ปลูกถ่ายไต (KT) ทางเลือกเพื่อคุณภาพชีวิตที่ยืนยาวของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการบำบัดทดแทนไตและการผ่าตัดปลูกถ่ายไต
ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย คือผู้ที่มีการทำงานของไตเหลือน้อยกว่าร้อยละ 15 (ระยะที่ 5) จำเป็นต้องได้รับการบำบัดทดแทนไตเพื่อรักษาชีวิต ซึ่งมี 3 วิธีหลัก ได้แก่ การล้างไตผ่านทางช่องท้อง การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม และการผ่าตัดปลูกถ่ายไต ในบรรดาวิธีทั้งหมด การผ่าตัดปลูกถ่ายไตถือเป็นแนวทางการรักษาที่ดีที่สุด ทั่วโลกให้การยอมรับ ช่วยให้ผู้ป่วยมีอายุยืนยาว มีคุณภาพชีวิตใกล้เคียงคนปกติ ขับของเสียได้เอง และไม่ต้องเข้าสู่วงจรการฟอกเลือดไปตลอดชีวิต
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีการรับบริจาคไตจาก 2 แหล่งสำคัญ ได้แก่
- ผู้บริจาคที่มีชีวิต: ต้องเป็นญาติสืบสายโลหิต หรือสามีภรรยาที่จดทะเบียนสมรสหรืออยู่กินกันมาไม่น้อยกว่า 3 ปีตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งไตจะมีคุณภาพดี เนื้อเยื่อเข้ากันได้สูง และสามารถผ่าตัดปลูกถ่ายได้ทันทีโดยไม่ต้องรอฟอกเลือด
- ผู้บริจาคที่เสียชีวิตจากภาวะสมองตาย: เป็นแหล่งบริจาคหลักในประเทศไทย (คิดเป็นร้อยละ 80) ผู้ป่วยจะต้องเข้าคิวรอรับบริจาคอวัยวะผ่านศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย โดยต้องผ่านการฟอกเลือดคุมอาการไว้ก่อน
แม้การปลูกถ่ายไตจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด แต่ผู้รอรับบริจาคไตในไทยยังมีจำนวนสูงถึง 7,000–8,000 คน ขณะที่มีผู้บริจาคไตเพียงประมาณ 1,000 ไตต่อปีเท่านั้น
กระบวนการประเมินความปลอดภัยของผู้บริจาคไตและการคุ้มครองทางสิทธิประโยชน์
ความกังวลเกี่ยวกับการบริจาคไตว่าทำให้ร่างกายอ่อนแอลงนั้นไม่เป็นความจริง ร่างกายมนุษย์สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปกติด้วยไตเพียงข้างเดียว ทีมแพทย์มีกระบวนการตรวจคัดกรองสุขภาพของผู้บริจาคอย่างละเอียดเข้มงวดนานนับเดือน หากพบว่ามีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคไต เบาหวาน หรือความดันโลหิตสูงในอนาคต แพทย์จะยกเลิกการบริจาคทันทีเพื่อความปลอดภัยของผู้บริจาคเป็นสำคัญ นอกจากนี้ ทางการแพทย์ยังแยกทีมดูแลผู้บริจาคและผู้รับบริจาคออกจากกันอย่างชัดเจน โดยมีทีมสหสาขาวิชาชีพร่วมประเมินความพร้อม อิสระในการตัดสินใจ และคำนวณอัตราความเสี่ยงให้ผู้บริจาครับทราบอย่างรอบด้าน
ด้านค่าใช้จ่ายในการรักษา กองทุนสุขภาพหลักทั้ง 3 ระบบของประเทศไทย ได้แก่ สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) สิทธิประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการ ให้การครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดปลูกถ่ายไตทั้งหมด เนื่องจากเป็นวิธีที่คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์มากกว่าการสนับสนุนงบประมาณฟอกเลือดระยะยาว ผู้ป่วยและครอบครัวจึงมั่นใจได้ว่า การปลูกถ่ายไตเป็นทางเลือกการรักษาที่ปลอดภัย มีมาตรฐาน และสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ได้อย่างเท่าเทียม
Fact Check : หยอด "น้ำหมักสมุนไพร" รักษาต้อหาย ไม่ต้องผ่าตัด จริงหรือ ?
เรื่องที่แชร์ : มีการโฆษณาผลิตภัณฑ์ น้ำหมักเอนไซม์ หรือน้ำหมักสมุนไพร เพียงแค่หยอดตา เป็นประจำ จะช่วยรักษาโรคต้อทุกชนิดได้ โดยไม่ต้องผ่าตัด เรื่องนี้จะจริงหรือไม่
คำตอบ: ไม่จริง
โฆษณาชวนเชื่อบนโลกออนไลน์ที่อวดอ้างว่าน้ำหมักสมุนไพรหรือน้ำเอนไซม์สามารถหยอดตารักษาโรคต้อหิน ต้อกระจก ต้อลม และต้อเนื้อได้ เป็นข้อมูลที่บิดเบือนและอันตรายอย่างยิ่ง สารละลายเหล่านั้นเสี่ยงต่อการปนเปื้อนแบคทีเรียหรือจุลินทรีย์ปะปน แม้การหยอดในครั้งแรกจะทำให้รู้สึกชุ่มชื้นขึ้นชั่วคราว แต่จะตามมาด้วยการอักเสบ ระคายเคือง และเสี่ยงตาบอดฉับพลัน อีกทั้งยังทำให้ผู้ป่วยสูญเสียโอกาสในการได้รับการรักษาที่ถูกต้องจากจักษุแพทย์ ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ที่อวดอ้างสรรพคุณดังกล่าวถือมีความผิดตามกฎหมายโฆษณาขายยาหรืออาหารเสริม มีโทษทั้งจำและปรับ โดยประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน อย. 1556
ในความเป็นจริง ทางการแพทย์มีแนวทางการรักษาโรคต้อที่ชัดเจน สำหรับ ต้อหิน เป้าหมายหลักคือการชะลอความเสื่อมของประสาทตา โดยใช้ยาหยอดตาเพื่อลดความดันในลูกตา หรือการผ่าตัดตามระดับความรุนแรง ส่วน ต้อกระจก สามารถรักษาให้กลับมามองเห็นชัดเจนได้ด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตา สำหรับการถนอมสายตาในชีวิตประจำวัน ควรเลี่ยงการใช้สายตาในที่แสงจ้า สวมแว่นกันแดดเมื่อออกแดด ใช้น้ำตาเทียมเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร และลดการจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานานเพื่อหลีกเลี่ยงแสงสีฟ้า (Blue Light) ที่ทำลายดวงตาโดยตรง
ติดตามชมในรายการคนสู้โรค วันอังคารที่ 17 มีนาคม 2569 เวลา 15.05 – 15.30 น. ทางไทยพีบีเอส หรือ รับชมสดออนไลน์ทาง www.thaipbs.or.th/Live



























































