คลิปอ้าง “อิหร่าน” จับ “นักบินอเมริกัน” ได้ ที่แท้เป็นคลิปสมัยสงครามอ่าวฯ ปี 34

Thai PBS Verify พบที่มาของข่าวจาก: Threads
โพสต์วิดีโอโดยผู้ใช้ Threads: 4liha55an ที่ถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 4 เม.ย. 69
Thai PBS Verify พบโพสต์วิดีโอบนแพลตฟอร์ม Threads ที่ถูกเผยแพร่โดยผู้ใช้ 4liha55an เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2569 ปรากฏภาพของชายที่ถูกจับกุมกำลังรับสารภาพว่าเป็นทหารสหรัฐฯ พร้อมแคปชันระบุว่า
F-15 Pilot Captured. The tea is fantastic😉😉😉
เมื่อนำมาแปลด้วย Google Translate ได้ข้อความว่า
นักบิน F-15 ถูกจับแล้ว ชาอร่อยมากเลย 😉😉😉
โพสต์ดังกล่าว สามารถเรียกยอดการเข้าชมได้กว่า 414,000 ครั้ง เรียกยอดไลก์ได้กว่า 8,200 ครั้ง การรีโพสต์กว่า 1,500 ครั้ง การแชร์ต่อกว่า 3,100 ครั้ง และการแสดงความคิดเห็นกว่า 728 ครั้ง โดยโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกมาในช่วงที่มีข่าวปฎิบัติการช่วยเหลือนักบินของสหรัฐฯ ที่ถูกยิงตกในอิหร่าน ขณะที่ความคิดเห็นของผู้คนส่วนใหญ่ เชื่อว่าคลิปดังกล่าวเป็นเรื่องจริง แต่ก็มีบางส่วนที่ออกมาแย้งว่าเป็นวิดีโอเก่า
คลิปการสอบปากคำนักบินเป็นของจริงหรือไม่ ?
Thai PBS Verify นำวิดีโอดังกล่าวมาตรวจสอบด้วยเว็บไซต์ตรวจสอบภาพและวิดีโอ AI จาก Hive Moderation แต่กลับพบว่าคลิปวิดีโอดังกล่าวมีโอกาสถูกสร้างจาก AI เพียง 0% หรือไม่มีความเป็นวิดีโอ AI เลยแม้แต่น้อย
ผลจากการตรวจสอบด้วยเครื่องมือ AI Detector จากเว็บไซต์ Hive Moderation กลับไม่พบความผิดปกติใด ๆ
แต่เมื่อเราได้ฟังบทสนทนาระหว่างผู้ถูกอ้างว่าเป็นนักบินอเมริกัน กับผู้สอบสวนในคลิปวิดีโอ สามารถถอดเนื้อหาได้ ดังนี้
Name: Colonel David William Eberly
Nationality: United States
Plane and Squadron: F-15 from 4th Tactical Fighter Wing
Base: Al Kharj in central Saudi Arabia
Target: To strike Scud Missile and attached Chemical plant
“I don’t know how my plane was shot down”
“I believe my neck injury occurred either during the ejection from the aircraft or upon hitting the ground…”
ที่เมื่อนำมาแปลด้วย Google Translate จะได้ข้อความว่า
ชื่อ: พันเอก เดวิด วิลเลียม เอเบอร์ลี
สัญชาติ: สหรัฐอเมริกา
เครื่องบินและฝูงบิน: F-15 จากกองบินขับไล่ทางยุทธวิธีที่ 4
ฐานทัพ: อัล คาร์จ ทางตอนกลางของซาอุดีอาระเบีย
เป้าหมาย: โจมตีขีปนาวุธสกั๊ดและโรงงานเคมีที่อยู่ใกล้เคียง
“ผมไม่รู้ว่าเครื่องบินของผมถูกยิงตกได้อย่างไร”
“ผมเชื่อว่าอาการบาดเจ็บที่คอของผมเกิดขึ้นระหว่างการดีดตัวออกจากเครื่องบินหรือตอนที่กระแทกพื้น…”
คลิปวิดีโอการสอบสวนนักบินสหรัฐฯ Col. David William Eberly
Thai PBS Verify ได้มีการค้นหาต่อ ด้วยคำสำคัญโดยใช้ชื่อของนักบิน “Col. David William Eberly” บน Google Search จนพบกับเว็บไซต์ Veteran Tributes ซึ่งเป็นเว็บไซต์สำหรับเก็บข้อมูลของทหารผ่านศึกในกองทัพสหรัฐฯ ของนาย David W. Eberly โดยสรุปได้ ดังนี้
พันเอก David W. Eberly ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการของกองบินขับไล่ที่ 4 ในระหว่าง ปฏิบัติการโล่ทะเลทราย (Operation Desert Shield) และ ปฏิบัติการพายทะเลทราย (Operation Desert Storm) โดยในคืนที่ 4 ระหว่างการปฏิบัติการ เขาถูกบังคับให้ดีดตัวออกจากเครื่องบิน และจำเป็นต้องหลบหนีจากการถูกไล่ล่าโดยทหารอิรักได้ 3 วัน ก่อนถูกจับกุมและนำตัวไปเป็นเชลยศึกเมื่อวันที่ 25 มกราคม 1991
พันเอก เอเบอร์ลี เป็นนายทหารที่มียศสูงสุดของกองบินเชลยศึกพันธมิตรที่ 5 และได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 1991 และกลับมาประจำการต่อในกองทัพสหรัฐฯ จนกระทั่งเกษียณอายุเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 1997 โดยเขาได้สะสมชั่วโมงบินกว่า 3,400 ทั้งบนเครื่อง T-38 Talon, F-4 Phantom II, F-15E Strike Eagle และได้เขียนหนังสือ “Faith Beyond Belief” ในปี 2002 โดยการเล่าเรื่องราวเรื่องราวของเขาในช่วงสงครามอ่าวเปอร์เซีย
ข้อมูลของ พันเอก David W. Eberly จากเว็บไซต์ Veteran Tributes กองทัพสหรัฐฯ
จากข้อมูลดังกล่าวทำให้เห็นได้ชัดเจนว่านักบิน Col. David W. Eberly แท้จริงแล้วถูกจับตัวเป็นเชลยตั้งแต่สงครามอ่าวเปอร์เซียในปี 1991 ก่อนที่จะถูกปล่อยตัว และเกษียณอายุเมื่อปี 1997 จึงไม่มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สงครามอิหร่านในปัจจุบันแต่อย่างใด
ปฏิบัติการช่วยเหลือนักบินในอิหร่านที่เกิดขึ้นล่าสุดเป็นอย่างไร ?
Thai PBS Verify ได้มีการค้นหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับปฏิบัติการช่วยเหลือนักบินขับไล่ของสหรัฐฯ ที่ถูกยิงตกในประเทศอิหร่าน จนได้พบกับบทความข่าวจากสำนักข่าว Reuters ที่ได้รายงานถึงปฏิบัติการช่วยเหลือไว้เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 ซึ่งสามารถสรุปได้ ดังนี้
ภารกิจชิงตัวประกันสุดระทึกเกิดขึ้นเมื่อหน่วยคอมมานโดสหรัฐฯ ลักลอบเข้าไปในอิหร่านภายใต้ความมืดเพื่อช่วยเหลือผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธชาวอเมริกันที่ติดค้างอยู่บนยอดเขาสูงกว่า 7,000 ฟุต ในจังหวัดอิสฟาฮาน หลังจากเครื่องบินขับไล่ F-15E ถูกยิงตก แม้การเข้าช่วยเหลือในช่วงแรกจะดำเนินไปอย่างราบรื่น แต่สถานการณ์กลับวิกฤต เมื่อเครื่องบินลำเลียง MC-130 สองลำเกิดขัดข้องทางเทคนิคจนไม่สามารถบินขึ้นได้ ส่งผลให้หน่วยรบพิเศษเกือบ 100 นายตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกล้อมจับอยู่หลังแนวเขตศัตรู
ในนาทีวิกฤตนั้น ผู้บัญชาการตัดสินใจยอมเสี่ยงส่งเครื่องบินเสริมเข้าไปรับกำลังพลออกมาเป็นระลอก ท่ามกลางความตึงเครียดนานหลายชั่วโมง ที่อาจนำไปสู่ความสูญเสียครั้งใหญ่ อย่างไรก็ตาม แผนการดังกล่าวประสบความสำเร็จ สหรัฐฯ สามารถถอนกำลังออกมาได้ทั้งหมด พร้อมตัดสินใจทำลายเครื่องบินที่ขัดข้องและเฮลิคอปเตอร์อีก 4 ลำทิ้งทันที เพื่อป้องกันไม่ให้อุปกรณ์ที่มีความละเอียดอ่อนตกไปอยู่ในมือของอิหร่าน
ข่าวรายงานภารกิจจากสำนักข่าว Reuters ที่ถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 7 เม.ย. 69
สำหรับรายละเอียดของผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือ พบว่าเป็นนายทหารยศพันเอกที่ได้รับบาดเจ็บข้อเท้าแพลงและซ่อนตัวอยู่ตามชะง่อนผา โดยมีการใช้เทคนิคอำพรางและการลวงข้อมูลจาก CIA เพื่อทำให้ทางการอิหร่านสับสนเกี่ยวกับตำแหน่งที่อยู่ นอกจากนี้กองทัพสหรัฐฯ ยังได้ทำการตัดสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ และทิ้งระเบิดทำลายเส้นทางโดยรอบเพื่อสกัดกั้นการเข้าถึงพื้นที่ จนกระทั่งสามารถนำตัวเขากลับมาได้อย่างปลอดภัย ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ยกย่องว่า เป็นหนึ่งในปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยที่กล้าหาญที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ
แม้ภารกิจนี้จะสำเร็จ แต่ก็ได้สะท้อนถึงความรุนแรงของความขัดแย้งที่ดำเนินมานานกว่า 5 สัปดาห์ ซึ่งคร่าชีวิตทหารสหรัฐฯ ไปแล้ว 13 นาย และบาดเจ็บอีกกว่า 300 นาย โดยผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกตว่า แม้สหรัฐฯ จะพยายามชี้ว่ากองทัพอิหร่านอ่อนแอ แต่อิหร่านกลับแสดงศักยภาพในการตอบโต้เครื่องบินรบและโจมตีเฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอว์กของสหรัฐฯ จนได้รับความเสียหาย ซึ่งเหตุการณ์นี้ช่วยคลี่คลายวิกฤตที่อาจลุกลามไปสู่สงครามเต็มรูปแบบได้ ในขณะที่ทรัมป์กำลังพิจารณาทิศทางของสงครามครั้งนี้
เรื่องจริงเป็นอย่างไร ?
คลิปวิดีโอที่ปรากฏชายระบุชื่อว่า พันเอก เดวิด วิลเลียม เอเบอร์ลี (Col. David William Eberly) ไม่ใช่เหตุการณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้นในอิหร่าน แต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 35 ปีที่แล้ว ในช่วงสงครามอ่าวเปอร์เซีย (Gulf War) เมื่อปี 1991
พันเอกเอเบอร์ลี เป็นนักบินเครื่อง F-15E ที่ถูกยิงตกโดยกองทัพอิรักเมื่อวันที่ 19 มกราคม 1991 และถูกจับเป็นเชลยศึก (POW) ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวในเดือนมีนาคมปีเดียวกัน และเกษียณอายุราชการไปตั้งแต่ปี 1997 ปัจจุบันเขาไม่ได้อยู่ในกองทัพและไม่มีความเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในปี 2569 นี้แต่อย่างใด
กระบวนการตรวจสอบ
-
ตรวจสอบด้วยเครื่องมือ AI: ทีมงานนำวิดีโอไปวิเคราะห์ผ่านเว็บไซต์ Hive Moderation พบว่ามีโอกาสเป็นวิดีโอสร้างจาก AI เพียง 0% ยืนยันว่านี่คือวิดีโอเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นจริงในอดีต ไม่ใช่คลิปที่สร้างขึ้นใหม่
-
ถอดเนื้อหาและสืบค้นชื่อบุคคล: จากบทสนทนาในคลิปที่ระบุชื่อ “Colonel David William Eberly” ทีมงานได้นำชื่อไปค้นหาในฐานข้อมูลทหารผ่านศึก Veteran Tributes พบประวัติชัดเจนว่าเขาคือเชลยศึกในปฏิบัติการพายทะเลทราย (Operation Desert Storm) ปี 1991
-
ตรวจสอบบริบทปัจจุบัน: จากรายงานข่าวของ Reuters (7 เม.ย. 69) ยืนยันว่า แม้จะมีเครื่องบิน F-15E ของสหรัฐฯ ถูกยิงตกในจังหวัดอิสฟาฮาน ประเทศอิหร่านจริง แต่นักบินนายทหารยศพันเอกคนดังกล่าว ได้รับการช่วยเหลือโดยหน่วยคอมมานโดสหรัฐฯ ออกมาได้อย่างปลอดภัยแล้ว ไม่ได้ถูกจับกุมตัวตามที่มีการอ้างในโซเชียลมีเดีย
ผลกระทบของข้อมูลเท็จนี้
- สร้างความเข้าใจผิดต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในปัจจุบัน: การนำคลิปเหตุการณ์เมื่อกว่า 30 ปีก่อนมาสวมรอยเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่ามีการสูญเสียบุคลากรทางการทหารของสหรัฐฯ ในขณะนี้
- บิดเบือนข้อมูลเพื่อการโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda): การเผยแพร่ภาพนักบินที่ถูกจับกุมมักมุ่งเน้นการสร้างภาพลักษณ์ความพ่ายแพ้ของฝ่ายตรงข้าม เพื่อกระตุ้นความฮึกเหิมหรือความเกลียดชังในกลุ่มผู้สนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
- ลดทอนความน่าเชื่อถือของข้อมูลข่าวสาร: เมื่อมีการใช้ข้อมูลผิดฝาผิดตัว (False Context) บ่อยครั้ง จะทำให้สาธารณชนเกิดภาวะ “ความเหนื่อยหน่ายต่อข่าวสาร” และเริ่มแยกแยะความจริงออกจากความเท็จได้ยากขึ้น
ข้อแนะนำเมื่อได้ข้อมูลเท็จนี้ ?
- สังเกตคุณภาพของวิดีโอและเครื่องแต่งกาย: วิดีโอจากปี 1991 จะมีความละเอียดต่ำ (SD) และเครื่องแบบทหารรวมถึงอุปกรณ์ในคลิปจะมีลักษณะที่ล้าสมัยเมื่อเทียบกับปัจจุบัน หากพบวิดีโอที่ภาพไม่ชัดเจนในยุค 4K ให้ตั้งข้อสังเกตไว้ก่อนว่าเป็นคลิปเก่า
- ตรวจสอบชื่อบุคคลที่ปรากฏในข่าว: หากมีการระบุชื่อนักบิน ควรนำชื่อนั้นไปค้นหาใน Google เพื่อตรวจสอบประวัติเบื้องต้น ซึ่งในกรณีนี้จะพบข้อมูลยืนยันจากเว็บไซต์ทหารผ่านศึกว่าเป็นเหตุการณ์ในอดีต
- ระมัดระวังบัญชีที่ใช้คำโปรยแบบสะใจ: พึงระวังโพสต์ที่ใช้คำพูดในลักษณะเน้นความสะใจ โดยไม่มีการระบุแหล่งข่าวที่ตรวจสอบได้
- ใช้เครื่องมือค้นหาข้อมูลย้อนหลัง: เมื่อพบเห็นเหตุการณ์สำคัญทางการทหาร ควรเช็กผ่านสำนักข่าวหลักมาตรฐาน หรือเพจตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อยืนยันความถูกต้องก่อนเชื่อหรือแชร์ต่อ
- หยุดวงจรการแพร่กระจาย: “ไม่ชัวร์ ไม่แชร์” หากพบข้อมูลที่ดูไม่สมเหตุสมผล ไม่ควรสนับสนุนด้วยการกดไลก์หรือแสดงความคิดเห็น เพราะจะยิ่งช่วยให้ระบบอัลกอริทึมกระจายข้อมูลเท็จนั้นไปสู่ผู้อื่นกว้างขึ้น









