รูมาตอยด์ รู้เร็ว รักษาได้
รูมาตอยด์ รู้เร็ว รักษาได้ กลไกการเกิดโรครูมาตอยด์และความแตกต่างจากข้อเสื่อม
โรครูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis) เป็นโรคในกลุ่มภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง (Autoimmune Disease) ที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ โดยเข้าใจผิดว่าเยื่อบุข้อต่อในร่างกายเป็นสิ่งแปลกปลอม จึงข้าไปทำลายและก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง ต่างจากภาวะข้อเสื่อมที่เกิดจากการใช้งานหนักหรือเสื่อมตามวัย
ลักษณะอาการเด่นของโรครูมาตอยด์คือ อาการปวด บวม แดง และร้อน บริเวณข้อต่อ โดยมักเกิดขึ้นในขณะที่ไม่ได้ใช้งานหรือยามพักผ่อน ยิ่งอยู่นิ่งๆ ยิ่งมีอาการปวดมากขึ้น อาการฝืดตึงข้อจะรุนแรงที่สุดในช่วงเช้าหลังตื่นนอน และฝืดนานเกิน 1 ชั่วโมงขึ้นไป บริเวณที่พบได้บ่อยมักเป็นข้อเล็กๆ เช่น ข้อมือ ข้อโคนนิ้ว หรือข้อกลางนิ้ว โดยมีรูปแบบการอักเสบแบบสมมาตรกันทั้งสองข้างของร่างกาย (เป็นพร้อมกันทั้งซ้ายและขวา) สังเกตได้จากรอยย่นบริเวณข้อนิ้วมือที่หายไปเนื่องจากผิวหนังตึงและบวม
ปัจจัยเสี่ยงและอาการอักเสบนอกข้อต่อ
โรครูมาตอยด์พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 3–4 เท่า มักเริ่มแสดงอาการในช่วงอายุ 30–50 ปี โดยมีฮอร์โมนเพศหญิงเป็นปัจจัยกระตุ้นร่วม ปัจจัยเสี่ยงและสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่อการเกิดโรค ได้แก่
- พันธุกรรม ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรครูมาตอยด์ จะมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป
- การสูบบุหรี่ เป็นปัจจัยกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคอย่างชัดเจน
- สุขอนามัยในช่องปาก โรคเหงือกอักเสบและฟันผุเรื้อรัง สามารถกระตุ้นปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันให้เกิดโรครูมาตอยด์ได้
- มลพิษและความเครียด ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 และสภาวะความเครียด มีส่วนสัมพันธ์กับการกระตุ้นโรค
นอกจากระบบข้อต่อแล้ว ภูมิคุ้มกันที่เพี้ยนไปอาจส่งผลให้เกิดการอักเสบนอกข้อ เช่น อาการตาขาวอักเสบ ตาแดง หรือในกรณีรุนแรงอาจทำให้ตาขาวบางจนทะลุ ตลอดจนการเกิดตุ่มรูมาตอยด์ (Rheumatoid Nodule) ซึ่งเกิดจากการอักเสบของเส้นเลือดใต้ผิวหนัง ทำให้มีตุ่มบวมขึ้นตามข้อต่อหรือข้อศอก
แนวทางการรักษาและการดูแลตนเองของผู้ป่วย
โรครูมาตอยด์เป็นโรคเรื้อรังที่ไม่หายขาด แต่สามารถรักษาเพื่อคุมโรคให้อยู่ในระยะสงบ (Remission) ได้ เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อถูกกัดกร่อนจนผิดรูปถาวร การรักษาหลักจะใช้ยากดภูมิคุ้มกันและยาปรับเปลี่ยนการดำเนินโรค มีทั้งรูปแบบยากินและยาฉีดใต้ผิวหนัง
ข้อปฏิบัติและการดูแลตนเองเบื้องต้นสำหรับผู้ป่วย
- พบแพทย์เฉพาะทาง ควรเข้ารับการตรวจกับอายุรแพทย์เฉพาะทางโรคข้อและรูมาติซั่ม เพื่อประเมินผลเลือด เอกซเรย์ และจัดยาอย่างถูกต้อง หลีกเลี่ยงการซื้อยาลดอักเสบรับประทานเอง
- การประคบร้อนและการปรับพฤติกรรม ในช่วงที่มีอาการปวดสามารถประคบร้อนเพื่อผ่อนคลายได้ และหากมีอาการปวดข้อควรพักการใช้งานหนัก แต่เมื่อโรคสงบแล้วควรขยับข้อต่อเพื่อไม่ให้ข้อติด
- โภชนาการที่ปลอดภัย รับประทานอาหารปรุงสุก สะอาด ให้ครบ 5 หมู่ เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อเนื่องจากอยู่ระหว่างการใช้ยากดภูมิคุ้มกัน
- การออกกำลังกายเบา ๆ แนะนำกิจกรรมที่ไม่ลงน้ำหนักบนข้อต่อรุนแรง เช่น การเดิน ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ โยเกิร์ต หรือไทเก๊ก ซึ่งช่วยสร้างกล้ามเนื้อรอบข้อและฝึกการทรงตัว
Fact Check : ใส่ข้อเทียม-เหล็กดามกระดูก มีโอกาส ฟ้าผ่า-ไฟดูดง่ายขึ้น จริงหรือ ?
เรื่องที่แชร์ : มีความเชื่อและแชร์กันว่า ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดใส่ ข้อเทียม หรือ เหล็กดามกระดูก ไว้ในร่างกาย จะกลายเป็นเหมือนสายล่อฟ้า ที่ทำให้มีโอกาสโดนฟ้าผ่าหรือถูกไฟดูดได้ง่ายกว่าคนปกติ เรื่องนี้จะจริงหรือไม่ Fact Check มีคำตอบจาก ดร. นพ.จตุพล คงถาวรสกุล แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ
คำตอบ: ไม่จริง
สรุป สำหรับใครที่เคยผ่าตัดใส่ข้อเทียมหรือเหล็กดามกระดูกก็เบาใจได้ เพราะโลหะที่ฝังอยู่ภายในร่างกาย ไม่ได้มีผลทำให้ฟ้าผ่าหรือไฟดูดง่ายขึ้นกว่าคนที่ทั่วไป เพราะหลักการเกิดฟ้าผ่า มักเกิดกับวัตถุที่อยู่ตำแหน่งสูงสุด หรือมีสื่อนำไฟฟ้าภายนอกร่างกายมากกว่า การมีโลหะอยู่ใต้ผิวหนังจึงไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงแต่อย่างใด
ติดตามชมในรายการคนสู้โรค วันอังคารที่ 24 มีนาคม 2569 เวลา 15.05 – 15.30 น. ทางไทยพีบีเอส หรือ รับชมสดออนไลน์ทาง www.thaipbs.or.th/Live



























































