สูงวัยสุขภาพพังจาก “อากาศร้อน” ต้องรับมืออย่างไร
ดัชนีความร้อนและผลกระทบต่อร่างกายจากอากาศร้อนจัด
เมื่ออุณหภูมิภายนอกสูงขึ้น ร่างกายจะระบายความร้อนผ่านการระเหยของเหงื่อจากต่อมเหงื่อที่มีมากกว่า 4 ล้านต่อมทั่วร่างกาย แต่ในสภาวะที่ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศสูง ร่างกายจะระบายเหงื่อได้ยาก ทำให้เกิดภาวะ "ความรู้สึกร้อน" (Feels Like) หรือดัชนีความร้อน (Heat Index) ที่สูงกว่าอุณหภูมิจริง หากอุณหภูมิแกนกลางของร่างกายสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส จะส่งผลให้ระบบทำงานล้มเหลวและเกิดภาวะช็อกได้
กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังผลกระทบจากความร้อนเป็นพิเศษ ได้แก่ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคระบบประสาท โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ผู้ที่รับประทานยาแก้แพ้ ยาขับปัสสาวะ รวมถึงผู้สูงอายุ ความร้อนจัดส่งผลให้เกิดความดันโลหิตสูง ตะคริวแดด (Heat Cramp) ภาวะเพลียแดด (Heat Exhaustion) และโรคลมแดดหรือฮีตสโตรก (Heatstroke) สัญญาณเตือนของภาวะขาดน้ำสามารถทดสอบได้ด้วยการดึงผิวหนังหลังมือขึ้นแล้วปล่อย หากผิวหนังคงตัวเป็นทรงเต้นท์หรือมีรอยยับ แสดงว่าขาดน้ำรุนแรง นอกจากนี้ สังเกตได้จากปัสสาวะสีเข้ม หรือเด็กไห้ไม่มีน้ำตา
แนวทางการปฏิบัติตัวและการป้องกันภาวะฮีตสโตรก
การป้องกันอันตรายจากความร้อนเริ่มจากการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน โดยเน้นการจิบน้าสะอาดบ่อย ๆ ตลอดทั้งวันโดยไม่ต้องรอให้รู้สึกหิวน้ำ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง คาเฟอีน และแอลกอฮอล์ เพราะมีฤทธิ์ขับปัสสาวะทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมากขึ้น รับประทานผักผลไม้ที่มีส่วนประกอบของน้ำสูง เช่น แตงโม แตงกวา แตงไทย หรือดื่มน้ำมะพร้าวเพื่อทดแทนเกลือแร่ หลีกเลี่ยงการสวมเสื้อผ้ารัดรูป และเลี่ยงการออกกำลังกายกลางแจ้งช่วงเวลาแดดจัด (08.00 - 17.00 น.) โดยเปลี่ยนมาออกกำลังกายในร่มหรือการว่ายน้ำแทน
สำหรับผู้สูงอายุที่จำเป็นต้องอยู่ในบ้าน ควรจัดสิ่งแวดล้อมให้ลมถ่ายเทได้สะดวก การเปิดพัดลมส่ายเพื่อช่วยระบายอากาศ การใช้น้ำธรรมดาเช็ดตัว หรือใช้แป้งเย็น ดินสอพอง ทาบริเวณผิวหนัง จะช่วยเพิ่มการระเหยของน้ำและลดอุณหภูมิร่างกายได้อย่างรวดเร็ว หากพบผู้หมดสติจากความร้อน ให้รีบนำเข้าที่ร่ม ปลดเสื้อผ้าให้หลวม นำน้ำระบายความร้อนบริเวณใบหน้า มือ และเท้า พร้อมเปิดพัดลมระบายอากาศ และนำส่งสถานพยาบาลทันที
Fact Check : ผู้หญิงวัยทอง ใช้ "ฮอร์โมนทดแทน" ทำให้เป็นมะเร็งเต้านม 100% จริงหรือ ?
เรื่องที่แชร์ : มีการแชร์เตือนภัยในกลุ่มผู้สูงวัย โดนระบุว่าหากเข้าสู่วัยทองแล้วมีอาการร้อนวูบวาบ เป็นเรื่องปกติให้อดทนผ่านช่วงนี้ไปให้ได้ หรือหาซื้อสมุนไพรมารับประทานลดอาการไปก่อน ห้ามกินยาฮอร์โมนทดแทนจากหมอเด็ดขาด เพราะสารเคมีเหล่านี้จะไปกระตุ้นให้เกิดมะเร็งเต้านม 100% เรื่องนี้จะจริงหรือไม่ Fact Check มีคำตอบจาก พญ.ธิศรา วีรสมัย หัวหน้าศูนย์สุขภาพหญิงและคลินิกวัยทอง
คำตอบ: ไม่จริง
การใช้ฮอร์โมนทดแทนไม่ได้เพิ่มความเสี่ยง 100% ในกลุ่มที่ตัดมดลูกแล้วและได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนเพียงอย่างเดียว พบว่าไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม และอาจช่วยลดความเสี่ยงลงด้วย ส่วนกลุ่มที่ยังมีมดลูกและได้รับฮอร์โมนรวม (เอสโตรเจนและโปรเจสติน) ต่อเนื่องเกิน 5 ปี มีโอกาสเกิดมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นเพียง 0.3% - 0.9% เท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าความเสี่ยงจากการมีน้ำหนักตัวเกินหรือการดื่มแอลกอฮอล์
ทางการแพทย์ การใช้ฮอร์โมนทดแทนถือเป็นแนวทางชดเชยการทำงานของรังไข่ โดยมีเงื่อนไขการใช้ที่แตกต่างกันตามสภาพร่างกายของผู้ป่วย หากผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดตัดมดลูกออกไปแล้ว แพทย์จะให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนเพียงอย่างเดียว แต่หากยังมีมดลูกอยู่ จำเป็นต้องได้รับฮอร์โมนรวมระหว่างเอสโตรเจนและโปรเจสติน เพื่อป้องกันไม่ให้เอสโตรเจนไปกระตุ้นเยื่อบุโพรงมดลูกจนหนาตัวขึ้น ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ทั้งนี้ ยาฮอร์โมนทดแทนมีข้อห้ามใช้ในผู้ที่มีประวัติมะเร็งเต้านม ผู้ที่มีเลือดออกผิดปกติจากโพรงมดลูกโดยไม่ทราบสาเหตุ และผู้ป่วยที่มีภาวะลิ่มเลือดอุดตันหรือหลอดเลือดแดงตีบ
ติดตามชมในรายการคนสู้โรค วันพุธที่ 18 มีนาคม 2569 เวลา 15.05 – 15.30 น. ทางไทยพีบีเอส หรือ รับชมสดออนไลน์ทาง www.thaipbs.or.th/Live



























































