มะเร็งลำไส้ รู้ทันความเสี่ยงที่ส่งต่อได้
มะเร็งลำไส้ รู้ทันความเสี่ยงที่ส่งต่อได้
โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เกิดได้จากสองปัจจัยหลัก คือ พฤติกรรมความเสี่ยงสะสมร่วมกับอายุที่เพิ่มขึ้น ซึ่งมักพบในผู้ที่มีอายุ 45–50 ปีขึ้นไป และปัจจัยทางพันธุกรรมที่ส่งต่อในครอบครัว ผู้ที่มีความเสี่ยงทางพันธุกรรมมักตรวจพบโรคในอายุน้อย โดยเฉพาะผู้ที่มีญาติสายตรง เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง หรือบุตร ป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือมีสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคนี้ก่อนอายุ 50 ปี อย่างไรก็ตาม มะเร็งลำไส้ใหญ่มีจุดเด่นคือมักเริ่มจากการเกิดติ่งเนื้อเล็ก ๆ (Polyp) ในลำไส้ก่อน ซึ่งหากตรวจพบและตัดออกได้ทันเวลาจะช่วยป้องกันการพัฒนากลายเป็นมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการตรวจคัดกรองและการส่องกล้องลำไส้ใหญ่
การตรวจคัดกรองควรเริ่มทำก่อนเกิดอาการ สำหรับคนทั่วไปที่ไม่มีประวัติครอบครัว แนะนำให้เริ่มคัดกรองเมื่ออายุ 45–50 ปีขึ้นไป ส่วนผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ควรเข้ารับการคัดกรองเร็วขึ้น โดยเริ่มส่องกล้องล่วงหน้า 10 ปี จากอายุของญาติสายตรงที่เริ่มเป็นโรค (เช่น หากญาติเป็นตอนอายุ 40 ปี ควรเริ่มส่องกล้องตั้งแต่อายุ 30 ปี)
วิธีการตรวจคัดกรองที่เป็นมาตรฐานสูงสุด (Gold Standard) คือ การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) เนื่องจากแพทย์สามารถมองเห็นติ่งเนื้อและทำการตัดออกได้ทันทีในขั้นตอนเดียว ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งได้มากกว่า 90% ส่วนวิธีการอื่น ได้แก่ การทำเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ลำไส้ใหญ่ (CT Colonography) และการตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระ (Fit Test) สัญญาณเตือนที่ต้องรีบพบแพทย์ ได้แก่ ถ่ายอุจจาระเป็นเลือดปนมูก ระบบขับถ่ายเปลี่ยนไป เช่น ท้องผูกสลับท้องเสียเรื้อรัง โลหิตจาง หรือน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
การปรับพฤติกรรมและการป้องกันในชีวิตประจำวัน
การป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ทำได้โดยการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร เน้นอาหารที่มีกากใยสูง ทานผักและผลไม้สดวันละ 15–30 กรัม ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป อาหารปิ้งย่างเนื้อแดง งดการดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ พร้อมทั้งออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อกระตุ้นการเคลื่อนตัวของลำไส้ การตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอร่วมกับการดูแลสุขภาพจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคได้อย่างยั่งยืน
Fact Check : หักหรือบด ยาลดความดัน เบาหวาน เสี่ยงรับยาเกินขนาด จริงหรือ ?
เรื่องที่แชร์ : มีคำเตือนทางการแพทย์ว่า การนำยาความดันโลหิต หรือ ยาเบาหวานบางชนิด มาหักครึ่ง เคี้ยว หรือบดให้ละเอียดก่อนกลืน อาจทำให้เกิดภาวะช็อกหมดสติจากยาเกินขนาดได้ง่าย ๆ เรื่องนี้จะจริงหรือไม่ Fact Check มีคำตอบจาก ภญ.มาริสา ทองปาน เภสัชกร
คำตอบ: จริง
ยาลดความดันโลหิตสูงและยาเบาหวานหลายชนิดในปัจจุบัน ถูกพัฒนาด้วยเทคโนโลยีการผลิตพิเศษเพื่อควบคุมการกระจายตัวยา ตัวอย่างเช่น ยารูปแบบออกฤทธิ์เนิ่น (Extended Release / Sustained Release) ซึ่งมักมีตัวอักษรต่อท้ายชื่อยา เช่น SR, XR, ER หรือยากลุ่มที่ใช้โครงสร้างเม็ดแบบฟองน้ำควบคุมการปลดปล่อย ยาเหล่านี้จะค่อย ๆ ปลดปล่อยตัวยาเข้าสู่กระแสเลือดอย่างช้า ๆ ตลอดช่วงเวลา 12 ถึง 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ยาบางชนิดยังมีการเคลือบเม็ดยา (Enteric Coated) เพื่อป้องกันไม่ให้ยาถูกย่อยในกระเพาะอาหาร แต่ให้ไปแตกตัวและดูดซึมในลำไส้เล็กแทน
อันตรายจากการหัก บด หรือเคี้ยวยาควบคุมการปลดปล่อย
การบด หัก หรือเคี้ยวยาที่มีโครงสร้างควบคุมการปลดปล่อย เปรียบเสมือนการทำลายเขื่อนกั้นยา ทำให้ระบบควบคุมการปลดปล่อยตัวยาเสียหาย สารสำคัญในยาจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดทั้งหมดในทันที ส่งผลให้เกิดภาวะได้รับยาเกินขนาด (Overdose) อย่างฉับพลัน
- ยาลดความดันโลหิตสูง: เมื่อยาถูกดูดซึมเร็วเกินไป จะทำให้ระดับความดันโลหิตตกอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดอาการหน้ามืด วูบจากการเปลี่ยนท่าทาง หรือหมดสติ
- ยาเบาหวาน: จะกระตุ้นให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia) มีอาการใจสั่น เหงื่อออก หิวจัด และช็อกหมดสติ
ข้อสังเกตและการปฏิบัติตัวอย่างถูกต้อง
การสังเกตว่าเม็ดยาสามารถหักหรือบดได้หรือไม่ ให้ดูที่ตัวอักษรต่อท้ายชื่อยาบนฉลาก หรือสังเกตรอยบากบนเม็ดยา หากเม็ดยามีรอยบากชัดเจนแสดงว่าสามารถหักแบ่งตามรอยได้ แต่หากเม็ดยามีลักษณะเคลือบมันเงาหรือไม่มีรอยบาก ห้ามทำการหักหรือบดเองโดยเด็ดขาด สำหรับผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่มีปัญหาการกลืน ไม่ควรใช้วิธีบดยาเอง แต่ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบยา เช่น เปลี่ยนเป็นยาน้ำ หรือปรับเป็นยาเม็ดที่มีขนาดเล็กลงแต่มีประสิทธิภาพเท่าเดิม เพื่อความปลอดภัยสูงสุดในการรักษา
ติดตามชมในรายการคนสู้โรค วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม 2569 เวลา 15.05 – 15.30 น. ทางไทยพีบีเอส หรือ รับชมสดออนไลน์ทาง www.thaipbs.or.th/Live



























































