ศรัทธา เงินวัด ใครตรวจสอบ
ทุกครั้งที่เราหย่อนเงินลงตู้บริจาค โอนผ่านคิวอาร์โค้ด หรือเช่าวัตถุมงคล สิ่งที่มอบให้ไม่ได้มีแค่เงิน แต่คือ "ศรัทธา" ว่าเงินจะถูกใช้เพื่อพระศาสนา ดูแลวัด การศึกษา หรือช่วยเหลือผู้ยากไร้ แต่เมื่อศรัทธาถูกแปรเปลี่ยนเป็นเงินจำนวนมหาศาล แล้วเงินเหล่านั้นไปอยู่ที่ไหน ใครรับเงิน ใครถือบัญชี ใครมีอำนาจอนุมัติ และใครตรวจสอบ
เงินวัดกับผลประโยชน์รอบวัด: วัตถุมงคล และธุรกิจศรัทธา
เงินที่เกี่ยวข้องกับวัดไม่ได้มีแค่เงินสดในตู้บริจาค วัดที่มีชื่อเสียงสามารถนำชื่อวัดไปสร้างวัตถุมงคลได้ ทำให้เกิดเงินก้อนใหญ่และกลุ่มผลประโยชน์ที่เข้ามาเกาะวัด วัดดังบางแห่งยังมีการใบ้หวย ทำพิธีสะเดาะเคราะห์ และแย่งพื้นที่ตั้งแผงค้าขาย ซึ่งมีมูลค่ามหาศาล
เมื่อวัตถุมงคลเข้าสู่ระบบซื้อขาย เส้นแบ่งระหว่างศรัทธากับธุรกิจจึงทับซ้อนกัน ธุรกิจพระเครื่องในไทยมีมูลค่ามหาศาล และเป็นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับศรัทธา
ศรัทธากับการตรวจสอบเงินวัด อยู่ด้วยกันได้
ศรัทธาต่อพระพุทธศาสนากับความไว้วางใจต่อบุคคลเป็นคนละเรื่องกัน ชาวบ้านบางคนยังไปทำบุญที่วัดตามปกติแม้เกิดข่าว เพราะแยกพฤติกรรมของบุคคลออกจากความศรัทธาต่อศาสนา ปัญหาเกิดเมื่อบุคคลคนนั้นเป็นผู้มีอำนาจบริหารเงินและทรัพย์สินของวัดด้วย การเรียกร้องให้ตรวจสอบจึงไม่ได้แปลว่าเลิกศรัทธา ประชาชนศรัทธาวัดและเรียกร้องความโปร่งใสของเงินวัดไปพร้อมกันได้
เงินวัด เงินพระ และเงินมูลนิธิ ต่างกันอย่างไร
- เงินวัด วัดเป็นนิติบุคคล อยู่ภายใต้การกำกับของมหาเถรสมาคม และมีสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติดูแลข้อมูลทะเบียนทรัพย์สิน
- เงินมูลนิธิ มูลนิธิเป็นนิติบุคคลอีกประเภท อยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย
- เงินถวายพระโดยตรง (ปัจจัยส่วนตัว) เป็นเงินที่ประชาชนถวายพระเป็นการส่วนตัว มีสถานะต่างจากเงินวัด
ด้าน รศ.ดร.ณดา จันทร์สม ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์แนะนำว่า ถ้าต้องการให้เงินเข้าวัดจริง ๆ ควรบริจาคผ่านระบบ e-Donation แต่ถ้าถวายเป็นปัจจัยให้พระใช้สอย ก็เป็นศรัทธาของแต่ละคน สิ่งสำคัญคือผู้บริจาคควรเข้าใจว่าเงินที่ให้เป็นเงินวัดหรือเงินพระ หากวัดจะทำกิจการศาสนาสงเคราะห์ ควรให้ประชาชนบริจาคผ่านมูลนิธิโดยตรง ไม่ใช่บริจาคที่วัดแล้วออกใบอนุโมทนา เพราะจะทำให้ข้อมูลการเงินปะปนกันและตรวจสอบยากขึ้น
พระธรรมวินัยกับเงินและอำนาจ
รายการย้อนไปดูพระธรรมวินัย ซึ่งเป็นระบบที่มีมาก่อนกฎหมายสมัยใหม่ ด้าน รศ. ดร.อำนาจ ยอดทอง อาจารย์ประจำหลักสูตรและจริยศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืย มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่าพระพุทธเจ้าทรงเตือนนักบวชให้ระวังเรื่องผู้หญิงมาตั้งแต่แรกมีพระสงฆ์
วัดสมัยนี้ต่างจากอดีต มีอาคารใหญ่ โรงเรียน มูลนิธิ การก่อสร้าง วัตถุมงคล และเงินหมุนเวียนจำนวนมาก หากพระทุ่มเทกับงานบริหารจนงานเหล่านี้กลายเป็นหน้าที่หลัก การขัดเกลาตนเองก็จะลดลงหรือถูกละเลย ต่างจากพระเกจิอาจารย์รุ่นก่อนที่แม้ช่วยสร้างโรงเรียนหรือสาธารณประโยชน์ ก็ไม่ลืมหน้าที่หลักของพระสงฆ์
ตัวอย่างวัดบริหารเงินวัดโปร่งใส
ไปดูระบบของวัดจากแดง จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งวางระบบการบริหารอย่างรัดกุมดังนี้
- ไม่ให้ทุกอย่างขึ้นอยู่กับคนเดียว พระในวัดหมุนเวียนหน้าที่ทุก 15 วัน เช่น ดูแลความสะอาด ดูแลโรงฉัน หรือออกบิณฑบาต เพื่อเรียนรู้งานและรับผิดชอบร่วมกัน
- รายรับรายจ่ายมีหลักฐานทุกรายการ ผู้เบิก ผู้จ่าย และผู้ตรวจสอบไม่ควรเป็นคนเดียวกัน และต้องย้อนตรวจสอบได้
- ดูบัญชีได้ทุกเดือน เจ้าอาวาสลงนามเบิกจ่ายเดือนละสองครั้ง และรู้ว่ามีเงินเหลือเท่าไหร่ ต้องหางบเพิ่มเท่าไหร่หากจะสร้างอาคาร
หลักธรรมาภิบาลวัด 3 ข้อ
- การตัดสินใจเป็นหมู่คณะ ไม่ใช่เจ้าอาวาสคนเดียว
- ระบบงานได้มาตรฐาน ทั้งบัญชี การเงิน และการตรวจสอบภายใน
- การสอบทานจากภายนอก เปิดให้คนนอกมีส่วนร่วม
การเปิดให้ฆราวาสร่วมตรวจสอบ ไม่ได้หมายความว่าฆราวาสเข้าไปบริหารกิจการสงฆ์แทนพระ แต่หมายถึงให้ผู้มีความรู้ช่วยดูแลทรัพย์สินส่วนรวมของวัด เมื่อระบบการเงินชัดเจน ก็ช่วยให้บริหารด้านอื่นง่ายขึ้นด้วย เช่น ค่าแรง บุคลากร และการจัดซื้อจัดจ้าง
คุณสามารถติดตามชมรายการ Big Story เรื่องใหญ่ Thai PBS ทุกวันอาทิตย์ เวลา 22.30 - 23.00 น. ทางไทยพีบีเอส หรือดูย้อนหลัง ได้ที่ www.thaipbs.or.th/BigStoryThaiPBS





























































