมกับอาการสติสัมปชัญญะเปลี่ยนแปลง ชักเกร็ง หรือโคม่า ซึ่งอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้

สิ่งสำคัญที่หลายคนอาจไม่รู้คือ ฮีทสโตรกไม่ได้เกิดเฉพาะกับคนที่อยู่กลางแดดเท่านั้น แม้แต่การนอนอยู่ในบ้านที่ก่อสร้างด้วยสังกะสี หรืออยู่ในพื้นที่อับอากาศร้อนจัดเป็นเวลานาน ก็มีโอกาสเกิดฮีทสโตรกได้เช่นกัน สัญญาณเตือนก่อนเป็นฮีทสโตรกที่ควรสังเกต ได้แก่ เหงื่อออกมากผิดปกติ สีหน้าซีดหรือแดงจัด เดินเซ อ่อนเพลียมาก และอาจมีอารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียวผิดปกติ ซึ่งเกิดจากสมองได้รับความร้อนมากเกินไป

เจอคนเป็นลมแดดหรือหมดสติ ต้องทำอะไรก่อน

เมื่อพบเหตุฉุกเฉิน สิ่งที่ต้องทำมีลำดับขั้นตอนที่ชัดเจน ไม่ซับซ้อน ดังนี้

ขั้นที่ 1 : ตั้งสติ และปลุกผู้ป่วย โดยตบเบา ๆ บริเวณไหล่แล้วเรียก หากไม่ตอบสนอง ให้รีบดำเนินการขั้นต่อไปทันที

ขั้นที่ 2 : โทรแจ้ง 1669 แจ้งข้อมูลสำคัญให้ครบ ได้แก่ จำนวนผู้ป่วย อาการโดยรวม และที่อยู่พร้อมจุดสังเกตใกล้เคียงอย่างชัดเจน พร้อมขอให้นำเครื่อง AED มาด้วย หากอยู่คนเดียว ให้โบกมือตะโกนขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้างไปพร้อมกัน

ขั้นที่ 3 : พาผู้ป่วยเข้าที่ร่ม ห้ามปฐมพยาบาลกลางแดดเด็ดขาด เพราะน้ำที่เอามาเช็ดตัวจะกลายเป็นน้ำอุ่นทันที และยิ่งเพิ่มอุณหภูมิให้ร่างกายมากขึ้น

ขั้นที่ 4 : ลดอุณหภูมิร่างกายให้เร็วที่สุด ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัว วางน้ำแข็งประคบบริเวณรักแร้ ข้อพับเข่า และขาหนีบ ซึ่งเป็นจุดที่เส้นเลือดใหญ่อยู่ใกล้ผิวหนัง ช่วยระบายความร้อนได้ดี หากมีสระน้ำยาง สามารถอุ้มผู้ป่วยลงแช่น้ำได้ แต่ต้องระวังการสำลักน้ำ

ขั้นที่ 5 : ถ้าผู้ป่วยฟื้นคืนสติ ให้ดื่มน้ำเกลือแร่เพื่อทดแทนสิ่งที่สูญเสียไป และสังเกตอาการต่อเนื่อง หากไม่มีอาการแย่ลง เช่น ซึมลง หรือชักเกร็ง ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย

CPR และ AED ใช้อย่างไร เมื่อผู้ป่วยหยุดหายใจ

กรณีที่ผู้ป่วยหมดสติและไม่มีการหายใจ สังเกตได้จากหน้าอกและท้องที่ไม่มีการขยับขึ้นลง แสดงว่าหัวใจอาจหยุดเต้นแล้ว ต้องเริ่มทำ CPR หรือการกดหน้าอกทันที เพราะสมองทนขาดออกซิเจนได้เพียง 4 นาทีเท่านั้น

วิธีกดหน้าอก (CPR) ที่ถูกต้อง

วางส้นมือตรงกึ่งกลางหน้าอก บริเวณเส้นราวนม ประสานมือทั้งสองข้าง กางขาให้มั่นคง โน้มตัวไปด้านหน้าให้แขนเหยียดตึง ห้ามงอข้อศอก จากนั้นกดลงไปให้ลึกประมาณ 5 ถึง 6 เซนติเมตร ด้วยความเร็ว 100 ถึง 120 ครั้งต่อนาที ทำต่อเนื่องโดยไม่หยุด จนกว่าทีมกู้ชีพ 1669 จะมาถึง หากมีคนช่วย ให้ผลัดกันกดเพราะจะทำให้แรงกดสม่ำเสมอกว่า

สำหรับการเป่าปากหรือผายปอดร่วมด้วย สมาคมโรคหัวใจอเมริกันแนะนำว่าหากสมัครใจและทำได้ควรทำร่วมด้วย เพราะการทำงานของหัวใจและปอดควบคู่กันจะเพิ่มอัตราการรอดชีวิต แต่ถ้าไม่มั่นใจหรือไม่รู้จักผู้ป่วย การกดหน้าอกอย่างเดียวก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

วิธีใช้เครื่อง AED

เครื่อง AED หรือเครื่องกู้คืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าอัตโนมัติ ถูกออกแบบมาให้ประชาชนทั่วไปใช้ได้ตามกฎหมาย ขั้นตอนการใช้งานไม่ซับซ้อน เพียงเปิดเครื่อง ติดแผ่นแปะตามตำแหน่งที่กำหนด แล้วทำตามคำสั่งเสียงของเครื่อง เมื่อเครื่องแจ้งให้ถอย ต้องให้ทุกคนถอยห่างออกจากผู้ป่วยก่อนกดปุ่มช็อตไฟฟ้าทุกครั้ง และควรใช้ในพื้นที่แห้ง ไม่ใช่พื้นที่ชื้นหรือมีน้ำขัง เมื่อผู้ป่วยกลับมาหายใจเองได้ ให้จัดท่าพักฟื้นและเฝ้าดูอาการต่อเนื่อง เพราะหัวใจอาจหยุดเต้นซ้ำได้อีก

ป้องกันได้ก่อนเกิดเหตุ ลดความเสี่ยงฮีทสโตรก

การรู้วิธีช่วยชีวิตสำคัญมาก แต่การป้องกันตั้งแต่ต้นสำคัญกว่า ทำตามแนวทางเหล่านี้ในช่วงหน้าร้อน หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานานโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะช่วงเวลาที่แดดแรงที่สุด หากต้องออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง ควรพกน้ำเกลือแร่ ผ้าเย็น และสเปรย์ละอองน้ำติดตัวไว้ด้วย

สวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี ไม่รัดแน่นจนเกินไป หมั่นสังเกตอาการตัวเองและคนรอบข้าง หากรู้สึกเหนื่อยผิดปกติ วิงเวียน หรือสีหน้าเปลี่ยนไป ให้รีบออกจากพื้นที่ร้อนทันที อย่าฝืนทำต่อ เพราะเมื่ออาการหนักขึ้น อาจไม่มีแรงเคลื่อนตัวออกมาเองได้อีก

ระมัดระวังเป็นพิเศษสำหรับผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้ที่มีโรคประจำตัว และผู้ที่อยู่อาศัยในบ้านที่ไม่มีระบบระบายอากาศที่ดี เพราะกลุ่มเหล่านี้มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป

ติดตามชมในรายการคนสู้โรค วันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน 2569 เวลา 15.05 – 15.30 น. ทางไทยพีบีเอส หรือ รับชมสดออนไลน์ทาง www.thaipbs.or.th/Live

ละครดี ซีรีส์เด่น

ดูทั้งหมด

♫ ♫ Songs Popular ♫ ♫

ดูทั้งหมด

คลิปมาใหม่

คนดูเยอะ 👀

ดูทั้งหมด

เสน่ห์ประเทศไทย