PD-HD ผู้ป่วยโรคไต เลือกแบบไหนดี
การเตรียมความพร้อมและการเข้าใจสภาวะโรคไตเรื้อรัง
เมื่อผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย สิ่งแรกที่สำคัญที่สุดคือการตั้งสติและทำความเข้าใจธรรมชาติของโรค โรคไตเรื้อรังมักมีสาเหตุหลักมาจากโรคประจำตัวเดิม เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือเกิดจากความเสื่อมตามอายุที่เพิ่มขึ้น เสมือนเครื่องกรองน้ำที่ผ่านการใช้งานมาอย่างยาวนานหลายสิบปี แม้ว่าโรคไตเรื้อรังจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่การเข้าใจระยะของโรค ซึ่งแบ่งออกเป็นห้าระดับ จะช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัววางแผนการปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้อง โดยเฉพาะผู้ป่วยในระยะที่สี่และระยะที่ห้า ที่ต้องเน้นการชะลอความเสื่อมของไตให้ช้าที่สุด พร้อมทั้งวางเป้าหมายการรักษาร่วมกับแพทย์เพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์ในอนาคตได้อย่างเหมาะสม
ทางเลือกในการบำบัดทดแทนไตสำหรับผู้ป่วยระยะสุดท้าย
เมื่อไตไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ทางเลือกในการบำบัดทดแทนไตถือเป็นหัวใจสำคัญในการพยุงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ซึ่งมีสี่แนวทางหลัก ได้แก่
- การฟอกเลือดด้วยเครื่องล้างไต (HD): เป็นการผ่าตัดทำเส้นเลือดพิเศษ เพื่อดึงเลือดออกจากร่างกายไปผ่านเครื่องกรองของเสียที่โรงพยาบาล ทำเป็นประจำสัปดาห์ละสองถึงสามครั้ง ครั้งละประมาณสามถึงสี่ชั่วโมง ข้อดีคือได้รับการดูแลใกล้ชิดจากบุคลากรทางการแพทย์ แต่มีข้อจำกัดเรื่องการเดินทาง อาการอ่อนเพลียหลังฟอก และอาจไม่เหมาะกับผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตต่ำหรือโรคหัวใจ
- การล้างไตผ่านทางช่องท้อง (PD): เป็นการใส่น้ำยาเข้าไปในช่องท้อง โดยใช้อวัยวะเยื่อบุช่องท้องทำหน้าที่กรองของเสียและน้ำส่วนเกิน ผู้ป่วยหรือผู้ดูแลต้องได้รับการฝึกอบรมและทดสอบเทคนิคความสะอาดอย่างเคร่งครัด วิธีนี้ช่วยให้ผู้ป่วยบริหารจัดการเวลาที่บ้านได้สะดวก ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง รวมถึงมีนวัตกรรมเครื่องล้างไตอัตโนมัติตอนกลางคืนที่ช่วยอำนวยความสะดวกมากยิ่งขึ้น
- การปลูกถ่ายไต: เป็นการผ่าตัดนำไตที่ทำงานได้ดีจากผู้บริจาคมาใส่ในร่างกายผู้ป่วย ถือเป็นวิธีที่คืนคุณภาพชีวิตได้ดีที่สุด แต่มีข้อจำกัดเรื่องการรอรับอวัยวะที่เข้ากันได้ ความพร้อมทางร่างกายในการผ่าตัดใหญ่ และต้องทานยากดภูมิต้านทานไปตลอดชีวิต
- การดูแลแบบประคับประคอง: สำหรับผู้ป่วยที่มีข้อจำกัดทางร่างกายหรือโรคประจำตัวร้ายแรงอื่น ๆ ซึ่งการฟอกไตอาจไม่ตอบโจทย์หรือทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง การดูแลแนวทางนี้จะเน้นการบรรเทาอาการไม่สุขสบาย เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดในช่วงเวลาที่เหลืออยู่
การปรับเปลี่ยนแนวทางการรักษาและการปรับตัวของผู้ป่วย
แนวทางการรักษาโรคไตไม่ได้มีความยึดติดอยู่เพียงวิธีเดียว ผู้ป่วยสามารถปรับเปลี่ยนวิธีการบำบัดทดแทนไตได้ตามบริบทชีวิตและสภาพร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ผู้ป่วยที่เคยฟอกเลือดที่โรงพยาบาล หากต่อมามีภาวะหลอดเลือดสมอง หรือเป็นผู้ป่วยติดเตียง การเดินทางไปโรงพยาบาลกลายเป็นความยากลำบาก ก็สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อเปลี่ยนมาใช้วิธีการล้างไตทางช่องท้องที่บ้าน หรือพิจารณาเข้าสู่กระบวนการดูแลแบบประคับประคองได้ การตัดสินใจเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุดจึงขึ้นอยู่กับการหารือร่วมกันระหว่างผู้ป่วย ครอบครัว และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตอบโจทย์ทั้งด้านสุขภาพกาย จิตใจ และการดำเนินชีวิตประจำวัน
แนวทางการป้องกันและการดูแลสุขภาพไตให้ยืนยาว
การดูแลไตให้แข็งแรงและยืดอายุการทำงานของไตสามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่ยังไม่ป่วย สิ่งสำคัญคือการดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหาร โดยเฉพาะการลดกินรสเค็มจัด ลดการใช้ผงชูรส และลดเครื่องปรุงแต่งต่าง ๆ เน้นการรับประทานอาหารรสชาติจากธรรมชาติ สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน หรือความดันโลหิตสูง ควรควบคุมอาการของโรคให้อยู่ในเกณฑ์ดีเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนลงไต ส่วนผู้ป่วยที่กำลังเผชิญโรคไตอยู่ ควรกล้าที่จะพูดคุย ซักถามข้อสงสัยกับแพทย์ประจำตัวอย่างเปิดเผย เพื่อรับข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนและช่วยลดความกังวลใจในการรักษา
Fact Check : ดื่มน้ำอัดลมผสมเกลือ แก้อาการ ท้องร่วง-ท้องเสีย
เรื่องที่แชร์ : เวลาที่มีอาการท้องร่วงหรือท้องเสีย หลายคนมักจะรู้สึกอ่อนเพลีย เพราะร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่ ซึ่งวิธีแก้ที่หลายคนคงเคยได้ยินและทำตามกันมานานก็คือ การดื่มน้ำอัดลมผสมเกลือ เพื่อทดแทนเกลือแร่ แถมยังเชื่อว่า จะช่วยแก้อาการท้องเสียให้หายได้เร็วขึ้นด้วย เรื่องนี้จะจริงหรือเท็จ
คำตอบ: ไม่จริง
ในช่วงที่อากาศร้อน อาหารและน้ำดื่มมักเสียได้ง่าย ส่งผลให้ผู้คนเจ็บป่วยด้วยอาการท้องเสีย อาหารเป็นพิษ หรือท้องร่วงได้บ่อยครั้ง อาการถ่ายท้องอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่ออกไปเป็นจำนวนมาก นำไปสู่อาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรง และเกิดภาวะขาดน้ำ ในสังคมมักมีการแชร์ความเชื่อโบราณว่า การนำน้ำอัดลมมาผสมเกลือดื่ม จะช่วยทดแทนน้ำและเกลือแร่ได้เหมือนกับการดื่มผงเกลือแร่สำหรับผู้ป่วยท้องเสีย แต่ในความเป็นจริงทางการแพทย์ยืนยันว่า เป็นความเข้าใจที่ผิดและไม่ควรทำอย่างยิ่ง
เหตุผลสำคัญคือในน้ำอัดลมมีปริมาณน้ำตาลซูโครสสูงมาก ซึ่งแตกต่างจากน้ำตาลและเกลือแร่ที่ผสมในผงเกลือแร่ โออาร์เอส (ORS) ที่ใช้รักษาอาการท้องร่วงโดยตรง การบริโภคน้ำตาลซูโครสในปริมาณมากขณะที่ลำไส้กำลังอักเสบติดเชื้อ จะยิ่งดึงน้ำเข้ามาในลำไส้ ส่งผลให้เกิดกระบวนการหมักบ่มของเชื้อโรคในทางเดินอาหาร อาการท้องร่วงจึงยิ่งแย่ลง ถ่ายบ่อยขึ้น และสูญเสียน้ำมากกว่าเดิม นอกจากนี้ แก๊สและกรดในน้ำอัดลมยังเข้าไปเพิ่มความดันและกรดในกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดอาการท้องอืด แน่นท้อง อึดอัด และกระวนกระวายมากขึ้น เช่นเดียวกับการดื่มผลิตภัณฑ์นม น้ำหวานอื่น ๆ หรือโยเกิร์ต ซึ่งควรหลีกเลี่ยงในระยะนี้เพราะจะกระตุ้นการขับถ่ายและการหมักในลำไส้เช่นกัน
หากเกิดอาการท้องเสียและไม่มีผงเกลือแร่ ORS ติดบ้าน การดื่มน้ำเปล่าสะอาดถือเป็นทางเลือกแรกที่ทำได้ทันทีเพื่อชดเชยน้ำที่สูญเสียไป หรืออาจใช้น้ำเปล่าผสมเกลือเพียงเล็กน้อยโดยไม่ใส่น้ำตาล เพื่อประพยุงอาการชั่วคราว แต่อย่างไรก็ตาม การดื่มผงเกลือแร่ ORS ถือเป็นวิธีที่ดีและปลอดภัยที่สุด เพราะมีสัดส่วนเกลือแร่และน้ำตาลที่เหมาะสม ไม่กระตุ้นการขับถ่าย และช่วยฟื้นฟูร่างกายได้ตรงจุด ควบคู่กับการรับประทานอาหารอ่อน ๆ ที่ย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม หรือไข่เจียว หลีกเลี่ยงอาหารที่มีกากใยสูง แต่หากดูแลตัวเองเบื้องต้นด้วยการดื่มน้ำ ผงเกลือแร่ หรือทานคาร์บอนลดพิษแล้วเกิน 24 ชั่วโมง อาการไม่ดีขึ้น มีไข้ หรือถ่ายไม่หยุด ควรไปพบแพทย์ทันที ไม่ควรรักษาด้วยตนเองต่อ
ติดตามชมในรายการคนสู้โรค วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม 2569 เวลา 15.05 – 15.30 น. ทางไทยพีบีเอส หรือ รับชมสดออนไลน์ทาง www.thaipbs.or.th/Live



























































