Profile icon

โพสต์อ้าง รมว.ศึกษาฯ สะเทือนใจ ส่ง นร.กัมพูชากลับ – ปิดกั้นการศึกษา แท้จริงตัดคำพูดบางส่วน

ข่าวบิดเบือนDateClock icon10:04|การเมืองViews0
โพสต์อ้าง รมว.ศึกษาธิการ สะเทือนใจ กรณีนักเรียนกัมพูชาถูกส่งกลับ ถูกปิดกั้นทางการศึกษา แท้จริงบิดเบือนจากคำพูดด้วยการตัดคำพูดบางส่วน ยืนยันไทยยึดหลักมนุษยธรรม แต่ยังคำนึงถึงกฎหมายความมั่นคง

Thai PBS Verify พบที่มาของข่าวบิดเบือนจาก: Threads

ภาพข่าวบนแพลตฟอร์ม Threads ที่ถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 69

Thai PBS Verify มีการพบโพสต์ภาพข่าวบนแพลตฟอร์ม Threads โดยผู้ใช้ Chonthichawongwan ที่มีการโพสต์เอาไว้เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 69 โดยมีการพาดพิงถึง ศ. ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ระบุว่า

ดิฉันสะเทือนใจอย่างมาก!

ที่นักเรียนเขมรถูกส่งกลับประเทศ

พวกเขาน่าสงสารมากค่ะ

ที่ถูกปิดโอกาสด้านการศึกษา

โดยโพสต์ดังกล่าวสามารถเรียดยอดไลก์ได้กว่า 1,100 ครั้ง การรีโพสต์ 39 ครั้ง การแชร์ต่อ 38 ครั้ง และการแสดงความเห็น 502 ครั้ง ซึ่งมีความเห็นส่วนใหญ่ไปในทิศทางด่าทอ และว่าร้าย ศ. ดร.นฤมล จากโพสต์ดังกล่าว

คำกล่าวของรัฐมนตรีเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ?

Thai PBS Verify ได้มีการค้นหาต่อด้วยคำสำคัญ “รมว.ศึกษาฯ สะเทือนใจ นักเรียนเขมรถูกส่งกลับ” บน Google Search Engine  พบข่าวที่ถูกเผยแพร่โดยเว็บไซต์ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 

เป็นข่าวของ ศ. ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในกรณีเด็กชาวกัมพูชาอายุ 13 ถูกจับกุมและส่งกลับประเทศ เนื้อหาข่าวดังกล่าวระบุว่า

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีนักเรียนวัย 13 ปี โรงเรียนในพื้นที่ อ.บัวเชด จ.สุรินทร์ ถูกตำรวจเข้ามารับตัวจากข้อกล่าวหาเป็นบุคคลต่างด้าว เดินทางเข้ามาและพำนักอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตว่า เรื่องนี้ต้องมองตามหลักความจริงทั้ง 2 มุม ถ้าตอบในฐานะคนเป็นแม่ก็รู้สึกเสียใจที่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับลูกที่อายุเพียงแค่ 13 ปี ซึ่งเป็นความทุกข์ใจอย่างยิ่ง และตนก็เข้าใจครูที่สอนนักเรียนด้วยเช่นกัน ที่อยากให้ความเป็นธรรมกับเด็ก

“หากตอบในฐานะ รมว.ศธ. ต้องชี้แจงว่า การขับเคลื่อนการศึกษา เรายึดหลักมนุษยธรรมมาตลอด เพราะไม่เช่นนั้น นักเรียนจะไม่ได้ศึกษาในโรงเรียนสังกัด สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) อย่างแน่นอน แต่เนื่องจากเหตุการณ์บริเวณชายแดน ไทย-กัมพูชา เป็นเรื่องของฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ที่จะต้องดูแล และดำเนินการตามกฎหมาย ดังนั้นจึงต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการต่อจากนี้”

“จากรายงานของ กพฐ.พบว่า นักเรียนรายดังกล่าว พ่อแม่ไม่ได้เป็นคนไทย โดยจะต้องตรวจสอบถึงที่มาที่ไปของครอบครัวนี้ตั้งแต่ต้นว่า ได้เดินทางเข้าประเทศไทยมาถูกกฎหมายหรือไม่ และจากนี้หากจะสามารถดำเนินการทำให้ถูกกฎหมายใหม่ได้ ทางกระทรวงศึกษาธิการก็พร้อมจะดูแลเด็ก ทั้งนี้ อยากจะขอให้คนไทยทุกคน แยกแยะระหว่างความขัดแย้งระหว่างประเทศ กับหลักมนุษยธรรมด้วย”

ภาพข่าวจากเว็บไซต์ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่ได้มีการเผยแพร่เมื่อ 28 ส.ค. 68

นอกจากนี้ เรายังพบกับข่าวของเพจ Facebook “ศธ 360” ที่มีการลงข่าวเพิ่มเติม เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 โดยระบุดังนี้

ศธ. แจงข้อเท็จจริง! ข่าวการรับเด็กต่างด้าวจากเพจดังกล่าว เป็น “ข่าวปลอม” ยันปรับปรุงระเบียบเพื่อเน้นกลุ่มที่มีภูมิลำเนาในไทยเท่านั้น

ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์โดยบางเพจระบุถึงการปรับปรุงหลักเกณฑ์การรับนักเรียนที่ไม่มีสัญชาติไทยในลักษณะที่อาจสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนนั้น กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ขอชี้แจงว่าข้อมูลจากเพจดังกล่าวเป็น “ข่าวปลอม” และขอชี้แจงข้อเท็จจริงตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการฉบับล่าสุด ดังนี้

  1. ปรับปรุงประกาศเพื่อความชัดเจนและสอดคล้องกับมติ ครม. กระทรวงศึกษาธิการได้ออกประกาศฉบับใหม่ปี 2568 เรื่อง การรับนักเรียนนักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย (ลงนามเมื่อ 3 ธันวาคม 2568 และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 27 มกราคม 2569) โดยมีการแก้ไขสาระสำคัญคือ การตัดข้อความเกี่ยวกับผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศและเดินทางเข้ามาเรียนแบบเช้าไป-เย็นกลับออก เพื่อให้สอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 ที่กำหนดให้รัฐขยายโอกาสทางการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทยที่ “อาศัยอยู่ในประเทศไทย” เท่านั้น
  2. ยึดหลักสวัสดิภาพเด็กตามหลักสากลและกฎหมายไทย การจัดการศึกษาดังกล่าวยังคงเป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 54 และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 10 ที่กำหนดให้เด็กทุกคนต้องได้รับโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียม นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ที่ประเทศไทยเป็นภาคี ซึ่งระบุว่ารัฐต้องรับรองสิทธิของเด็กทุกคนในการเข้าถึงการศึกษาโดยไม่แบ่งแยกสัญชาติหรือสถานะทางกฎหมาย
  3. แนวทางปฏิบัติสำหรับสถานศึกษา สำหรับเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรแต่ พำนักอยู่ในประเทศไทย สถานศึกษายังมีหน้าที่ประสานงานเพื่อจัดทำเลขประจำตัว 13 หลัก หรือออก รหัสประจำตัวผู้เรียน (G Code) เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการติดตามตัวผู้เรียนจนกว่าจะสำเร็จการศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ยืนยันว่าเด็กที่พำนักในไทยสามารถเข้ารับการศึกษาภาคบังคับได้ตามความสมัครใจ โดยรัฐมีหน้าที่จัดให้เฉกเช่นเดียวกับเด็กสัญชาติไทย

การปรับปรุงประกาศในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ เน้นการจัดการศึกษาให้แก่เด็กที่มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยเท่านั้น และเป็นการตัดสิทธิกลุ่มที่เดินทางข้ามแดนมาเรียนแบบเช้าไป-เย็นกลับ เพื่อให้การดำเนินงานโปร่งใสและเป็นไปตามระเบียบของรัฐ จึงขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลที่บิดเบือนจากเพจดังกล่าว และสามารถติดตามข่าวสารที่ถูกต้องได้จากช่องทางหลักของกระทรวงศึกษาธิการ

ภาพโพสต์จากเพจ Facebook ศธ 360 ที่ได้มีการเผยแพร่เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 69

จากข้อมูลที่ Thai PBS และเพจเฟซบุ๊ก  “ศธ 360” ได้ชี้แจง ทำให้เห็นว่า ข้อความที่มีการเปิดเผยผ่านสื่อ เป็นการนำเสนอโดยตัดข้อความที่เป็นใจความสำคัญของเรื่องดังกล่าวไป โดยได้นำคำพูดบางส่วนของ ศ. ดร.นฤมล  มาตัดต่อใหม่และเติมข้อความเสริมแต่งว่า “ พวกเขาน่าสงสารมากค่ะ ที่ถูกปิดโอกาสด้านการศึกษา” เพื่อให้ดูเหมือนว่ารัฐมนตรีเข้าข้างกัมพูชามากกว่ากฎหมายไทย ทั้งที่ข้อเท็จจริงในคำสัมภาษณ์ฉบับเต็มระบุชัดเจนว่า ต้องยึดถือตามกฎหมายความมั่นคงของฝ่ายปกครองในพื้นที่เป็นหลัก และต้องตรวจสอบการเข้าเมืองให้ถูกกฎหมายก่อน

การเรียนฟรีของ นร.กัมพูชาเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ?

Thai PBS Verify ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม จนพบเอกสาร PDF เรื่อง “แนวทางการดำเนินงาน ตามโครงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษา ตั้งแต่ระดับอนุบาล จนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน” ที่มีการจัดทำโดย สำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน – กระทรวงศึกษาธิการ เมื่อเดือนตุลาคม 2568 ซึ่งในเนื้อความส่วนหนึ่งที่สามารถสรุปใจความได้ดังนี้

ให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องตามที่ได้มีการกำหนด เตรียมการเพื่อดูแลและพัฒนา เด็กเล็กก่อนวัยเรียน ทั้งทางร่างกาย, จิตใจ, วินัย, อารมณ์, สังคม และสติปัญญา โดยส่งเสริมและสนับสนุน ให้องค์กรท้องถิ่นและเอกชนเข้าร่วมการดำเนินการ

ให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี ให้มีมาตรฐานและคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย และให้รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ กำหนดอัตราค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษา 15 ปี เพื่อเสนอตามกระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีโดยมีค่าใช้จ่าย ได้แก่

  • ค่าการเรียนการสอน
  • ค่าหนังสือเรียน
  • ค่าอุปกรณ์การเรียน
  • ค่าเครื่องแบบนักเรียน
  • ค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพนักเรียน
  • ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตามที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ

ภาพจาก PDF เอกสารการดำเนินงาน โดยกระทรวงศึกษาธิการ หน้า 2

กระทรวงศึกษาธิการ ได้มีการจัดนิยามศัพท์เอาไว้ ซึ่งมีหมวดหลักประกอบไปด้วยหมวดหมู่การสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการศึกษาขั้นพื้นฐาน, การศึกษาขั้นพื้นฐาน, การศึกษาภาคบังคับ, ระดับการศึกษา, ประเภทการศึกษา, เด็กที่จะได้รับสิทธิ์ซึ่งในรายงานดังกล่าว มีเนื้อหาของ “นักเรียนรหัส G” หรือ “นักเรียนต่างด้าว” ปรากฏอยู่ โดยระบุเอาไว้ว่า

  1. เด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร หรือไม่มีสัญชาติไทย: เด็กวัยเรียนที่ไม่มีสัญชาติไทย อาศัยอยู่ในประเทศไทย ที่รับการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา และการศึกษาการศึกษาพื้นฐาน ประกอบด้วย

9.1. เด็กที่ไม่มีหลักฐานตามกฎหมายว่าด้วยทะเบียนราษฎร: เด็กที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย แต่ไม่มีหลักฐานตามกฎหมายด้วยทะเบียนราษฎร

9.2. เด็กที่ไม่มี ทร.13: เด็กต่างด้าวที่ยังไม่ได้รับสัญชาติไทย และไม่อยู่ในทะเบียนกลาง ใช้คำนำหน้าด้วยรหัส G โดยได้รับรหัสประจำตัวจากกระทรวงมหาดไทยแล้ว

9.3. เด็กมี ทร.13: ยังไม่ได้รับสัญชาติไทยแต่มีชื่ออยู่ในทะเบียนกลาง

ภาพจาก PDF เอกสารการดำเนินงาน โดยกระทรวงศึกษาธิการ หน้า 4

นอกจากนี้แล้วยังมีตัวเลขโดยเฉลี่ย ของค่าจัดการการเรียนการสอน ที่กระทรวงศึกษาธิการต้องมีการใช้ ต่อนักเรียนแต่ละคน ซึ่งจะสามารถสรุปตัวเลขคร่าว ๆ ออกมาได้ดังนี้

  1. ระดับก่อนประถมศึกษา 1,836 บาท/คน/ปี
    1. ภาคเรียนละ 918 บาท/คน
  2. ระดับประถมศึกษา 2,052 บาท/คน/ปี
    1. ภาคเรียนละ 1,026 บาท/คน
  3. ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 3,780 บาท/คน/ปี
    1. ภาคเรียนละ 1,890 บาท/คน
  4. ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 4,104 บาท/คน/ปี
    1. ภาคเรียนละ 2,052 บาท/คน

และยังไม่ได้รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น ค่ากิจกรรม, ปัจจัยพื้นฐาน, ค่าอาหารกลางวัน ที่กระทรวงศึกษาธิการได้ลงทุนไปในแต่ละปี

ภาพจาก PDF เอกสารการดำเนินงาน โดยกระทรวงศึกษาธิการ หน้า 5

เรื่องจริงเป็นอย่างไร ?

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีการกล่าวถึงเหตุการณ์ เด็ก 13 ถูกส่งกลับกัมพูชาจริง แต่กลับถูกนำไปบิดเบือนปั่นกระแสข่าว เพื่อกล่าวหาว่าคนในรัฐบาลเห็นใจชาวกัมพูชามากกว่าประชาชนไทย

ทั้งที่ในความจริง เนื้อข่าวจากสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ มีการระบุไว้ชัดเจน ว่ามีการดำเนินการตามกฎหมาย และขอชาวไทยแยกแยะความขัดแย้งและหลักมนุษยธรรม

Verification Documentกระบวนการตรวจสอบ

  • สืบค้นข้อมูลย้อนหลัง: ค้นหาด้วยคำสำคัญ พบคำสัมภาษณ์ต้นฉบับจากเว็บไซต์สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ พบว่าเนื้อหาจริงมีการย้ำเรื่อง “หลักมนุษยธรรม” ควบคู่ไปกับ “กฎหมายความมั่นคง” ไม่ได้มีเจตนาคัดค้านกฎหมายอย่างที่ถูกอ้าง

  • ตรวจสอบระเบียบล่าสุด: ตรวจสอบประกาศ ศธ. ปี 2568 (ประกาศในราชกิจจานุเบกษา 27 ม.ค. 69) ยืนยันว่ามีการจำกัดขอบเขตการรับนักเรียนไม่มีสัญชาติไทยให้เข้มงวดขึ้น

  • วิเคราะห์เจตนาผู้โพสต์: พบว่ามีการใช้เทคนิค “ตัดตอนคำพูด” และเพิ่มประโยคที่กระตุ้นอารมณ์เพื่อให้เกิดความเกลียดชังต่อตัวบุคคลและสถาบันการศึกษา

ผลกระทบจากข้อมูลเท็จนี้

  • ความเสียหายต่อชื่อเสียง: รมว.ศธ. ถูกด่าทอด้วยถ้อยคำรุนแรงกว่า 500 คอมเมนต์ จากข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง

  • สร้างความแตกแยก: ข้อมูลเท็จนี้ปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติ โดยทำให้คนไทยรู้สึกว่า รัฐให้สิทธิประโยชน์แก่คนต่างด้าวมากกว่าคนในชาติ ทั้งที่ในความเป็นจริงมีการใช้งบประมาณอย่างมีระเบียบและเงื่อนไข

  • ความเข้าใจผิดในนโยบายรัฐ: ประชาชนเข้าใจผิดว่ารัฐไทยปล่อยให้ใครก็ได้ข้ามแดนมาเรียนฟรีแบบไม่มีขอบเขต ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในหน่วยงานความมั่นคง

Guidelinesข้อแนะนำเมื่อได้ข้อมูลเท็จนี้ ?

  • เช็กวันที่และที่มา: ข่าวบิดเบือนมักนำเหตุการณ์เก่ามาเล่าใหม่ ควรตรวจสอบว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเมื่อใด

  • อ่านฉบับเต็ม: เมื่อเห็นคำพูดที่ดู “สุดโต่ง” หรือ “ดราม่า” ให้ค้นหาคลิปวิดีโอหรือบทสัมภาษณ์ตัวเต็มเพื่อดูบริบทประกอบ

  • สังเกตแหล่งข่าว: หากข้อมูลมาจากเพจส่วนบุคคลที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงชัดเจน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นข่าวปลอม

  • ติดตามช่องทางหลัก: ตรวจสอบข้อเท็จจริงผ่านเพจทางการ เช่น “ศธ 360” หรือ “Thai PBS Verify”

Verify

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Verify

ผู้เขียน

Verify

ผู้เรียบเรียง

Verify

บทความที่เกี่ยวข้อง

Verify

บทความที่ได้รับความนิยม

Cyber Safe Life : รู้ทันกลลวงให้โลกออนไลน์ปลอดภัยสำหรับทุกคน