“ลิ้นไม่รับรส” ภาวะเสื่อมถอยในผู้สูงวัย สู่ปัญหาสุขภาพจากการกิน
“ลิ้นไม่รับรส” ภาวะเสื่อมถอยในผู้สูงวัย สู่ปัญหาสุขภาพจากการกิน
การรับรสชาติอาหารของมนุษย์ไม่ได้เกิดขึ้นจากตุ่มรับรสบนลิ้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกับการได้กลิ่นผ่านทางจอมูกถึง 80% รวมถึงอาหารต้องสามารถละลายในน้ำลายได้ดี ลิ้นของคนเราสามารถรับรสพื้นฐานได้ 5 รส ได้แก่ รสหวาน รสเปรี้ยว รสเค็ม รสขม และรสอุมามิ (รสกลมกล่อม) ส่วนรสเผ็ดไม่ใช่รสชาติ แต่เป็นอาการระคายเคืองและแสบร้อนของเนื้อเยื่อ
เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ ตั้งแต่อายุ 45–50 ปีขึ้นไป ตุ่มรับรสที่มีอยู่เดิมประมาณ 2,000 ถึง 10,000 ตุ่ม จะค่อย ๆ ลดจำนวนและฝ่อเหี่ยวลงตามธรรมชาติ โดยบริเวณที่เสื่อมสภาพไปก่อนคือปุ่มรับรสหวานและรสเค็มที่อยู่บริเวณปลายลิ้น ขณะที่ปุ่มรับรสเปรี้ยวบริเวณข้างลิ้นและรสขมบริเวณโคนลิ้นจะเสื่อมถอยช้าที่สุด ส่งผลให้ผู้สูงวัยยังคงรับรสขมได้ดีและมักหันมารับประทานพืชผักรสขมได้มากขึ้น นอกจากนี้ เพศหญิงยังมีแนวโน้มเสื่อมถอยของตุ่มรับรสมากกว่าเพศชายเมื่ออายุเพิ่มขึ้น
ปัจจัยกระตุ้นและโรคแอบแฝงจากภาวะลิ้นไม่รับรส
ภาวะลิ้นไม่รับรสหรือรสชาติเพี้ยน (Hypogeusia) ไม่ได้เกิดจากอายุขัยที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถเป็นสัญญาณเตือนของโรคเรื้อรังและปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ได้ ดังนี้
- โรคทางระบบประสาทและสมอง: ภาวะการรับรสที่เพี้ยนไปในผู้สูงอายุ อาจเป็นสัญญาณเตือนแรกเริ่มของโรคอัลไซเมอร์ สมองเสื่อม โรคพาร์กินสัน หรือความผิดปกติของเส้นประสาทคู่ที่ 5, 7, 9 และ 10
- โรคในระบบทางเดินหายใจและช่องปาก: การติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ภาวะภูมิแพ้อากาศ ไซนัสอักเสบ ริดสีดวงจมูก รวมถึงโรคปริทันต์และฟันผุในช่องปาก ส่งผลให้การรับกลิ่นและรับรสลดลงอย่างชัดเจน
- ผลข้างเคียงจากการใช้ยาและพฤติกรรม: การรับประทานยาแก้แพ้ (Antihistamines) ยาลดความดันโลหิตบางกลุ่ม (เช่น ACE Inhibitors) การฉายรังสีรักษาโรคมะเร็ง ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานต่ำ รวมถึงพฤติกรรมการสูบบุหรี่จัด ต่างส่งผลให้การรับรสเพี้ยนเป็นรสโลหิตหรือรสเคมีได้
ผลกระทบต่อสุขภาพและแนวทางการฟื้นฟูการรับรส
เมื่อต่อมรับรสเสื่อมถอย ผู้สูงวัยส่วนใหญ่ มักแก้ปัญหาด้วยการปรุงรสอาหารเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว ทั้งการเติมน้ำตาลและน้ำปลาในปริมาณมาก ซึ่งนำไปสู่การสะสมโซเดียมและน้ำตาลในร่างกาย ก่อให้เกิดโรคอ้วน โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ตามมา ในทางกลับกัน ผู้ป่วยบางรายอาจเกิดภาวะเบื่ออาหารจนนำไปสู่การขาดสารอาหารในที่สุด
การฟื้นฟูและกระต้นตุ่มรับรส สามารถเริ่มได้จากแนวทางดังนี้
- รักษาที่สาเหตุหลัก: หากเกิดจากการสูบบุหรี่ การหยุดสูบบุหรี่จะช่วยให้ตุ่มรับรสฟื้นตัวภายใน 2 สัปดาห์ หรือหากเกิดจากโรคภูมิแพ้และริดสีดวงจมูก การรักษาจนหายดีจะช่วยให้การรับรสกลับมาเป็นปกติ ส่วนผู้ที่ใช้ยาลดความดันแล้วรสเพี้ยน สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อปรับเปลี่ยนชนิดยาได้
- ใช้อาหารกระตุ้นการรับรส: การรับประทานอาหารที่มีสมุนไพรรสเผ็ดร้อน เช่น ขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด พริกไทย หรือการรับประทานอาหารที่มีรสเปรี้ยวธรรมชาติ จะช่วยกระตุ้นการทำงานของต่อมน้ำลายและตุ่มรับรส
- ข้อควรระวังในการทำความสะอาดลิ้น: ไม่ควรใช้ที่ขูดลิ้นด้วยความรุนแรงเกินไป เพราะจะทำลายมัดเส้นประสาทเล็ก ๆ บริเวณตุ่มรับรสบนลิ้นให้เสียหายได้
หากพบว่าตนเองหรือคนในครอบครัวมีอาการลิ้นไม่รับรสเรื้อรังหรือเบื่ออาหารผิดปกติ ควรออมาพบแพทย์เฉพาะทางหู คอ จมูก (ENT) เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาอย่างถูกต้อง
Fact Check : แปรงฟันแล้ว ไม่ต้องบ้วนน้ำ ป้องกันฟันผุได้ดีกว่า จริงหรือ ?
เรื่องที่แชร์ : มาเช็กสุขภาพฟันกันหน่อย ใครแปรงฟันแล้วบ้วนน้ำตามทันที วิธีแบบนี้อาจดูแลฟันได้ไม่ดีเท่าที่ควร เพราะมีการรณรงค์จากทันตแพทย์ยุคใหม่ว่าเมื่อแปรงฟันเสร็จแล้ว ให้บ้วนแค่ฟองทิ้ง "ไม่ต้องบ้วนน้ำเปล่าตาม" หรือที่เรียกว่าการ "แปรงแห้ง" จะช่วยรักษาสุขภาพของฟัน ป้องกันฟันผุได้ดีกว่า เรื่องนี้จะจริงหรือไม่ Fact Check มีคำตอบ จาก ทพ.เมธาพันธ์ ชานนท์หงษ์พานิช ทันตแพทย์
คำตอบ: จริง
การแปรงฟันแห้ง หรือการแปรงฟันโดยไม่บ้วนน้ำตาม เป็นคำแนะนำจากทันตแพทย์ที่ช่วยป้องกันฟันผุได้ดีกว่าการบ้วนน้ำจริง การแปรงฟันด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์นานประมาณ 2 นาที แล้วบ้วนเพียงฟองหลักออกโดยไม่ใช้น้ำล้างตาม จะเปิดโอกาสให้ฟลูออไรด์มีเวลาแทรกซึมเข้าสู่ผิวฟัน ทำหน้าที่ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและสร้างเกราะป้องกันกรดในช่องปาก ซึ่งช่วยชะลอและป้องกันการเกิดฟันผุได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เพื่อให้ฟลูออไรด์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ทันตแพทย์แนะนำให้งดน้ำและอาหารหลังการแปรงฟันประมาณ 30 นาที โดยอย่างน้อยควรปฏิบัติให้ได้วันละ 1 ครั้งในช่วงก่อนนอน นอกจากนี้ ควรใช้ไหมขัดฟันทำความสะอาดบริเวณซอกฟันหรือด้านประชิดที่แปรงเข้าไม่ถึงก่อนการแปรงฟัน ทั้งนี้ การเลือกซื้อยาสีฟันควรสังเกตเครื่องหมาย อย. หากพบอาการแพ้ เช่น มีเนื้อเยื่อสีขาวลอกในปาก ให้หยุดใช้และบ้วนน้ำสะอาดทันที สำหรับน้ำยาบ้วนปากผสมฟลูออไรด์ถือเป็นเพียงตัวช่วยเสริม แต่การแปรงฟันแห้งร่วมกับการใช้ไหมขัดฟันนับเป็นวิธีที่ประหยัดและคุ้มค่าที่สุดในการดูแลสุขภาพช่องปาก
ติดตามชมในรายการคนสู้โรค วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม 2569 เวลา 15.05 – 15.30 น. ทางไทยพีบีเอส หรือ รับชมสดออนไลน์ทาง www.thaipbs.or.th/Live



























































