ป้องกันเหงือกร่น ลดโอกาสฟันร่วง
“เหงือกร่น” สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม ก่อนสูญเสียฟันถาวร
เคยสังเกตไหม ? ว่าฟันของเราดูยาวขึ้นกว่าเดิม หรือบางครั้งเวลาดื่มน้ำเย็นหรือกินของร้อน ก็รู้สึกเสียวฟันขึ้นมาทันที อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของภาวะเหงือกร่นที่กำลังค่อย ๆ ทำลายสุขภาพช่องปากของเราโดยไม่รู้ตัว เหงือกร่น คือภาวะที่เนื้อเยื่อเหงือกค่อย ๆ ร่นลงจนเห็นรากฟัน ทำให้เสียวฟัน เคี้ยวอาหารไม่สะดวก ฟันดูยาวผิดปกติ และหากปล่อยไว้อาจนำไปสู่ปัญหารุนแรงอย่างฟันโยกหรือสูญเสียฟันได้ วันนี้คนสู้โรค Daily จะพามารู้จัก สัญญาณเตือนของเหงือกร่น วิธีรักษา และการดูแลช่องปากให้เหงือกกับฟันอยู่ด้วยกันไปได้นาน ๆ ร่วมพูดคุยกับ ทพ.เมธาพันธ์ ชานนท์หงษ์พานิช
เหงือกร่นคืออะไร และสังเกตได้อย่างไร
เหงือกร่น คือภาวะที่เนื้อเหงือกถอยร่นลงจากตำแหน่งปกติ ทำให้คอฟันหรือรากฟันโผล่ออกมามากกว่าที่ควร สังเกตได้ง่าย ๆ จากการยิ้มกว้าง ๆ แล้วดูว่าฟันดูยาวผิดปกติหรือเปล่า มีร่องระหว่างฟันกับเหงือกที่กว้างขึ้น หรือรู้สึกเสียวฟันบริเวณใดบริเวณหนึ่งมากผิดปกติ
สัญญาณที่ต้องรีบพบทันตแพทย์คือการที่ฟันเริ่มโยก เพราะนั่นหมายความว่ากระดูกรองรับฟันอาจได้รับความเสียหายไปแล้ว ยิ่งรอนานยิ่งเสี่ยงสูญเสียฟัน ความรุนแรงของเหงือกร่นมีหลายระดับ ตั้งแต่ร่นเพียงซี่เดียวจนถึงร่นทั้งแนว โดยกรณีที่เกิดจากการแปรงฟันผิดวิธีมักจะร่นเฉพาะจุด ขณะที่กรณีที่เกิดจากโรคเหงือกอักเสบมักจะร่นเป็นบริเวณกว้างติดต่อกันหลายซี่
สาเหตุหลักที่ทำให้เหงือกร่น
- การแปรงฟันผิดวิธี เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดและเกิดจากน้ำมือเราเองโดยตรง การแปรงแรงเกินไปหรือใช้แปรงขนแข็ง ทำให้เนื้อเหงือกและผิวฟันสึกหรอไปทีละน้อย โดยที่เราอาจไม่รู้ตัวเลย วิธีสังเกตตัวเองง่าย ๆ คือดูสภาพแปรง ถ้าขนบานก่อนครบ 3 เดือน แปลว่าใช้แรงมือมากเกินไป สิ่งที่แปรงฟันทำได้คือกำจัดคราบขี้ฟัน ไม่ใช่หินปูน เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องออกแรงมาก แค่วางแปรงที่คอฟันบริเวณรอยต่อระหว่างเหงือกกับฟัน แล้วปัดเบา ๆ ก็เพียงพอ ส่วนแปรงไฟฟ้าก็ต้องระวังเช่นกัน เพราะหลายคนออกแรงแปรงช่วยไปด้วย ทั้งที่ตัวแปรงทำงานให้แล้ว มือมีหน้าที่แค่นำพาแปรงไปยังตำแหน่งที่ถูกต้องเท่านั้น ควรเปลี่ยนหัวแปรงทุก 3 เดือน และเลือกขนแปรงแบบนุ่ม (soft) เสมอ
- หินปูนสะสม เป็นอีกสาเหตุสำคัญที่หลายคนมองข้าม คราบขี้ฟันที่ไม่ได้ทำความสะอาดออกภายใน 3 – 7 วัน จะแข็งตัวกลายเป็นหินปูน และหินปูนจะพอกสะสมลึกลงเรื่อย ๆ จนถึงบริเวณกระดูกรองฟัน เมื่อกระดูกละลาย เหงือกก็จะร่นตาม ซึ่งต่างจากการแปรงฟันแรงตรงที่มักเป็นหลายซี่ติดกันเป็นบริเวณกว้าง
- ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ได้แก่ การสูบบุหรี่ ซึ่งทำให้โรคเหงือกอักเสบรุนแรงขึ้น และลดโอกาสสำเร็จของการรักษาทุกประเภท รวมถึงการเรียงตัวของฟันที่ผิดปกติ เช่น เขี้ยวที่อยู่นอกแนวฟัน จะเป็นซี่ที่โดนแปรงก่อนซี่อื่น ๆ ทำให้เหงือกบริเวณนั้นร่นเร็วกว่าปกติ
แนวทางการรักษาและการป้องกัน
เหงือกที่ร่นไปแล้วมักไม่งอกกลับมาเองตามธรรมชาติ ยกเว้นกรณีที่รู้ตัวเร็วและเหงือกเพิ่งเริ่มอักเสบ ถ้ารีบแก้ไขพฤติกรรมและดูแลสุขภาพช่องปากอย่างสม่ำเสมอ เหงือกอาจฟื้นตัวกลับมาได้บางส่วน
- การรักษาตามระดับความรุนแรง เริ่มจากการขูดหินปูนและเกลารากฟัน ซึ่งเป็นกระบวนการที่ละเอียดกว่าการขูดหินปูนทั่วไป เพื่อกำจัดหินปูนที่พอกอยู่ใต้เหงือกในระดับลึก ในกรณีที่เหงือกร่นมากและส่งผลต่อความมั่นใจหรือการใช้งาน อาจต้องปลูกถ่ายเหงือก (Gingival Graft) โดยอัตราความสำเร็จขึ้นอยู่กับพฤติกรรมส่วนตัว โดยเฉพาะการไม่สูบบุหรี่และการดูแลช่องปากหลังการรักษา ในกรณีที่มีคอฟันเสียหายจากการแปรงแรง สามารถอุดปิดบริเวณนั้นด้วยวัสดุสีเหมือนฟันได้ เพื่อลดอาการเสียวและทำให้ฟันดูสมบูรณ์ขึ้น แต่เหงือกจะไม่กลับมาจากการอุด สำหรับผู้ที่สูญเสียฟันไปแล้วสามารถพิจารณาทั้งฟันปลอมถอดได้ และรากฟันเทียม โดยรากฟันเทียมต้องอาศัยกระดูกที่แข็งแรงเป็นฐาน หากกระดูกสูญเสียไปมาก อาจต้องปลูกกระดูกก่อนจึงจะใส่รากฟันเทียมได้
- การป้องกันที่ดีที่สุด คือการแปรงฟันให้ถูกวิธีด้วยแปรงขนนุ่ม ขูดหินปูนทุก 6 เดือน หรือทุก 3 – 4 เดือนหากมีภาวะโรคเหงือกอักเสบ และเลิกสูบบุหรี่ทั้งบุหรี่มวนและบุหรี่ไฟฟ้า เพราะฟันและเหงือกที่แข็งแรงคือต้นทางของสุขภาพร่างกายที่ดีในระยะยาว
Fact Check : ฉีดโบท็อกซ์ รักษา ไมเกรนเรื้อรัง
เรื่องที่แชร์ : มีข้อมูลแชร์กันว่า โบท็อกซ์ อาจจะไม่ได้มีดีแค่เรื่องการเสริมความงามเท่านั้น แต่ยังนำมาใช้รักษาโรคไมเกรนเรื้อรังได้อีกด้วย เรื่องนี้จะจริงหรือไม่ Fact Check มีคำตอบจาก พญ.ศุภมาศ วิบูรณ์สุขสันต์ แพทย์เฉพาะทางด้านระบบประสาทและสมอง
คำตอบ: จริง
โบทูลินัมท็อกซิน (Botulinum Toxin) หรือที่รู้จักกันในชื่อ "โบท็อกซ์" สามารถใช้รักษาไมเกรนเรื้อรังได้จริง โดยได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาทั้งในไทยและต่างประเทศมานานกว่า 10 ปีแล้ว กลไกการทำงานไม่ได้แค่คลายกล้ามเนื้ออย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่ยังยับยั้งการหลั่งสารสื่อประสาทที่กระตุ้นความเจ็บปวด โดยเฉพาะสาร CGRP ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของอาการปวดไมเกรน วิธีการฉีดอ้างอิงจากโปรโตคอล PREEMPT ใช้ทั้งหมด 31 จุด ครอบคลุมบริเวณหน้าผาก ขมับ ท้ายทอย คอ และบ่า โดยเริ่มต้นที่ 155 ยูนิต และปรับเพิ่มได้สูงสุด 195 ยูนิตหากอาการรุนแรงขึ้น ฤทธิ์จะเต็มที่ใน 2 – 4 สัปดาห์ และคงอยู่ราว 12 สัปดาห์ จึงต้องฉีดซ้ำทุก 3 เดือน โดยรวมระยะเวลารักษาประมาณ 1 – 2 ปี ทั้งนี้ วิธีนี้ไม่เหมาะกับผู้ที่ยังไม่มีไมเกรนเรื้อรัง ผู้แพ้โบทูลินัมท็อกซิน ผู้มีกล้ามเนื้ออ่อนแรง และหญิงตั้งครรภ์ และต้องดำเนินการโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น
ติดตามชมในรายการคนสู้โรค วันอังคารที่ 10 มีนาคม 2569 เวลา 15.05 – 15.30 น. ทางไทยพีบีเอส หรือ รับชมสดออนไลน์ทาง www.thaipbs.or.th/Live



























































