ส่องความเนียนระดับ “Ultra Smooth” ของมิจฉาชีพยุค AI หลอกอย่างไรให้เหยื่อหลงเชื่อโดยไม่รู้ตัว!

เนียนระดับ “Ultra Smooth” ไม่ได้หมายถึงไอศกรีม แต่คือมิจฉาชีพ ! จากภาพปลอม เสียงปลอม ไปจนถึงบทสนทนาที่ดูเหมือนมาจากคนจริง มิจฉาชีพยุค AI ยกระดับวิธีหลอกลวงให้แนบเนียนขึ้นกว่าเดิม จนบางครั้งผู้ใช้งานอาจแยกไม่ออกว่าอะไรคือข้อมูลจริง อะไรคือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อหลอกเอาเงินหรือข้อมูลส่วนตัว Thai PBS Verify แนะรู้ทันกลโกงก่อนตกเป็นเหยื่อ
ช่วงนี้คำว่า “Ultra Smooth” กลายเป็นคำที่ถูกพูดถึงในโลกออนไลน์ หลังถูกนำมาใช้เป็นคำสื่อสารทางการตลาดของแบรนด์ไอศกรีมเจลาโต้แห่งหนึ่ง เพื่อสื่อถึงความเนียน ละมุน และประสบการณ์การกินที่แปลกใหม่แตกต่าง จนกลายเป็นคำติดกระแสบนโซเชียลมีเดีย
แต่ในอีกมุมหนึ่งความเนียน ลื่นไหล ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับสินค้าและการตลาดเท่านั้น เพราะในโลกออนไลน์ มิจฉาชีพยุคใหม่ก็กำลังพัฒนากลโกงให้มีความแนบเนียนมากขึ้นเช่นกัน
จากเดิมที่การหลอกลวงอาจสังเกตได้ง่ายจากข้อความผิดปกติ หรือวิธีการที่ไม่น่าเชื่อถือ ปัจจุบันเทคโนโลยี AI ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือช่วยสร้างภาพ เสียง วิดีโอ และข้อความปลอม ให้ดูสมจริงมากขึ้น จนบางครั้งผู้ใช้งานอาจแยกไม่ออกว่าอะไรคือข้อมูลจริง และอะไรคือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อหลอกลวง
เมื่อความ “เนียน” กลายเป็นเครื่องมือของมิจฉาชีพ ผู้ใช้งานโลกออนไลน์จึงจำเป็นต้องเพิ่มทักษะการตรวจสอบข้อมูล เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของกลโกงออนไลน์ในยุค AI
มิจฉาชีพยุค AI เนียนอย่างไร จนคนหลงเชื่อ
1. สร้าง Deepfake ปลอมภาพและวิดีโอเนียนจนแยกยาก
หนึ่งในเทคนิคที่ถูกพูดถึงมากขึ้น คือ Deepfake หรือการใช้ AI สร้างหรือดัดแปลงภาพและวิดีโอให้เหมือนบุคคลจริง ซึ่งมิจฉาชีพอาจนำภาพของบุคคลที่มีชื่อเสียง ผู้บริหาร หรือเจ้าหน้าที่ มาใช้ประกอบข้อความหลอกลวง เช่น
- อ้างว่าบุคคลนั้นแนะนำการลงทุน
- ใช้วิดีโอปลอมเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
- ตัดต่อภาพให้เหมือนบุคคลนั้นกำลังพูดข้อความบางอย่าง
- Deepfake Video Call หลอกให้รัก (Romance Scam) สร้างความไว้ใจ ก่อนหลอกเงิน
- Deepfake ปลอมเป็นตำรวจ สร้างความกลัว ใช้ความน่าเชื่อถือหลอกเหยื่อ เช่น กรณีกองร้อยปอยเปต
นอกจากการปลอมตัวเป็นบุคคลหรือหน่วยงานต่าง ๆ แล้ว มิจฉาชีพยุค AI ยังใช้เทคโนโลยีสร้างเนื้อหาปลอม เพื่อหลอกให้ผู้ใช้งานกดลิงก์ สมัครบริการ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว รูปแบบหนึ่งที่พบคือ
- การสร้างข่าวปลอม คลิปปลอม หรือโพสต์ปลอม ให้ดูเหมือนมาจากสื่อหรือแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ โดยอาจนำภาพ โลโก้ รูปแบบการนำเสนอ หรือใบหน้าของบุคคลที่มีชื่อเสียงมาใช้ประกอบ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ
เป้าหมายของเนื้อหาปลอมเหล่านี้ อาจไม่ใช่เพียงการให้คนหลงเชื่อข้อมูลผิด ๆ แต่ใช้เป็นช่องทางพาเหยื่อไปสู่กับดัก เช่น ลิงก์เว็บไซต์พนันออนไลน์ แบบฟอร์มเก็บข้อมูลส่วนตัว และหน้าเว็บไซต์ปลอมที่เลียนแบบหน่วยงานหรือบริษัทจริง
- Deepfake คนดัง หลอกขายของ-ชวนลงทุน
อีกกลยุทธ์ที่มิจฉาชีพนำ AI มาใช้ คือ การสร้าง Deepfake เลียนแบบบุคคลที่มีชื่อเสียง เช่น นักแสดง ผู้ประกาศข่าว ผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้บริหาร เพื่อทำให้โฆษณาดูน่าเชื่อถือ
ตัวอย่างเช่น ใช้ใบหน้าคนดังในคลิปปลอม อ้างว่าสนับสนุนสินค้า ใช้เสียงเลียนแบบบุคคลที่มีชื่อเสียง แนะนำการลงทุน ตัดต่อให้เหมือนบุคคลนั้นกำลังพูดข้อความที่ไม่เคยพูดจริง และนำไปใช้ในโฆษณาหลอกให้กดลิงก์
เมื่อผู้ชมเห็นบุคคลที่คุ้นเคย อาจลดความระมัดระวังและคิดว่าสินค้าหรือบริการนั้นได้รับการรับรองจริง
ตัวอย่างภาพจากการตรวจสอบข่าวของ Thai PBS Verify พบเพจเฟซบุ๊ก Muscle Merge ใช้โลโก้แอบอ้างรายการ Thai PBS World Tonight เผยแพร่คลิปวิดีโอสัมภาษณ์ นายทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด และ นายกลินท์ สารสิน ประธานกิตติมศักดิ์ หอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยเนื้อหาในคลิปดังกล่าวมีการชักชวนลงทุน
2. Clone Voice เนียนปลอมเสียงคนใกล้ตัว
AI สามารถสร้างเสียงเลียนแบบบุคคลจากตัวอย่างเสียงเพียงช่วงเวลาหนึ่ง ทำให้เกิดกลโกงรูปแบบใหม่ เช่น
- โทรมาอ้างเป็นญาติหรือคนรู้จัก
- ใช้เสียงคล้ายผู้บริหารเพื่อสั่งโอนเงิน
- แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่าง ๆ
3. ใช้ AI เนียนสร้างร้านค้าและรีวิวปลอม
การซื้อของออนไลน์ก็เป็นอีกช่องทางที่มิจฉาชีพนำ AI มาใช้ เช่น
- สร้างภาพสินค้าให้ดูสวยเกินจริง
- เขียนข้อความโฆษณาให้ดูเป็นมืออาชีพ
- สร้างรีวิวปลอมเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ
- ทำเพจปลอมเลียนแบบร้านค้าจริง

4. ใช้ AI เนียนสร้างข้อความหลอกลวง
มิจฉาชีพสามารถใช้ AI ช่วยเขียนข้อความให้ดูเป็นทางการมากขึ้น เช่น
- ข้อความแจ้งเตือนจากธนาคารปลอม
- ข้อความอ้างเป็นหน่วยงานรัฐ
- ข้อความชวนลงทุน
- ข้อความแจ้งรับรางวัล
วิธีสังเกตความเนียนระดับ “Ultra Smooth” ของมิจฉาชีพ
1. อย่าเชื่อเพียงเพราะข้อมูลดูสมจริง
ภาพ เสียง หรือวิดีโอที่ดูเหมือนจริง อาจถูกสร้างหรือดัดแปลงด้วย AI ได้ ควรตรวจสอบจากแหล่งข้อมูลอื่นเสมอ
2. ระวังการเร่งให้ตัดสินใจ
มิจฉาชีพมักสร้างความกดดัน เช่น
- ต้องดำเนินการทันที
- หากไม่ทำบัญชีจะถูกระงับ
- สิทธิพิเศษกำลังหมด
- ต้องโอนเงินภายในเวลาที่กำหนด
ซึ่งการเร่งรีบทำให้เหยื่อไม่มีเวลาตรวจสอบ
3. ตรวจสอบตัวตนและแหล่งที่มา
หากมีผู้ติดต่อมา ควรตรวจสอบผ่านช่องทางทางการ เช่น
- โทรกลับด้วยหมายเลขที่หาเอง
- ติดต่อหน่วยงานโดยตรง
- ตรวจสอบเว็บไซต์หรือบัญชีทางการ
4. สังเกตความผิดปกติของ AI
แม้ AI จะพัฒนาไปมาก แต่บางครั้งยังมีจุดสังเกต เช่น
- น้ำเสียงแปลก ไม่เป็นธรรมชาติ
- จังหวะพูดผิดปกติ
- ภาพใบหน้า ปาก หรือการเคลื่อนไหวไม่สัมพันธ์กัน
- รายละเอียดในภาพผิดเพี้ยน
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใช้เพียงจุดสังเกตเดียวในการตัดสิน ต้องตรวจสอบข้อมูลร่วมด้วย
ป้องกันตัวอย่างไร ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ
1.หยุดคิด ตั้งสติก่อนเชื่อ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับเงิน
เมื่อได้รับข้อความ โทรศัพท์ หรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเงิน ควรหยุดตั้งสติก่อนดำเนินการ แม้ผู้ติดต่อจะอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ ธนาคาร บริษัท หรือคนรู้จัก เพราะมิจฉาชีพยุคใหม่สามารถสร้างสถานการณ์ให้ดูสมจริง และใช้ AI ช่วยทำให้ข้อความ เสียง หรือภาพดูน่าเชื่อถือมากขึ้น
อย่าตัดสินใจจากความตกใจ ความกลัว หรือความโลภ เช่น การอ้างว่าบัญชีมีปัญหา ได้รับรางวัล หรือมีโอกาสลงทุนที่ต้องรีบตัดสินใจ
2. อย่าโอนเงินเพราะถูกเร่งหรือกดดัน
หนึ่งในเทคนิคสำคัญของมิจฉาชีพ คือ การสร้างความเร่งด่วน เพื่อไม่ให้เหยื่อมีเวลาคิดหรือสอบถามผู้อื่น เช่น
- “ต้องโอนภายในวันนี้”
- “หากไม่ดำเนินการ บัญชีจะถูกระงับ”
- “สิทธิพิเศษกำลังหมด”
- “ต้องชำระค่าธรรมเนียมก่อนถอนเงิน”
หากพบสถานการณ์ลักษณะนี้ ควรหยุดและตรวจสอบข้อมูลด้วยตัวเอง เช่น ติดต่อหน่วยงานผ่านช่องทางทางการ หรือค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนโอนเงิน
- ไม่บอกรหัส OTP รหัสผ่าน หรือข้อมูลสำคัญ
ไม่มีหน่วยงานที่น่าเชื่อถือใดขอรหัส OTP รหัสผ่าน หรือข้อมูลความปลอดภัยของบัญชีผ่านการโทร แชต หรือข้อความ
ข้อมูลที่ควรเก็บเป็นความลับ ได้แก่
- รหัส OTP
- รหัสผ่านแอปฯ ธนาคาร
- PIN บัตร
- ข้อมูลบัตรประชาชนที่ไม่จำเป็น
- ข้อมูลบัญชีธนาคาร
แม้ผู้ติดต่อจะอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ หรือมีข้อมูลส่วนตัวบางอย่างของเรา ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นบุคคลจริง เพราะข้อมูลบางส่วนอาจถูกนำมาจากฐานข้อมูลรั่วไหลหรือแหล่งข้อมูลออนไลน์
4.ตั้งค่าความปลอดภัยในบัญชีออนไลน์
เพิ่มการป้องกันบัญชีต่าง ๆ เพื่อลดความเสี่ยง หากข้อมูลรั่วไหลหรือถูกพยายามเข้าถึง เช่น
- เปิดใช้การยืนยันตัวตนแบบสองขั้นตอน (Two-factor Authentication)
- ตั้งรหัสผ่านที่คาดเดายาก และไม่ใช้รหัสเดียวกันทุกบัญชี
- อัปเดตระบบปฏิบัติการและแอปพลิเคชันให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด
- ตรวจสอบการเข้าสู่ระบบหรืออุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับบัญชีเป็นระยะ
การเพิ่มขั้นตอนความปลอดภัย อาจช่วยลดโอกาสที่มิจฉาชีพจะเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวได้
5. จำกัดการเผยแพร่ข้อมูลส่วนตัวบนโซเชียลมีเดีย
ข้อมูลที่เราเผยแพร่บนโลกออนไลน์ อาจถูกนำไปใช้ประกอบการหลอกลวงได้ เช่น
- ชื่อ-นามสกุล
- วันเกิด
- สถานที่ทำงาน
- ข้อมูลครอบครัว
- รูปภาพส่วนตัว
- ข้อมูลการเดินทางหรือกิจวัตรประจำวัน
มิจฉาชีพอาจนำข้อมูลเหล่านี้ไปสร้างเรื่องราวให้ดูน่าเชื่อถือ หรือใช้แอบอ้างเป็นบุคคลใกล้ตัว
ควรตรวจสอบการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวของบัญชี และหลีกเลี่ยงการโพสต์ข้อมูลที่ไม่จำเป็นต่อสาธารณะ
6. หากสงสัย ให้สอบถามคนใกล้ตัวหรือหน่วยงานโดยตรง
เมื่อเจอสถานการณ์ที่ผิดปกติ อย่าตัดสินใจเพียงลำพัง ควรสอบถามคนรอบตัว หรือใช้ช่องทางติดต่ออย่างเป็นทางการเพื่อยืนยันข้อมูล
ตัวอย่างเช่น
- หากมีคนอ้างเป็นธนาคาร ให้โทรสอบถามผ่านเบอร์ที่อยู่บนเว็บไซต์หรือแอปฯ ทางการ
- หากอ้างเป็นหน่วยงานรัฐ ให้ติดต่อหน่วยงานนั้นโดยตรง
- หากอ้างเป็นคนรู้จักและขอยืมเงิน ควรโทรกลับด้วยช่องทางที่เรามีอยู่เดิม
เพราะมิจฉาชีพอาจปลอมทั้งบัญชี ภาพ เสียง และบทสนทนา แต่การตรวจสอบจากแหล่งจริงจะช่วยหยุดการหลอกลวงได้










