ภาพ “ทหารสหรัฐฯ” ถูกกองทัพ “อิหร่าน” จับกุม แท้จริงสร้างจาก AI

Thai PBS Verify พบแหล่งที่มาของข่าวปลอมจาก: X

Thai PBS Verify ตรวจสอบพบโพสต์อ้างว่า ทหารสหรัฐฯ ถูกกองทัพอิหร่านจับกุม หลังเกิดเหตุเครื่องบินรบ F-15 ของสหรัฐฯ ตก
โดยระบุข้อความว่า
“USA soldier has been captured by Iranian army”
ซึ่งเมื่อนำไปแปลด้วย Google Translate ได้ความหมายว่า
“ทหารสหรัฐถูกกองทัพอิหร่านจับกุมแล้ว”
เนื้อหาดังกล่าวเผยแพร่เมื่อวันที่ 5 เม.ย 69
ภาพทหารสหรัฐฯ ถูกกองทัพอิหร่านจับกุม เป็นภาพเหตุการณ์จริงหรือไม่ ?
เมื่อนำภาพดังกล่าวไปตรวจสอบด้วยเครื่องมือตรวจสอบภาพ Google Lens ไม่พบผลการค้นหาที่ตรงกับรายงานของสำนักข่าวต่างประเทศที่น่าเชื่อถือ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับภาพดังกล่าวระบุว่า ภาพนี้อาจถูกสร้างขึ้นจาก AI ของ Google
เมื่อนำภาพดังกล่าวไปตรวจสอบด้วยเครื่องมือตรวจสอบภาพ Google Lens ไม่พบผลการค้นหาที่ตรงกับรายงานของสำนักข่าวต่างประเทศที่น่าเชื่อถือ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับภาพดังกล่าวระบุว่า ภาพนี้อาจถูกสร้างขึ้นจาก AI ของ Google
จากนั้นนำภาพไปตรวจสอบผ่านเว็บไซต์ Hive Moderation ซึ่งเป็นเครื่องมือตรวจสอบภาพที่สร้างจาก AI ผลลัพธ์ปรากฏว่า ภาพดังกล่าวมีโอกาสถูกสร้างจาก AI สูงถึง 99% และมีแนวโน้มว่าอาจเป็นภาพประเภท Deepfake ประมาณ 0.9%
เมื่อนำภาพไปตรวจสอบผ่านเว็บไซต์ Hive Moderation ซึ่งเป็นเครื่องมือตรวจสอบภาพที่สร้างจาก AI ผลลัพธ์ปรากฏว่า ภาพดังกล่าวมีโอกาสถูกสร้างจาก AI สูงถึง 99% และมีแนวโน้มว่าอาจเป็นภาพประเภท Deepfake ประมาณ 0.9%
นอกจากนี้ เมื่อสังเกตที่ป้ายตราบนเสื้อของทหาร พบว่า สัญลักษณ์ตัวอักษรบนตราไม่ชัดเจนและไม่ปรากฏเป็นภาษาที่มีความหมายชัดเจน
เมื่อสังเกตที่ป้ายตราบนเสื้อของทหาร พบว่าสัญลักษณ์ตัวอักษรบนตราไม่ชัดเจนและไม่ปรากฏเป็นภาษาที่มีความหมายชัดเจน
และยังพบสัญลักษณ์ใต้ภาพเป็นโลโก้ของ Gemini AI ซึ่งตรงกับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับภาพ จากการค้นหาด้วย Google Lens ระบุว่า ภาพนี้อาจถูกสร้างขึ้นจาก AI ของ Google
พบสัญลักษณ์ใต้ภาพเป็นโลโก้ของ Gemini AI ซึ่งตรงกับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับภาพ จากการค้นหาด้วย Google Lens ระบุว่า ภาพนี้อาจถูกสร้างขึ้นจาก AI ของ Google
ขณะเดียวกัน ภาพธงชาติอิหร่านที่ปรากฏอยู่ด้านหลังมีลักษณะไม่สมจริง ทั้งในด้านการจัดวางองค์ประกอบ และสัญลักษณ์บนธงที่มีความผิดเพี้ยนเมื่อเทียบกับธงชาติจริง
ขณะเดียวกัน ภาพธงชาติอิหร่านที่ปรากฏอยู่ด้านหลังมีลักษณะไม่สมจริง ทั้งในด้านการจัดวางองค์ประกอบ และสัญลักษณ์บนธงที่มีความผิดเพี้ยนเมื่อเทียบกับธงชาติจริง
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 3 เม.ย. 69 แหล่งข่าวจากกองทัพสหรัฐฯ เปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า เครื่องบิน F-15E ซึ่งเป็นเครื่องบินขับไล่แบบ 2 ที่นั่ง ถูกยิงตกระหว่างปฏิบัติการเหนือดินแดนอิหร่าน โดยนับเป็นครั้งแรกที่เกิดเหตุสูญเสียลักษณะดังกล่าว นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเมื่อประมาณ 5 สัปดาห์ก่อน
หลังจากนั้น วันที่ 6 เม.ย. 69 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 69 เวลา 18.52 น. ตามเวลาสหรัฐฯ ยืนยันว่า สหรัฐฯ ประสบความสำเร็จ ในการเข้าช่วยเหลือ 2 นักบิน F-15 ที่ตกในอิหร่าน
ที่มา :
High-stakes US special forces mission rescues airman from Iran after F-15 crash
“ทรัมป์” เตรียมแถลงข่าว ยืนยัน ช่วยเหลือ “นักบิน” ได้แล้ว
เรื่องจริงเป็นอย่างไร
Thai PBS Verify ตรวจสอบพบว่าโพสต์ที่อ้างภาพทหารสหรัฐฯ ถูกกองทัพอิหร่านจับกุมนั้น ไม่พบการยืนยันจากสำนักข่าวต่างประเทศที่น่าเชื่อถือ และเมื่อนำไปตรวจสอบด้วย Google Lens รวมถึงเครื่องมือวิเคราะห์ภาพ Hive Moderation พบแนวโน้มสูงว่าภาพดังกล่าวถูกสร้างขึ้นด้วย AI และอาจเป็นภาพ Deepfake ขณะที่สัญลักษณ์ต่าง ๆ ในภาพ เช่น ป้ายตราบนเครื่องแบบ ธงชาติอิหร่าน และโลโก้ที่ปรากฏ ล้วนมีความผิดปกติและไม่สอดคล้องกับของจริง อีกทั้งยังไม่มีรายงานยืนยันจากแหล่งข่าวหลักเกี่ยวกับการจับกุมทหารสหรัฐฯ ตามที่โพสต์อ้าง
กระบวนการตรวจสอบ
1.ตรวจสอบที่มาของภาพด้วย Google Lens: เมื่อนำภาพดังกล่าวไปตรวจสอบด้วยเครื่องมือตรวจสอบภาพ Google Lens ไม่พบผลการค้นหาที่ตรงกับรายงานของสำนักข่าวต่างประเทศที่น่าเชื่อถือ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับภาพดังกล่าวระบุว่า ภาพนี้อาจถูกสร้างขึ้นจาก AI ของ Google
2.ตรวจสอบด้วยเครื่องมือตรวจสอบภาพ AI: ตรวจสอบผ่านเว็บไซต์ Hive Moderation ซึ่งเป็นเครื่องมือตรวจสอบภาพที่สร้างจาก AI ผลลัพธ์ปรากฏว่า ภาพดังกล่าวมีโอกาสถูกสร้างจาก AI สูงถึง 99% และมีแนวโน้มว่าอาจเป็นภาพประเภท Deepfake ประมาณ 0.9%
ผลกระทบจากการได้นับข้อมูลลักษณะนี้
1.ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ระหว่างประเทศ ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับความขัดแย้ง เช่น สหรัฐฯ–อิหร่าน อาจทำให้ผู้รับสารเข้าใจสถานการณ์คลาดเคลื่อน และเชื่อว่ามีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นจริง ทั้งที่ไม่มีการยืนยันจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ
2.สร้างความตื่นตระหนกและความสับสนในสังคมออนไลน์ ข่าวปลอมลักษณะนี้มักถูกแชร์ต่ออย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดความตื่นตระหนกโดยไม่จำเป็น และทำให้ประชาชนสับสนว่าอะไรคือข้อมูลจริงหรือปลอม
3.เพิ่มความเสี่ยงของการแพร่กระจายข่าวปลอมซ้ำ เมื่อข้อมูลถูกแชร์ต่อโดยไม่ตรวจสอบ จะทำให้ข่าวปลอมแพร่กระจายเป็นวงกว้าง และยากต่อการแก้ไขความเข้าใจผิดในภายหลัง
ข้อแนะนำเมื่อได้ข้อมูลเท็จนี้ ?
1.ตรวจสอบแหล่งข่าวก่อนเชื่อหรือแชร์ ควรดูว่าข้อมูลมาจากสำนักข่าวหรือองค์กรที่น่าเชื่อถือหรือไม่ และมีการยืนยันจากหลายแหล่งหรือไม่
2.ใช้เครื่องมือตรวจสอบภาพและข้อมูล เช่น Google Lens หรือ Hive Moderation เพื่อช่วยตรวจสอบว่าภาพถูกดัดแปลงหรือสร้างจาก AI หรือไม่
3.สังเกตความผิดปกติของเนื้อหาและภาพ เช่น ตัวอักษรไม่สมจริง ธงชาติผิดเพี้ยน หรือโลโก้แปลก ๆ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาพปลอม
4.หลีกเลี่ยงการแชร์ต่อทันทีเมื่อยังไม่ยืนยันข้อเท็จจริง โดยเฉพาะข่าวที่มีเนื้อหารุนแรงหรือเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่างประเทศ









