Profile icon

โพสต์อ้างภาพ “หญิงต่างด้าวรอคลอดเต็มรพ.” ตรวจสอบแล้วถูกสร้างจาก AI

DateClock icon08:00|สังคมและสุขภาพ
ตรวจสอบโพสต์อ้างภาพหญิงต่างด้าวรอคลอดเต็มรพ. ทำเด็กต่างด้าวเกิดใหม่ก้าวกระโดดแซงหน้าเด็กไทย Thai PBS Verify เช็กสถิติจริงพบสัดส่วนห่างกันถึง 10 เท่า แถมภาพในโพสต์ถูกสร้างจาก AI

Thai PBS Verify พบแหล่งข้อมูลภาพปลอมจาก : Threads

โพสต์อ้างภาพหญิงต่างด้าวรอคลอดเต็มรพ. ทำเด็กต่างด้าวเกิดใหม่ก้าวกระโดดแซงหน้าเด็กไทย

Thai PBS Verify พบโพสต์ของผู้ใช้ Threads ชื่อ klangkie โพสต์ภาพของหญิงต่างด้าวในโรงพยาบาล พร้อมข้อความระบุว่า

เราจะเรียกที่นี่ ..ประเทศไทยได้อีกนานเท่าไร เมื่อประชากรการเกิดของคนไทยมีอัตราลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่กลับกันประชากรจากผู้อาศัยมึอัตราการเกิดใหม่สูงมาก และมากขึ้นในอัตราแบบก้าวกระโดด (ลองไปร้านคลีนิคหมอฝากครรภ์แถวมหาชัย ท่านจะทราบและเข้าใจขึ้น น่ากังวลที่ว่า เราจะต้องเพลงชาติให้ใครฟัง..คำตอบดูในรูปน่ะ

โพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 69 ที่ผ่านมา โดยหลังจากที่โพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ ทำให้มีผู้เข้ามาอ่านถึง 293,000 ครั้ง รวมถึงถูกแชร์ไปปกว่า 257 ครั้งอีกด้วย

ภาพแรงงานต่างด้าวที่เห็นเป็นภาพจริงหรือไม่ ?

Thai PBS Verify นำภาพดังกล่าวมาทำการขยายด้วยเครื่องมือตรวจสอบภาพของ InVID-WeVerify พบจุดสังเกตว่าภาพของผู้หญิงในภาพ มีลักษณะหน้าตาเหมือนกัน

ภาพที่ถูกขยายด้วยเครื่องมือตรวจสอบภาพของ InVID-WeVerify

นอกจากนี้เมื่อขยายภาพไปที่ป้ายข้อความในภาพ พบว่าไม่สามารถระบุได้ว่า ข้อความในภาพคือภาษาอะไร ทั้งหมดนี้บ่งชี้ว่า ภาพที่เห็นเป็นภาพที่สร้างจาก AI

ป้ายข้อความในภาพ พบว่าไม่สามารถระบุได้ว่า ข้อความในภาพคือภาษาอะไร

ขณะที่การตรวจสอบภาพด้วยเครื่องมือตรวจสอบภาพ AI ทั้งจาก Hive Moderation และ AI or Not ต่างพบความเป็นไปได้ที่ภาพดังกล่าวจะถูกสร้างจาก AI ด้วยกันทั้งสองเครื่องมือ โดยผลการตรวจสอบจาก Hive Moderation พบความเป็นไปได้อยู่ที่ 41.8% ขณะที่ผลการตรวจสอบจาก AI or Not พบความเป็นไปได้ที่ภาพดังกล่าวจะถูกสร้างจาก AI สูงถึง 96%

ผลการตรวจสอบจาก Hive Moderation

ผลการตรวจสอบจาก AI or Not

คนไทยเกิดลดลงจริงหรือไม่ ?

ข้อมูลจากการค้นหาด้วยคำสำคัญ เราพบรายงานจาก สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ที่รายงานข้อมูลจำนวนเด็กเกิดในปี 2568 เอาไว้ โดยรายงานดังกล่าวระบุว่า

ข้อมูลจากสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ระบุว่า ปี 2568 ประเทศไทยมีเด็กเกิดเพียง 416,574 คน จำนวนเด็กเกิดลดลงจากปี 2567 มากถึงเกือบ 5 หมื่นคน หากทิศทางยังเป็นเช่นนี้ ในปี 2569 อาจจะได้เห็นจำนวนการเกิดในไทยลดต่ำกว่า 4 แสนคน ขณะที่มีผู้เสียชีวิตถึง 559,684 คน ส่งผลให้อัตราเพิ่มประชากรติดลบเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน โดยประเทศไทยมีประชากรรวมประมาณ 65.8 ล้านคน

สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล คาดการณ์ว่า หากอัตราเจริญพันธุ์รวม (TFR) ลดลงต่อเนื่องจนใกล้ระดับประเทศเกาหลีใต้ที่ 0.7 ภายใน 10 ปีข้างหน้า จำนวนประชากรไทยจะลดลงเหลือเพียง 61.9 ล้านคนในปี 2578 และในช่วงเวลาเดียวกัน ประเทศไทยจะมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมด ขณะที่ประชากรวัยแรงงานจะหายไปประมาณ 3.4 ล้านคน

ข้อมูลจำนวนเด็กเกิดในปี 2568

เด็กต่างด้าวเกิดเยอะกว่าเด็กไทยจริงหรือไม่ ?

จากการค้นหาด้วยคำสำคัญ เราไม่พบรายงานการเกิดของเด็กต่างด้าวในประเทศไทยที่มีการเก็บบันทึกไว้อย่างเป็นทางการแต่อย่างใด มีเพียงรายงานของ รองศาสตราจารย์ ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์ ทีมวิจัยโครงการ “การประเมินสถานการณ์เด็กข้ามชาติในประเทศไทยและผลกระทบจากโควิด-19” สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ที่นำข้อมูลจากสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง มาเผยแพร่ในบทความ มุมมองเชิงบวกต่อ “เด็กข้ามชาติ” ในยุคสังคมไทยเกิดน้อย ซึ่งมีข้อมูลการเกิดของเด็กข้ามชาติในปี 2563 ระบุไว้ว่า

ในปี 2563 เป็นปีแรกที่จำนวนเด็กเกิดมีจำนวนต่ำกว่า 600,000 คน (ต่อปี) เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยนับว่าต่ำกว่าเกือบเป็นครึ่งต่อครึ่งเมื่อเทียบกับจำนวนเกิดของเด็กในช่วง 40-50 ปีก่อน ที่ปีหนึ่งๆ มากถึง 1-1.2 ล้าน โดยการเกิดของเด็กทั้งหมดในปี 2563 อยู่ที่ 587,368 คน หากสังเกตจะเห็นว่าผู้เขียนใช้คำว่า “การเกิดของเด็กทั้งหมด” ซึ่งในที่นี้จะครอบคลุม ทั้งเด็กที่มีสัญชาติไทยและเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทยที่เกิดในประเทศและได้เข้าถึงการจดทะเบียนการเกิดกับสำนักบริหารการทะเบียน คำถามก็คือ แล้วในจำนวนเด็กเกือบประมาณ 6 แสนคนนี้ ซักประมาณเท่าใดที่เป็นเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทย…ซึ่งผู้เขียนเอง ก็ไม่มีข้อมูลสำหรับปี 2563 แต่สำหรับปี 2562 ซึ่งมีจำนวนเด็กเกิดในประเทศไทยทั้งหมด 618,193 คน ผู้เขียนมีข้อมูลที่พบว่าในจำนวนนี้เป็นเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทยอยู่ที่ 21,269 คน และเด็กที่มีสัญชาติไทยอยู่ที่ 596,924 คน (ซึ่งตามตัวเลขนี้ จริงๆ แล้ว จำนวนการเกิดของเด็ก(สัญชาติ)ไทย นั้นมีจำนวนต่ำกว่า 6 แสนคนมาตั้งแต่ปี 2562)

จำนวนเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทยที่เกิดในปี 2562 ประมาณ 2 หมื่นกว่าคนนี้ ค่อนข้างต่ำกว่าที่ผู้เขียนคาดไว้ แต่ก็ไม่น่าแปลกใจเนื่องจากครอบคลุมเฉพาะเด็กที่เกิดและเข้าถึงการจดทะเบียนการเกิดเท่านั้น ซึ่งหากดูข้อมูลย้อนหลังกลับไปประมาณ 10 ปี จะเห็นว่าจำนวนการเกิด (จากการจดทะเบียนเกิด) ของเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทยมีจำนวนประมาณ 7 พันคนในปี 2553 ก่อนที่จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงปี 2553 ถึง 2558 และปี 2560 ที่มีจำนวนเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทยเกิดถึงมากกว่า 40,000 คนต่อปี ก่อนที่จะลดลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่งในปี 2562 (เป็นเพราะเหตุผลใด เป็นคำถามที่น่าหาคำตอบ)

รายงานการเกิดของเด็กต่างด้าวในประเทศไทย จากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล

นักวิชาการยืนยัน เด็กต่างด้าวที่เกิดใหม่ยังมีจำนวนน้อยกว่าเด็กไทยเกิดใหม่

เราสอบถามไปยัง รศ. ดร.สักกรินทร์ นิยมศิลป์ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจารย์ประจำ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล (IPSR) ให้ข้อมูลกับ Thai PBS Verify ว่า เรื่องนี้ผมมองว่าเป็นเรื่องที่ “มโนมาก” เพราะภาพรวมทั้งประเทศ ตัวเลขนั้นยังห่างกันมาก แม้ว่าปัจจุบันคนไทยเกิดน้อยลงเรื่อย ๆ ต่ำกว่า 500,000 คนแล้ว โดยอยู่ที่ประมาณ ปีละ 400,000 คน ซึ่งลดลงต่อเนื่องและต่ำกว่าอัตราการตายมาประมาณ 2-3 ปีแล้ว แต่ตัวเลขของเด็กลูกหลานแรงงานข้ามชาติที่เกิดในไทยก็มีเพียงปีละประมาณ 40,000 – 50,000 คน เท่านั้น เมื่อเทียบกันแล้วสัดส่วนยังห่างกันถึง 10 เท่า ดังนั้นในอนาคตอันใกล้จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่ยอดการเกิดของเด็กข้ามชาติจะแซงหน้าเด็กไทยได้

รศ. ดร.สักกรินทร์ นิยมศิลป์ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจารย์ประจำ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล (IPSR)

อย่างไรก็ตาม ในบางพื้นที่อาจมีความเป็นไปได้ ที่สัดส่วนของลูกหลานแรงงานข้ามชาติจะมากกว่าเด็กไทย เช่น ในจังหวัด สมุทรสาคร หรือระนอง ซึ่งเป็นชุมชนที่มีแรงงานข้ามชาติอาศัยอยู่หนาแน่นอยู่แล้ว โดยเฉพาะที่ จ.สมุทรสาคร สัดส่วนของแรงงานข้ามชาติต่อประชากรไทยอาจสูงเกือบครึ่งต่อครึ่งเลยทีเดียว

ปัจจัยหลักที่ทำให้คนไทยเลือกที่จะมีลูกลดลงคืออะไร ?

รศ. ดร.สักกรินทร์ ระบุถึง ปัจจัยหลัก ๆ ที่ทำให้คนไทยเลือกที่จะมีลูกลดลง ว่าสามารถแบ่งออกได้ 3 ประการ ได้แก่

1. ปัญหาด้านเศรษฐกิจและค่าครองชีพ: ที่ผ่านมา GDP ของไทยเติบโตต่ำมาก เฉลี่ยเพียงปีละ 2-3% เท่านั้น ซ้ำร้ายเรายังมี หนี้ครัวเรือนสูงติดอันดับต้น ๆ ของโลก เฉลี่ยต่อหัวคนไทยมีหนี้ถึงประมาณ 200,000 กว่าบาท ดังนั้นเมื่อรายได้เพิ่มน้อยแต่เจอกับเงินเฟ้อและภาระค่าใช้จ่ายสูง คนจึงไม่มีเงินเพียงพอสำหรับการลงทุนเลี้ยงดูบุตร มีการประเมินว่า ค่าใช้จ่ายในการส่งเสียลูก 1 คนจนเรียนจบมหาวิทยาลัย ต้องใช้เงินมากกว่า 2 ล้านบาท ทำให้คนทั่วไปไม่มีกำลังพอและเลือกที่จะเลื่อนการมีบุตรออกไปหรือมีบุตรน้อยลง

2. โครงสร้างประชากรและการทำงานของผู้หญิง: ปัจจุบันสัดส่วนผู้หญิงไทยที่ทำงานนอกบ้าน (Female work force penetration rate) มีสูงมาก เมื่อผู้หญิงมีความก้าวหน้าและมีตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดีก็มักจะแต่งงานช้าลง ซึ่งทำให้โอกาสมีบุตรลดลงตามไปด้วย นอกจากนี้ ผู้หญิงไทยในวัยเจริญพันธุ์ประมาณ 1 ใน 3 เลือกที่จะไม่แต่งงาน หรือไม่มีครอบครัว ซึ่งยิ่งทำให้สัดส่วนประชากรที่จะให้กำเนิดบุตรลดลงไปอีก ประกอบกับผู้หญิงบางส่วนกังวลเรื่องความก้าวหน้าในอาชีพการงานจนไม่อยากเสียเวลาลาคลอดเป็นปีเพื่อเลี้ยงลูก

3. ค่านิยมของคนรุ่นใหม่: จะเห็นว่าคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับ Work-life balance เพราะพวกเขาต้องการใช้ชีวิตแบบไม่เครียด มีเงินออมไว้ท่องเที่ยวต่างประเทศ ซึ่งการมีลูกหมายความว่าในช่วง 2-3 ปีแรก พวกเขาแทบจะไปไหนไม่ได้เลยเพราะต้องทุ่มเทเวลาให้ลูก จึงเป็นส่วนที่ทำให้ค่านิยมเปลี่ยนไปเป็นการไม่ต้องการมีลูก หรือหันมาเลี้ยงสัตว์เลี้ยงแทนการมีลูก

ค่าแรงและตลาดแรงงาน ปัจจัยดึงดูดแรงงานข้ามชาติเข้าไทย

ในมุมมองทางวิชาการด้านการย้ายถิ่นฐาน สวัสดิการสำหรับกลุ่มแรงงานข้ามชาติ ไม่ว่าจะเป็น “สิทธิ์ในการคลอดบุตรและการดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐาน”  เหล่านี้ไม่ใช่ปัจจัยหลัก ที่ดึงดูดให้แรงงานเหล่านี้อยากเข้ามาทำงานในประเทศไทย แต่ปัจจัยหลักที่ดึงดูดแรงงานข้ามชาติจริง ๆ คือ “ค่าแรงและตลาดแรงงาน” เพราะการที่ประเทศใดก็ตามที่มีตลาดแรงงานกว้างขวาง มีความต้องการแรงงานสูงเนื่องจากในประเทศขาดแคลน และมีอัตราค่าจ้างที่สูงกว่าประเทศต้นทาง ปัจจัยเหล่านี้ถือเป็นปัจจัยหลักที่เป็นแรงดึงดูด ซึ่งประเทศไทยตอบโจทย์ข้อนี้

ส่วนสวัสดิการการคลอดบุตรหรือการฝากครรภ์ ถือเป็น “ปัจจัยเสริมหรือปัจจัยรอง” เท่านั้น สำหรับคนที่เข้ามาอยู่แล้ว สวัสดิการเหล่านี้จะเป็นแรงจูงใจที่ทำให้พวกเขาอยากมีบุตรในประเทศไทยมากขึ้น

หากเราจำกัดสิทธิ์ แทนที่พวกเขาจะมาคลอดลูกที่โรงพยาบาลอย่างปลอดภัย พวกเขาก็จะเลี่ยงไปคลอดเองตามธรรมชาตินอกระบบ เช่น การใช้หมอตำแยทำคลอด ซึ่งที่ผ่านมาเคยพบว่า มีแรงงานข้ามชาติที่ทำเช่นนี้จริง ๆ เนื่องจากพวกเขากลัวเจ้าหน้าที่และไม่มีบัตรสัญชาติ

การคลอดในโรงพยาบาลช่วยให้รัฐออกสูติบัตรเพื่อระบุตัวตนของเด็กได้ ทำให้เรารู้จำนวนและที่อยู่ของเด็กทุกคนอย่างชัดเจน หากเด็กไม่มีสูติบัตร พวกเขาก็จะกลายเป็นคนไม่มีสถานะ ไม่มีตัวตน ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาสังคมในอนาคต นอกจากนี้ เรื่องของโรคระบาดไม่เคยแบ่งแยกเชื้อชาติหรือสัญชาติ หากคนกลุ่มนี้ไม่ได้รับสิทธิ์การรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐาน โรคระบาดที่เกิดขึ้นในกลุ่มพวกเขาก็จะสามารถแพร่ระบาดมาสู่คนไทยได้เช่นเดียวกัน

ภาพประกอบ

“บุตรของแรงงานข้ามชาติ” โอกาสในการเข้ามาทดแทนประชากรไทย ?

รศ. ดร.สักกรินทร์ ให้ความคิดเห็นว่า บุตรของแรงงานข้ามชาติที่เกิดและเติบโตในไทย คือคำตอบที่ถูกต้องที่สุด โดยที่ผ่านมาเคยมีการผลักดัน “นโยบายการย้ายถิ่นเพื่อทดแทนประชากร” มาโดยตลอด เพราะคนไทยลดลงเรื่อย ๆ ซึ่งจะทำให้เราเจอปัญหาเศรษฐกิจและสังคมอย่างหนักในอนาคต เช่น ขาดแคลนแรงงาน แรงงานเดิมแก่ตัวลง ค่าแรงพุ่งสูงขึ้นจนค่าครองชีพแพงขึ้น และคนไทยจะแบกรับค่าใช้จ่ายไม่ไหว ในขณะเดียวกัน ถึงอย่างไรแรงงานข้ามชาติก็ต้องเดินทางเข้ามาในไทยตามกฎธรรมชาติ หากเราไม่เปิดรับอย่างถูกต้อง พวกเขาก็จะเข้ามาแบบผิดกฎหมายอยู่ดี

ที่สำคัญคือ เด็กข้ามชาติที่เกิดและเติบโตในเมืองไทย มีข้อได้เปรียบกว่าแรงงานที่เข้ามาใหม่ เพราะพวกเขาเข้าเรียนในโรงเรียนไทย พูดภาษาไทยได้ มีความรู้สึกนึกคิดและค่านิยมที่คล้ายคลึงกับคนไทย ทำให้พวกเขาสามารถปรับตัวได้ง่ายและกลมกลืนไปกับสังคมไทยได้อย่างราบรื่น

อย่างไรก็ตามแม้ที่ผ่านมากฎหมายอนุญาตให้ขอสัญชาติได้ แต่มีขั้นตอนที่ยุ่งยากและต้องผ่านกระบวนการพิสูจน์มากมาย ยกตัวอย่างเช่น มติ ครม. บางข้อที่ระบุว่า ผู้ขอสัญชาติจะต้องเรียนจบในระดับปริญญาตรีขึ้นไป ซึ่งในความเป็นจริง แม้แต่เด็กไทยแท้ ๆ ส่วนใหญ่ก็ยังเรียนไม่จบปริญญาตรี การที่พวกเขาเรียนจบระดับ ปวช. หรือ ปวส. ก็ถือว่ามีความรู้ความสามารถและเก่งมากแล้ว

เราควรปรับเกณฑ์ให้ง่ายขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับวิกฤตเด็กเกิดใหม่ลดลง เพียงแค่พวกเขาเรียนจบระดับมัธยมศึกษา หรือ ปวช./ปวส. พูดภาษาไทยได้ และอาศัยอยู่ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องประมาณ 5 ถึง 10 ปี (ซึ่งหลายประเทศใช้เวลาเพียง 5 ปีก็สามารถขอสัญชาติได้แล้ว) ก็น่าจะเพียงพอที่จะให้สัญชาติไทยแก่พวกเขาได้

เราควรเปิดช่องทางที่ชัดเจนให้คนที่อาศัยอยู่ในประเทศอยู่แล้วสามารถทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย และพัฒนาไปสู่การเป็นพลเมืองไทยในที่สุด เด็กกลุ่มนี้มีเพื่อนเป็นคนไทย พูดภาษาไทย เข้าเรียนโรงเรียนไทย และบางคนก็ตั้งชื่อเป็นภาษาไทยด้วย หากเรามอบหนทางให้เขาเป็นคนไทยได้อย่างถูกต้อง พวกเขาก็จะไม่รู้สึกแปลกแยก และพร้อมที่จะร่วมพัฒนาขับเคลื่อนสังคมไทยต่อไป

เรื่องจริงเป็นอย่างไร ?

  • ภาพประกอบเป็น “ภาพปลอมจาก AI” 100%: จากการนำภาพกลุ่มผู้หญิงอุ้มท้องที่ผู้ใช้ Threads นำมาอ้างอิงไปตรวจสอบเชิงลึก พบร่องรอยความผิดปกติของข้อความบนป้ายที่ไม่สามารถระบุภาษาได้ และใบหน้าของผู้หญิงในภาพมีลักษณะบล็อกเดียวกันซ้ำ ๆ ยืนยันว่าไม่ใช่ภาพถ่ายจริงในประเทศไทย

  • เด็กลูกหลานแรงงานต่างด้าวไม่ได้เกิดเยอะกว่าเด็กไทย: แม้ว่าปัจจุบัน อัตราเกิดคนไทยลดลง อย่างต่อเนื่อง (เฉลี่ยปีละประมาณ 400,000 คน) แต่ข้อมูลทางสถิติจากนักวิชาการระบุชัดเจนว่า ยอดเกิดของเด็กข้ามชาติในไทยมีเพียงปีละประมาณ 40,000 – 50,000 คนเท่านั้น สัดส่วนการเกิดระหว่างเด็กไทยกับเด็กข้ามชาติยังห่างกันถึง 10 เท่า การกล่าวอ้างว่าประชากรผู้อาศัยจะเกิดแซงหน้าคนไทยในอนาคตอันใกล้จึงเป็นเพียงเรื่อง ไม่เป็นความจริง (ยกเว้นในบางพื้นที่หนาแน่น เช่น สมุทรสาคร หรือ ระนอง ที่มีสัดส่วนแรงงานข้ามชาติต่อประชากรไทยสูงอยู่แล้ว)

  • เหตุผลที่คนไทยเกิดลดลง: เกิดจากปัจจัยหลัก 3 ประการ คือ

    • 1) ปัญหาเศรษฐกิจและหนี้ครัวเรือนที่สูงขยับถึงหัวละ 200,000 กว่าบาท ทำให้ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงลูก 1 คนจนจบมหาวิทยาลัย (สูงกว่า 2 ล้านบาท) กลายเป็นภาระหนัก
    • 2) ผู้หญิงไทยทำงานนอกบ้านมากขึ้น แต่งงานช้าลง และ 1 ใน 3 เลือกที่จะไม่มีครอบครัว
    • 3) ค่านิยมของคนรุ่นใหม่ที่รักอิสระและเน้นเลี้ยงสัตว์เลี้ยงแทน
  • สวัสดิการคลอดบุตรไม่ใช่สิ่งจูงใจหลัก: แรงงานข้ามชาติย้ายถิ่นฐานเข้ามาในประเทศไทยเพราะ “ค่าแรงและตลาดแรงงานไทย” ที่ขาดแคลนและให้ค่าตอบแทนสูงกว่าประเทศต้นทาง ส่วนสวัสดิการการฝากครรภ์เป็นเพียงปัจจัยรอง ซึ่งการให้สิทธิ์พวกเขาทำคลอดในระบบสาธารณสุขจะช่วยให้รัฐสามารถควบคุมโรคระบาดไม่ให้ติดต่อสู่คนไทย และช่วยระบุตัวตนเด็กเพื่อป้องกันปัญหาสังคมในอนาคตได้

Verification Documentกระบวนการตรวจสอบ

1. การตรวจสอบอัตลักษณ์ภาพถ่าย

  • นำภาพจากโพสต์ Threads ของบัญชี klangkie ไปขยายและตรวจสอบด้วยเครื่องมือ InVID-WeVerify พบจุดผิดธรรมชาติทางกายภาพ

  • เมื่อส่งภาพเข้าตรวจสอบกับระบบตรวจจับ AI ชื่อดังอย่าง AI or Not ผลลัพธ์ยืนยันว่า ภาพนี้ถูกสร้างด้วย AI สูงถึง 96% (และ Hive Moderation ตรวจพบความเป็นไปได้ที่ 41.8%) จึงระบุได้ทันทีว่าภาพที่นำมาใช้อ้างอิงคือ “ภาพปลอม”

2. การทวนสอบสถิติประชากรศาสตร์

  • สถิติจาวกกรมการปกครอง (ปี 2568): ประเทศไทยมีเด็กเกิดเพียง 416,574 คน ซึ่งลดลงจากปีก่อนหน้าเกือบ 5 หมื่นคน และมีอัตราประชากรติดลบติดต่อกันเป็นปีที่ 5

  • สถิติเปรียบเทียบจากผู้เชี่ยวชาญ: จากการสัมภาษณ์ รศ. ดร.สักกรินทร์ นิยมศิลป์ ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล (IPSR) ยืนยันว่า ยอดเกิดของเด็กข้ามชาติที่จดทะเบียนอยู่ที่ 4-5 หมื่นคนต่อปีเท่านั้น สัดส่วนจึงห่างกันเกินกว่าที่เด็กข้ามชาติจะเกิดแซงหน้าเด็กไทยได้ในระยะเวลาอันใกล้

ผลกระทบของข้อมูลเท็จนี้

  • ปลุกปั่นความเกลียดชังและแนวคิดชาตินิยมสุดโต่ง: โพสต์ดังกล่าวใช้คำถามเชิงชี้นำกระตุ้นความกลัว (เช่น “เราจะต้องร้องเพลงชาติให้ใครฟัง”) ซึ่งสร้างความหวาดระแวง ความเกลียดชังต่อกลุ่มแรงงานข้ามชาติ ทั้งที่แรงงานเหล่านี้เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมของไทย

  • สร้างความเข้าใจผิดต่อนโยบายสาธารณสุข: การบิดเบือนว่าสวัสดิการคลอดบุตรดึงดูดให้ต่างด้าวเข้ามาแห่ปั๊มลูก อาจทำให้สังคมกดดันให้รัฐยกเลิกสิทธิ์เหล่านี้ ซึ่งส่งผลร้ายแรงเพราะจะทำให้แรงงานหนีไปคลอดลักลอบนอกระบบกับหมอตำแย เสี่ยงต่อการแพร่กระจายของโรคระบาดกลับมาสู่ชุมชนคนไทย

Guidelinesข้อแนะนำเมื่อได้ข้อมูลเท็จนี้ ?

  • สังเกตความสมจริงของภาพประกอบ: ภาพ AI ที่มิจฉาชีพหรือผู้ไม่หวังดีใช้ปั่นกระแส มักมีใบหน้าที่เรียบเนียนเกินไป ตาและโครงหน้าคล้ายกันเหมือนโคลนนิ่ง และตัวอักษรบนป้ายพื้นหลังจะเบลอ อ่านไม่ออกเป็นภาษาใด ๆ

  • มอง “เด็กข้ามชาติ” เป็นโอกาสแทนความกลัว: ในทางประชากรศาสตร์ นักวิชาการเสนอว่าวิกฤตคนไทยเกิดน้อยจนขาดแคลนแรงงานในอนาคต เด็กข้ามชาติที่เกิดและโตในไทย พูดภาษาไทย เข้าเรียนโรงเรียนไทย และมีค่านิยมกลมกลืนกับสังคมไทย ถือเป็นโอกาสดีที่จะผลักดัน “นโยบายการย้ายถิ่นเพื่อทดแทนประชากร” โดยการลดเกณฑ์การขอสัญชาติให้ง่ายขึ้น (เช่น เรียนจบ ม.6 หรือ ปวช./ปวส. และอยู่ต่อเนื่อง 5-10 ปี) เพื่อดึงพวกเขามาเป็นพลเมืองขับเคลื่อนประเทศร่วมกันแทนที่จะผลักไส

  • เช็กหรือตรวจสอบ: หากเจอโพสต์ชวนตระหนกเกี่ยวกับเรื่องเชื้อชาติหรือสถิติประชากรที่ไม่มีที่มาแน่ชัด อย่าเพิ่งกดแชร์ ให้ส่งมาตรวจสอบข้อเท็จจริงกับ Thai PBS Verify เพื่อร่วมหยุดการสร้างความแตกแยกในสังคม

Verify

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Verify

ผู้เขียน

Verify

บทความที่เกี่ยวข้อง

Verify

บทความที่ได้รับความนิยม

Cyber Safe Life : รู้ทันกลลวงให้โลกออนไลน์ปลอดภัยสำหรับทุกคน