โพสต์อ้าง “สหรัฐฯ” ค้นเจ้าหน้าที่ “ปากีฯ” ก่อนลงนาม ตรวจสอบพบเป็นข่าวปลอมพร้อมภาพ AI

ข่าวปลอมDateClock icon09:30|รอบโลกViews0
โพสต์อ้างทหารสหรัฐฯ ค้นตัวเจ้าหน้าที่ปากีสถานก่อนเข้าร่วมการเจรจาสันติภาพระหว่าง สหรัฐฯ-อิหร่าน ทำให้เกิดความอับอาย-ไม่ให้เกียรติ Thai PBS Verify ตรวจสอบพบว่า ภาพดังกล่าวเป็นเพียงภาพที่สร้างจาก AI และไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง

Thai PBS Verify พบที่มาของข่าวปลอมจาก: Facebook

โพสต์ข่าวปลอมที่ถูกเผยแพร่โดยเพจ Facebook: World Insight เมื่อวันที่ 16 เม.ย. 69

Thai PBS Verify พบโพสต์วิดีโอบนแพลตฟอร์ม Facebook ที่ถูกเผยแพร่โดยเพจ World Insight เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 ปรากฏเป็นภาพของทหารและเจ้าหน้าที่ของสหรัฐอเมริกา กำลังค้นตัวของเจ้าหน้าที่ฝั่งปากีสถาน ถูกเผยแพร่ออกมาในช่วงที่มีการเข้าร่วมเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่าน พร้อมแคปชัน ระบุว่า

#สหรัฐฯดูหมิ่นปากีสถานอย่างรุนแรง!

เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่คณะผู้แทนของรัฐอื่น (สหรัฐฯ) ได้ตรวจค้นตัวนายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารบกของประเทศหนึ่ง (ปากีสถาน) บนแผ่นดินของปากีสถานเอง และยึดอาวุธของพวกเขาไป

ตามแหล่งข่าวในกรุงอิสลามาบัด เมืองหลวงของปากีสถาน ซึ่งเป็นสถานที่จัดการเจรจาสันติภาพ ระบุว่า เจ้าหน้าที่ปากีสถานที่เข้าไปในอาคารถูกตรวจค้นร่างกาย และแม้แต่การสวมเครื่องแบบทหารก็ยังไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไป

นอกจากนี้ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เจดี แวนซ์ ยังได้นำรถยนต์และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของตนเองติดตามมาด้วย เพื่อรับประกันความปลอดภัยในการเคลื่อนไหวของเขา

หลังจากที่ปากีสถานถูกขอให้ทำหน้าที่เป็นคนกลางไกล่เกลี่ย ตอนนี้กลับถูกทำให้อยู่ในสถานะที่น่าอับอาย ราวกับว่าอเมริกาไม่ไว้วางใจแม้แต่กระบวนการหรือเจ้าหน้าที่ของปากีสถานเองด้วยซ้ำ

โดยโพสต์ดังกล่าว สามารถเรียกยอดกดตอบโต้ได้มากกว่า 2,800 ครั้ง มีการแชร์ต่อ 196 ครั้ง และการแสดงความเห็นอีก 310 ครั้ง โดยความเห็นส่วนใหญ่ไปในทิศทางที่เชื่อว่า ข่าวดังกล่าวเป็นเรื่องจริง แต่ก็มีบางส่วนที่ออกมาโต้แย้งตามข้อมูลที่ตัวเองมี

Thai PBS Verify จึงได้นำภาพดังกล่าวมาค้นหาด้วย Google Lens พบกับโพสต์ภาพเดียวกันที่มีความคมชัดของภาพที่มากกว่า ซึ่งถูกเผยแพร่โดยผู้ใช้ عبدالخالق نثار บนแพลตฟอร์ม Facebook ตั้งแต่เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2569 พร้อมแคปชันระบุ

الله تعالی مو داسې شرم څخه اوساته 

پاکستاني غلا.م چارواکې  په خپل اسلام برباد کې تلاشي کیږي 

#پاکستاني

#چارواکې

เมื่อนำมาแปลด้วย Google Translate จะได้ข้อความว่า

ขออัลลอฮ์ทรงปกป้องเราจากความอัปยศเช่นนี้ด้วยเถิด

โจรชาวปากีสถาน เจ้าหน้าที่กำลังถูกค้นตัวในศาสนาอิสลามที่เสื่อมทรามของพวกเขาเอง

#ปากีสถาน

#เจ้าหน้าที่

โพสต์ข่าวที่ถูกเผยแพร่โดยผู้ใช้ Facebook: عبدالخالق نثار เมื่อวันที่ 16 เม.ย. 69

ภาพการค้นตัวนายกฯ ปากีสถาน เป็นของจริงหรือไม่ ?

Thai PBS Verify นำภาพดังกล่าวมาตรวจสอบด้วยเว็บไซต์ตรวจสอบภาพและวิดีโอ AI จาก Hive Moderation และเว็บไซต์อื่น ๆ ทำให้พบว่าภาพดังกล่าวมีโอกาสถูกสร้างจาก AI อยู่มาก โดยมีผลจากการตรวจสอบดังนี้

ผลการใช้เว็บไซต์ตรวจสอบภาพ AI จาก Hive Moderation พบว่าภาพดังกล่าวถูกสร้างจาก AI ถึง 95.6%

ผลการใช้เว็บไซต์ตรวจสอบภาพ AI จาก ZeroGPT พบว่าภาพดังกล่าวถูกสร้างจาก AI ถึง 97%

ผลการใช้เว็บไซต์ตรวจสอบภาพ AI จาก Decopy AI พบว่าภาพดังกล่าวถูกสร้างจาก AI ถึง 100%

ผลการใช้เว็บไซต์ตรวจสอบภาพ AI จาก sightengine พบว่าภาพดังกล่าวถูกสร้างจาก AI ถึง 99%

ผลการใช้เว็บไซต์ตรวจสอบภาพ AI จาก Deep AI พบว่าภาพดังกล่าวถูกสร้างจาก AI ถึง 97%

นอกจากนี้ เมื่อตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมพบความผิดปกติภายในภาพ เช่น เครื่องแบบของหน่วยอารักขาของสหรัฐฯ บางคนมีการใช้งานหมวก Helmet ของทหารแต่กลับใส่ชุดสูท หรือบางคนใส่ชุดสูทที่มีลายพรางแบบทหาร ซึ่งตามปกติหน่วย Secret Service ของสหรัฐฯ ไม่ควรจะมีการใช้งานหมวกใด ๆ และใส่เพียงชุดสูทดำสนิทเพียงเท่านั้น (ตามวงสีแดง)

ขณะที่รายละเอียดของพาหนะที่พื้นหลัง พบว่าส่วนประกอบในภาพบางส่วนกลับมีสัดส่วนที่ผิดปกติ เช่น รถยนต์สีดำที่ไม่มีขอบประตู, เครื่องบินจำนวน 2 ลำ ที่บางลำไม่มีประจกหน้า และบางลำกลับมีสัดส่วนที่ผิดปกติ (ตามวงสีเหลือง)

จุดสังเกตความผิดปกติในภาพที่พบเจ้าหน้าที่อารักขาสวมชุดสูทแต่กลับมีลายพรางทหาร (วงกลมสีแดง) และ ภาพเครื่องบินที่มีสัดส่วนของกระจกที่ผิดปกติ รวมถึงรถ SUV ที่ไม่มีขอบประตู (วงกลมสีเหลือง)

การเยือนปากีสถานของสหรัฐฯ และอิหร่านแท้จริงเป็นอย่างไร ?

Thai PBS Verify ค้นหาข่าวเกี่ยวกับการเจรจาหารือการหยุดยิง ระหว่าง สหรัฐฯ – อิหร่าน เพิ่มเติม จนพบกับบทความจากสำนักข่าว New York Times ที่ถูกเผยแพร่ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2569 และถูกอัพเดตครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 14 เมษายน 2569 ซึ่งสามารถสรุปใจความ ดังนี้

คณะผู้แทนระดับสูงจากอิหร่าน นำโดยนายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภา และนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เดินทางถึงกรุงอิสลามาบัดเพื่อเตรียมเปิดการเจรจาสันติภาพกับสหรัฐอเมริกา ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลวอชิงตันได้ส่งบุคคลสำคัญ อาทิ นายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดี พร้อมด้วยนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ และนายจาเรด คุชเนอร์ เข้าร่วมหารือเพื่อยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 6 สัปดาห์ ซึ่งได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเสถียรภาพในตะวันออกกลางและเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะวิกฤตราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น

แม้จะมีการประกาศเตรียมเจรจา แต่ความตึงเครียดระหว่างสองฝ่ายยังคงปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน โดยนายกาลิบาฟได้แสดงท่าทีเชิงรุกด้วยการตั้งเงื่อนไขให้สหรัฐฯ ปล่อยอายัดทรัพย์สินของอิหร่านก่อนเริ่มการหารือ ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้วิพากษ์วิจารณ์อิหร่านผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่ากำลังประเมินสถานการณ์ผิดพลาด และพยายามใช้การควบคุมช่องแคบฮอร์มุซเป็นเครื่องมือในการข่มขู่ประชาคมโลก ทั้งที่แท้จริงแล้วอิหร่านแทบไม่มีอำนาจต่อรองที่ยั่งยืนในการเจรจาครั้งนี้

ประเด็นหลักที่สำคัญยิ่งในการหารือคือการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญของโลก หลังจากอิหร่านทำการปิดกั้นเส้นทางจนส่งผลให้การเดินเรือเป็นไปอย่างยากลำบากและเสี่ยงอันตรายจากทุ่นระเบิด นอกจากนี้ ฝ่ายสหรัฐฯ ยังต้องเผชิญกับความท้าทายในการบริหารความสัมพันธ์กับอิสราเอล เนื่องจากนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ยังคงดำเนินปฏิบัติการทางทหารในเลบานอนอย่างต่อเนื่องเพื่อกวาดล้างกลุ่มเฮซบอลลาห์ โดยมองว่าเป้าหมายด้านความมั่นคงของอิสราเอลยังไม่บรรลุผลสำเร็จ

สถานการณ์โดยรวมในขณะนี้ยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เนื่องจากตัวเลขความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากทั้งในอิหร่าน เลบานอน และอิสราเอล รวมถึงประชาชนในเลบานอนกว่าหนึ่งล้านคนต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลก การเจรจา ณ ประเทศปากีสถานในครั้งนี้จึงเป็นความหวังสำคัญที่จะคลี่คลายวิกฤตการณ์ แต่หากอิหร่านยังคงท่าทีแข็งกร้าว สหรัฐฯ ก็พร้อมที่จะดำเนินมาตรการที่เด็ดขาดต่อไปเพื่อให้มั่นใจว่าผลประโยชน์ของโลกและเสถียรภาพในภูมิภาคจะได้รับการปกป้องอย่างแท้จริง

ข่าวจากสำนัก New York Times พร้อมภาพบรรยากาศก่อนการเจรจา ที่ถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 11 เม.ย. 69 จะเห็นได้ว่าไม่มีการตรวจค้นจากเจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเจรจาแต่อย่างใด มีเพียงการต้อนรับจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของปากีสถานเพียงเท่านั้น

ทั้งนี้จะพบว่า ไม่มีเนื้อหาส่วนใดที่รายงานว่าหน่วยอารักขา หรือกลุ่มทหารของสหรัฐฯ หรือแม้แต่ปากีสถาน ที่เข้าค้นตัวหรือกระทำการล่วงเกินกับผู้แทนของทั้งสองประเทศ ตามที่มีการกล่าวอ้างแต่อย่างใด

เรื่องจริงเป็นอย่างไร ?

ภาพที่ปรากฏบนเพจ Facebook “World Insight” และบัญชีอื่น ๆ ที่อ้างว่าหน่วยอารักขาสหรัฐฯ ทำการค้นตัวนายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารบกของปากีสถานระหว่างการเจรจาสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 นั้น “ไม่เป็นความจริง” แม้ในความเป็นจริงจะมีการจัดเจรจาระดับสูง ณ กรุงอิสลามาบัด โดยมี นายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เข้าร่วมหารือกับตัวแทนจากอิหร่านเพื่อยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลางและเปิดช่องแคบฮอร์มุซจริง แต่จากรายงานของสำนักข่าวหลักอย่าง New York Times หรือสื่อสากลอื่น ๆ ไม่มีรายงานถึงเหตุการณ์การละเมิดอำนาจอธิปไตยหรือการค้นตัวผู้นำปากีสถานตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด ภาพดังกล่าวจึงเป็นการสร้างข่าวปลอมขึ้นมาในช่วงสถานการณ์ตึงเครียดเพียงเท่านั้น

Verification Documentกระบวนการตรวจสอบ

  • การใช้เครื่องมือช่วยตรวจสอบภาพ: มีการใช้ Google Lens เพื่อค้นหาที่มาของภาพ จนทำให้ได้พบกับผู้ใช้ Facebook ที่ได้โพสต์ภาพเดียวกันที่มีความคมชัดมากพอ และสามารถนำเข้าไปตรวจสอบกับเว็บไซต์ตรวจสอบภาพ และวิดีโอ AI จนพบว่าภาพการค้นตัวนายกฯ และนายพลปากีสถาน เป็นภาพที่ถูกสร้างจาก AI
  • การสังเกตรายละเอียดภายในภาพ: จากการสังเกตหาความผิดปกติภายในภาพ พบกับความผิดปกติภายในภาพมากมาย เช่น พาหนะที่อยู่บนพื้นหลัง, เครื่องแบบของหน่วยอารักขา และทหารของสหรัฐฯ
  • การเปรียบเทียบข้อมูลจากต่างประเทศ: มีการค้นหาข่าว และเปรียบเทียบข้อมูลกับสำนักข่าวต่างประเทศ เช่น New York Times ที่ได้รายงานเนื้อหาพร้อมภาพยืนยันว่า ประเทศปากีสถานได้ทำการต้อนรับผู้แทนของทั้งสองประเทศอย่างสมเกียรติ

ผลกระทบของข้อมูลเท็จนี้

  • ทำลายความสัมพันธ์และความมั่นคงระหว่างประเทศ: การกุข่าวว่าผู้นำระดับสูงถูกลบหลู่เกียรติยศ (การถูกค้นตัว) ในประเทศตนเอง เป็นการสร้างความโกรธแค้นให้แก่ประชาชนในชาติ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางการทูตที่บานปลายได้
  • สร้างภาพลักษณ์เชิงลบต่อบทบาทของสหรัฐฯ: ข้อมูลเท็จนี้มุ่งเน้นให้เห็นว่าสหรัฐฯ ใช้อำนาจข่มขู่และดูหมิ่นอธิปไตยของประเทศอื่น ซึ่งเป็นการปลุกปั่นกระแสต่อต้านสหรัฐฯ ในภูมิภาคโดยไม่มีมูลความจริง
  • ลดทอนความเชื่อมั่นในกระบวนการเจรจาสันติภาพ: การบิดเบือนบรรยากาศการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่าน ให้กลายเป็นความขัดแย้งใหม่ อาจทำให้สาธารณชนขาดความเชื่อมั่นในความพยายามสร้างสันติภาพที่กำลังเกิดขึ้นจริง
  • การปั่นกระแสเพื่อยอดการมีส่วนร่วม (Engagement Farming): โพสต์ดังกล่าวมีการใช้คำพาดหัวที่รุนแรง เช่น “#สหรัฐฯดูหมิ่นปากีสถานอย่างรุนแรง” เพื่อดึงดูดให้คนเข้ามาแสดงความคิดเห็นด้วยอารมณ์ ซึ่งส่งผลให้ข้อมูลเท็จกระจายไปอย่างรวดเร็ว (มียอดไลก์กว่า 2.8 พันครั้ง)

Guidelinesข้อแนะนำเมื่อได้ข้อมูลเท็จนี้ ?

  • ตรวจสอบภาพประกอบด้วยการค้นหาย้อนหลัง (Reverse Image Search): ข้อมูลที่ดูเหลือเชื่อ เช่น ผู้นำประเทศถูกค้นตัวโดยทหารต่างชาติในบ้านตนเอง มักเป็นการนำภาพจากเหตุการณ์อื่นหรือภาพตัดต่อมาสวมรอย การค้นหาที่มาของภาพจะช่วยให้พบความจริงได้ทันที
  • เปรียบเทียบกับสำนักข่าวหลักที่น่าเชื่อถือ: ในเหตุการณ์สำคัญระดับโลก เช่น การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่าน สำนักข่าวระดับโลก (เช่น New York Times หรือ Reuters) จะมีผู้สื่อข่าวในพื้นที่และรายงานข้อเท็จจริงพร้อมภาพประกอบที่ชัดเจนเสมอ
  • สังเกตหลักการทูตขั้นพื้นฐาน: ตามจารีตประเพณีระหว่างประเทศ ผู้นำระดับนายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารบกย่อมได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกันทางการทูต การกระทำที่เป็นการละเมิดเกียรติ เช่น การตรวจค้นร่างกายนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้ในเวทีการทูตระดับสากล
  • ยึดหลัก “ไม่ชัวร์ ไม่แชร์”: การไม่กดไลก์ ไม่แสดงความคิดเห็น และไม่แชร์โพสต์ที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงชัดเจน จะช่วยลดการกระจายของข่าวปลอมที่มุ่งสร้างความแตกแยกในสังคมโลกได้
Verify

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Verify

ผู้เขียน

Verify

บทความที่เกี่ยวข้อง

Verify

บทความที่ได้รับความนิยม

Cyber Safe Life : รู้ทันกลลวงให้โลกออนไลน์ปลอดภัยสำหรับทุกคน