โพสต์อ้างราชกิจจาฯ ประกาศห้ามส่งออก “น้ำมันปาล์มดิบ” ตรวจสอบแล้วส่งออกได้แต่ต้องขออนุญาต

Thai PBS Verify ตรวจพบโพสต์อ้างราชกิจจานุเบกษาประกาศ “ห้ามส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ” เป็นเวลา 1 ปี เริ่ม 7 เม.ย. 69 ด้านกระทรวงพาณิชย์ชี้แจงว่า ไม่ได้ห้าม แต่กำหนดให้ผู้ส่งออกต้องขออนุญาตก่อนทุกกรณี
Thai PBS Verify พบแหล่งที่มาของข่าวบิดเบือนจาก: Facebook
ภาพเพจเฟซบุ๊ก ชีวิตติดครัว แชร์ข้อความ ระบุว่า “ราชกิจจาฯ ประกาศ ห้ามส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ ไปนอกราชอาณาจักร 1 ปี เริ่ม 7 เม.ย. 69”
Thai PBS Verify พบเพจเฟซบุ๊ก ชีวิตติดครัว แชร์ข้อความ ระบุว่า
“ราชกิจจาฯ ประกาศ ห้ามส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ ไปนอกราชอาณาจักร 1 ปี เริ่ม 7 เม.ย. 69”
ซึ่งโพสต์ดังกล่าวมีการแสดงความรู้สึก 4,200 ครั้ง และมีการแสดงความคิดเห็น 84 ข้อความ และมีการแชร์ไปกว่า 76 ครั้ง
ราชกิจจาฯ ประกาศ ห้ามส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ ไปนอกราชอาณาจักร จริงหรือไม่?
Thai PBS Verify ตรวจสอบข้อความดังกล่าว ด้วยการใช้การค้นหาคำสำคัญ “น้ำมันปาล์มดิบ” ในเว็บไซต์ราชกิจจานุเษกษา พบว่า มีการประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2569 เรื่อง การควบคุมการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบไปนอกราชอาณาจักร

เนื้อหากล่าวว่า
ประกาศดังกล่าวมีที่มาจากสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ภาคพลังงานมีแนวโน้มเพิ่มสัดส่วนการใช้ไบโอดีเซล ขณะเดียวกัน ความต้องการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบของไทยก็เพิ่มขึ้น ทำให้ความต้องการใช้ภายในประเทศสูงขึ้นตามไปด้วย
เพื่อบริหารจัดการปริมาณน้ำมันปาล์มดิบให้เพียงพอและสมดุลในทุกภาคส่วน ทั้งการบริโภค อุตสาหกรรม และพลังงาน จึงกำหนดมาตรการควบคุมการส่งออก โดย “ห้ามส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ” ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2569 เป็นต้นไป เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากเลขาธิการคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ
ทั้งนี้ ผู้ประสงค์จะส่งออกต้องยื่นขออนุญาตต่อกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ และต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดอย่างเคร่งครัด โดยใบอนุญาตใช้ได้เฉพาะการส่งออกครั้งเดียวเท่านั้น หากฝ่าฝืนจะถือเป็นการส่งออกโดยไม่ได้รับอนุญาต
ประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้ทั่วประเทศ เป็นระยะเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เว้นแต่จะมีประกาศใหม่ออกมาแทน


ขณะเดียวกัน ประกาศสำนักงานคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2569 เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขออนุญาต การอนุญาต แบบหนังสืออนุญาต และวิธีการส่งออกซึ่งน้ำมันปาล์มดิบ



โดยมีเนื้อหา ระบุว่า
กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขออนุญาตส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการควบคุมการส่งออกที่มีผลตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2569 เป็นต้นไป โดยผู้ประสงค์จะส่งออกต้องยื่นคำขอต่อกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ พร้อมเอกสารหลักฐาน เช่น ใบกำกับสินค้าและรายละเอียดการซื้อขายกับต่างประเทศ ผ่านช่องทางอีเมลที่กำหนด ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบความถูกต้องก่อนเสนอเลขาธิการพิจารณาอนุญาต โดยจะคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศ ความสมดุลของปริมาณใช้ภายใน และความมั่นคงด้านสต็อก หากได้รับอนุญาตต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ระบุในหนังสืออนุญาตอย่างเคร่งครัด ซึ่งจะกำหนดปริมาณ วันส่งออก และข้อมูลผู้ซื้ออย่างชัดเจน
ทั้งนี้จากการตรวจสอบในราชกิจจานุเษกษาทั้ง 2 ฉบับไม่ได้กล่าวว่าไม่ให้มีการส่งออก แต่หากส่งออกต้องได้รับการอนุญาตจากอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ พิจารณาก่อน
พาณิชย์สั่งคุมส่งออก CPO ต้องขออนุญาต เริ่ม 7 เม.ย. ดูแลราคาปาล์มในประเทศ
กระทรวงพาณิชย์ออกมาตรการควบคุมการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) โดยกำหนดให้ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2569 เป็นต้นไป ผู้ส่งออกต้องขออนุญาตก่อน จากเดิมที่ไม่ต้องขอ เพื่อให้ภาครัฐสามารถบริหารจัดการปริมาณปาล์มน้ำมันในประเทศได้อย่างเหมาะสม ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่ปรับสูงขึ้นและความต้องการใช้ไบโอดีเซลที่เพิ่มขึ้น มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อรักษาสมดุลการใช้ภายในประเทศ ควบคุมราคาน้ำมันปาล์มบรรจุขวดไม่ให้กระทบผู้บริโภค พร้อมดูแลเสถียรภาพราคาผลปาล์มให้เกษตรกรมีรายได้เป็นธรรม โดยปัจจุบันสต็อกน้ำมันปาล์มดิบยังอยู่ในระดับเพียงพอที่ประมาณ 0.371 ล้านตัน และรัฐจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันการขาดแคลนและการกักตุนสินค้า
สถานการณ์น้ำมันปาล์มดิบเป็นอย่างไร ?
1. ราคาน้ำมันปาล์มดิบและผลปาล์ม (ในประเทศ)
อ้างอิงข้อมูลจากกรมการค้าภายใน วันที่ 2 เม.ย. 69
- น้ำมันปาล์มดิบ (CPO): ราคาเคลื่อนไหวอยู่ที่ 42.00 – 42.50 บาทต่อกิโลกรัม
- ผลปาล์มทะลาย (เปอร์เซ็นต์น้ำมัน 18%): ราคาหน้าโรงงานอยู่ที่ 7.80 – 8.80 บาทต่อกิโลกรัม
- น้ำมันปาล์มบรรจุขวด: มีรายงานว่าราคาบางพื้นที่พุ่งสูงขึ้นถึง 51 บาทต่อขวด เนื่องมาจากวิกฤตต้นทุนพลังงาน แต่ภาครัฐพยายามตรึงราคาและนำน้ำมันปาล์มราคาถูก (430 จุดทั่วประเทศ) มาจำหน่ายเพื่อบรรเทาภาระประชาชน
2. ราคาน้ำมันปาล์มในตลาดโลก
- ตลาดมาเลเซีย: ราคาน้ำมันปาล์มดิบอยู่ที่ประมาณ 38.85 บาทต่อกิโลกรัม (ข้อมูลวันที่ 2 เมษายน 2569)
- ราคาซื้อขายล่วงหน้า (CPO Futures): ณ วันที่ 7 เมษายน 2569 สัญญาซื้อขายล่วงหน้าเดือนเมษายนและพฤษภาคม 2569 ในตลาดมาเลเซียมีการปรับตัวลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ประมาณ 4,691 – 4,730 ริงกิตต่อตัน แม้ไทยจะประกาศมาตรการคุมการส่งออกก็ตาม
3. สถิติและสต็อก (ข้อมูลจาก สศก.)
คาดการณ์สถานการณ์ตลอดปี 2569 มีดังนี้:
- ผลผลิตปาล์มสด: ประมาณ 21.87 ล้านตัน
- ปริมาณน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ที่สกัดได้: ประมาณ 3.94 ล้านตัน
- สต็อกคงเหลือ (ณ ก.พ. 2569): อยู่ที่ 0.371 ล้านตัน ซึ่งภาครัฐมองว่าเป็นระดับที่เหมาะสม แต่ต้องคุมการส่งออกเพื่อรองรับการใช้ในภาคพลังงานที่เพิ่มขึ้น
เรื่องจริงเป็นอย่างไร?
Thai PBS Verify ตรวจสอบโพสต์ดังกล่าวด้วยการใช้การค้นหาคำสำคัญ “น้ำมันปาล์ม” ในเว็บไซต์ พบว่า เป็นการบิดเบือนข้อมูล โดยราชกิจจานุเบกษาประกาศ “ห้ามส่งออก” น้ำมันปาล์มดิบ (CPO) เป็นการชั่วคราวระยะเวลา 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย 69 เป็นต้นไป ไม่ใช่การสั่งปิดการส่งออกแบบถาวร แต่เป็นการปรับจากระบบ “ส่งออกเสรี” มาเป็นระบบ “ต้องขออนุญาต” แทน โดยผู้ที่ประสงค์จะส่งออกจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากเลขาธิการคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (อธิบดีกรมการค้าภายใน) เป็นรายกรณีไป
กระบวนการตรวจสอบ
1. ตรวจสอบด้วยคำสำคัญ: เมื่อใช้การค้นหาคำสำคัญ “น้ำมันปาล์มดิบ” ในเว็บไซต์ราชกิจจานุเษกษา พบว่า มีการประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2569 เรื่อง การควบคุมการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบไปนอกราชอาณาจักร และประกาศสำนักงานคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2569 เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขออนุญาต การอนุญาต แบบหนังสืออนุญาต และวิธีการส่งออกซึ่งน้ำมันปาล์มดิบ โดยหากต้องมีการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบให้อธิบดีกรมการค้าภายในเป็นผู้พิจารณารายกรณี
ผลกระทบเมื่อได้รับข้อมูลเท็จ
- ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่า “ห้ามส่งออกทั้งหมด” อาจเกิดความตื่นตระหนกและกังวลว่าสินค้าจะขาดแคลน
- เสี่ยงเกิดพฤติกรรมกักตุนสินค้า ดันราคาน้ำมันปาล์มในตลาดให้ผันผวนโดยไม่จำเป็น
- กระทบความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการและตลาด ส่งผลต่อการตัดสินใจทางธุรกิจผิดพลาด
- เกษตรกรอาจกังวลว่าราคาผลปาล์มจะตกจากการ “ปิดส่งออก” ทั้งที่ความจริงยังส่งออกได้ภายใต้การอนุญาต
- สร้างความสับสนต่อมาตรการรัฐ ทำให้การสื่อสารนโยบายด้านพลังงานและสินค้าเกษตรคลาดเคลื่อน
ข้อแนะนำเมื่อได้ข้อมูลเท็จนี้ ?
- ตรวจสอบจากแหล่งทางการ เช่น ราชกิจจานุเบกษา หรือกระทรวงพาณิชย์ ก่อนเชื่อหรือแชร์
- อ่านรายละเอียดให้ครบ เพราะบางมาตรการเป็น “ควบคุม/ต้องขออนุญาต” ไม่ใช่ “ห้ามทั้งหมด”
- เปรียบเทียบข้อมูลจากหลายแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ
- หลีกเลี่ยงการแชร์ต่อทันที หากยังไม่ยืนยันข้อเท็จจริง
- ใช้วิจารณญาณกับพาดหัวที่ชวนตื่นตระหนกหรือสรุปเกินจริง









