ไข้กาฬหลังแอ่น ป้องกันความเสี่ยงก่อนเดินทาง
ไข้กาฬหลังแอ่น ป้องกันความเสี่ยงก่อนเดินทาง
โรคไข้กาฬหลังแอ่น (Meningococcal Disease) เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Neisseria meningitidis ซึ่งมีหลากหลายสายพันธุ์ เช่น A, B, C, W และ Y เชื้อชนิดนี้สามารถอาศัยอยู่ในโพรงจอมูกของมนุษย์ ติดต่อผ่านทางเดินหายใจจากการสูดดมละอองฝอย ละอองการไอ การจาม การกอด การจูบ การอยู่ใกล้ชิดกันในพื้นที่แออัด หรือการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน เช่น แก้วน้ำ ช้อน หรือส้อม
สถานการณ์ในประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อประปรายเฉลี่ย 20–30 รายต่อปี (คิดเป็นอัตราส่วนประมาณ 0.01–0.05 ต่อแสนประชากร) แม้ว่าสถิติโดยรวมของนักท่องเที่ยวทั่วไปจะมีโอกาสพบความเสี่ยงต่ำ แต่กลุ่มผู้เดินทางเฉพาะทาง เช่น นักเรียน นักศึกษาที่จะไปพักอาศัยในหอพักหนาแน่นในสหราชอาณาจักร ยุโรป หรืออเมริกา ผู้ที่จะเดินทางไปร่วมพิธีทางศาสนาที่มีคนรวมตัวกันจำนวนมาก (เช่น พิธีฮัจญ์หรืออุมเราะฮ์) และผู้ที่จะเดินทางไปแถบพื้นที่ระบาดอย่างซับซาฮาราในทวีปแอฟริกา ถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
สัญญาณเตือนและภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
เชื้อไข้กาฬหลังแอ่นมีระยะฟักตัวประมาณ 2–10 วัน (เฉลี่ย 3–4 วัน) อาการเริ่มต้นอาจคล้ายไข้หวัดทั่วไป เช่น มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อย่างไรก็ตาม หากโรคลุกลามรุนแรงอาจเกิดขึ้นภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะติดเชื้อที่เยื่อหุ้มสมอง (เยื่อหุ้มสมองอักเสบ) และการติดเชื้อในกระแสเลือด สัญญาณอันตรายที่ต้องสังเกต ได้แก่
- มีไข้สูงขึ้นอย่างฉับพลัน
- ปวดศีรษะรุนแรงและมีอาการคอแข็ง
- ซึมลง สับสน หรือหมดสติ
- เกิดผื่นเลือดออกใต้ผิวหนัง ซึ่งมีลักษณะเฉพาะเป็นจุดสีแดงปนม่วงหรือเป็นจ้ำคล้ายเลือดออก
หากปรากฏอาการเหล่านี้ควรรีบไปพบแพทย์ที่ห้องฉุกเฉินทันที พร้อมแจ้งประวัติการเดินทางหรือประวัติสัมผัสผู้ป่วยเสี่ยง การได้รับยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อเฉพาะโรคอย่างรวดเร็วภายใต้การดูแลของแพทย์ในโรงพยาบาลจะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตและภาวะแทรกซ้อนได้
แนวทางการป้องกันและการบริหารจัดการวัคซีน
การป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่นทำได้ด้วยการรักษาสุขอนามัย สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในสถานที่แออัด เว้นระยะห่าง หมั่นล้างมือ และไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น นอกจากนี้ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่นถือเป็นมาตรการสำคัญ โดยไม่ได้แนะนำสำหรับประชาชนทั่วไปในประเทศไทย แต่เน้นฉีดในกลุ่มเสี่ยง 2 กลุ่มหลัก
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวเฉพาะ : เช่น ผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้บกพร่องทางระบบคอมพลีเมนต์ หรือผู้ที่ถูกผ่าตัดม้ามออก/ม้ามทำงานบกพร่อง
- ผู้ที่ต้องเดินทางไปพื้นที่เสี่ยง : ผู้เดินทางไปแถบซับซาฮารา แอฟริกา ผู้ร่วมพิธีทางศาสนาที่มีคนรวมตัวหลักแสนคน และนักเรียน นักศึกษาที่จะไปเรียนต่อต่างประเทศและต้องพักในหอพักหนาแน่น
วัคซีนมี 2 รูปแบบหลัก คือ วัคซีนป้องกัน 4 สายพันธุ์ (A, C, W, Y) สำหรับอายุ 1 ปีขึ้นไป (ฉีด 1 เข็มและกระตุ้นทุก 5 ปีหากยังเสี่ยง) และวัคซีนป้องกันสายพันธุ์ B สำหรับอายุ 2 เดือนขึ้นไป (ฉีด 2–3 เข็มตามข้อบ่งชี้) โดยควรฉีดล่วงหน้าอย่างน้อย 10–14 วันก่อนการเดินทางเพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้เต็มที่ ประสิทธิภาพของวัคซีนสามารถป้องกันโรคได้ร้อยละ 80–90 ทั้งนี้ ผู้วางแผนเดินทางสามารถปรึกษาแพทย์เวชศาสตร์การเดินทางและการท่องเที่ยวเพื่อประเมินความเสี่ยงล่วงหน้าได้
Fact Check : “กินหวาน” ก่อนนอนเป็นประจำ ทำลายการนอนหลับ จริงหรือไม่ ?
เรื่องที่แชร์ : คุณผู้ชมท่านไหนชอบหิวกลางดึก ก่อนนอนต้องหาอะไรหวาน ๆ มากิน ไม่ว่าจะเป็น เค้ก ขนมหวาน หรือ น้ำหวาน ก็ตาม เพื่อหวังให้นอนหลับสบาย วันนี้อาจต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ เมื่อมีข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า น้ำตาล คือ ตัวการสำคัญที่ทำให้คุณภาพการนอนแย่ลง ตื่นมาไม่สดชื่น และอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพระยะยาวอีกด้วย เรื่องนี้จะจริงหรือไม่ Fact Check มีคำตอบจาก นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ
คำตอบ: จริง
การรับประทานอาหารรสหวานหรือน้ำตาลสูงก่อนนอน ส่งผลกระทบต่อคุณภาพการนอนหลับจริง เมื่อร่างกายได้รับน้ำตาลปริมาณมากเกินไป ระดับน้ำตาลในเลือดจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมอง เมื่อระดับน้ำตาลล้นเกิน ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนอินซูลินออกมาเพื่อกดระดับน้ำตาลให้ต่ำลงอย่างฉับพลัน (ภาวะ Crash) กระบวนการนี้จะไปกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความเครียด ส่งผลให้เกิดอาการหงุดหงิด วิตกกังวล ใจสั่น หรือนอนไม่หลับ
การบริโภคน้ำตาลจัดเป็นประจำและเรื้อรัง นำไปสู่โรครุมเร้าต่าง ๆ เช่น ความเสี่ยงโรคเบาหวานประเภทที่ 2 ภาวะดื้อต่ออินซูลิน โรคอ้วนลงพุง (Metabolic Syndrome) หลอดเลือดและกล้ามเนื้อเสื่อมสภาพ รวมถึงภาวะไขมันสะสมในตับซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคตับแข็ง หากจำเป็นต้องรับประทานอาหารก่อนนอน ควรเลือกอาหารที่มีเส้นใยสูงและให้พลังงานยาวนาน เช่น ถั่วชนิดต่าง ๆ แบบไม่ปรุงเค็ม หรือดื่มน้ำอินฟิวส์วอเตอร์ (Infused Water) จากผลไม้รสไม่หวานจัดเพื่อเพิ่มความสดชื่น นอกจากนี้ การเข้านอนให้เร็วขึ้นสามารถช่วยลดความอยากน้ำตาลในยามดึก (Sugar Craving) ได้ดีที่สุด
ติดตามชมในรายการคนสู้โรค วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม 2569 เวลา 15.05 – 15.30 น. ทางไทยพีบีเอส หรือ รับชมสดออนไลน์ทาง www.thaipbs.or.th/Live



























































