ภาพแชร์อ้างเหตุขีปนาวุธโจมตีเทลอาวีฟ ตรวจสอบแล้วเป็นภาพ AI

Thai PBS Verify พบแหล่งที่มาจาก: X
บัญชี X แชร์ภาพคล้ายลูกไฟตกจากฟ้าตกลงมาในเมือง พร้อมระบุว่า “Tel aviv 2 de marzo de 2026.Ataque iraní Entonces… Así se ve la justicia divina? ”
Thai PBS Verify พบบัญชี X แชร์ภาพคล้ายลูกไฟตกจากฟ้าตกลงมาในเมือง พร้อมระบุว่า “Tel aviv 2 de marzo de 2026.Ataque iraní Entonces… Así se ve la justicia divina? ”
แปลเป็นภาษาไทยว่า “เทลอาวีฟ วันที่ 2 มี.ค. 69 การโจมตีของอิหร่าน แล้วแบบนี้…นี่หรือที่เรียกว่าความยุติธรรมของฟ้า?”
ซึ่งโพสต์ดังกล่าวมียอดผู้เข้าชม 202,700 ครั้ง และการแสดงความรู้สึก 1,100 ครั้ง รวมทั้งมีการรีโพสต์ไปกว่า 2,300 ครั้ง อีกทั้งมีการแสดงความคิดเห็น 601 ข้อความ
นอกจากนี้ยังพบการแชร์ภาพดังกล่าวในบัญชี x และ Instagram อีกด้วย
ภาพเหตุการณ์ในเทอาวีฟ จริงหรือไม่ ?
เมื่อตรวจดูด้วยสายตา จะเห็นได้ว่าภาพมีรายละเอียดหลายจุดที่ดูแล้ว ไม่น่าเป็นภาพเหตุการณ์จริง ดังต่อไปนี้
- แนววิถีของแสง: สังเกตเส้นแสงสีส้มที่พุ่งลงมา ในภาพจริงของขีปนาวุธหรือระบบป้องกันภัยทางอากาศ เส้นแสงมักจะมีแรงเหวี่ยง มีความโค้งตามขีปนาวุธ หรือมีรอยแตกตัว แต่ในภาพนี้ เส้นแสงดูเป็น “เส้นตรงที่ขนานกันเกินไป” เหมือนการใช้แปรงดิจิทัลลากวางทับลงไป และที่สำคัญคือ “ความสว่างเท่ากันตลอดทั้งเส้น” ซึ่งในความเป็นจริง แสงจากวัตถุที่พุ่งด้วยความเร็วสูงมักจะมีความเข้มของแสงไม่เท่ากันตลอดแนว มีส่วนหัวที่สว่างกว่าและหางที่จางลง

- ควันและเงา: กลุ่มควันสีดำด้านล่างมีลักษณะการกระจายตัวที่ไม่สอดคล้องกับแสงสว่างจ้าของสิ่งที่พุ่งลงมา และควันที่พุ่งขึ้นดูเหมือนเป็นกราฟิกที่ซ้อนทับลงไป

- รายละเอียดของเมือง: แสงไฟที่ไม่มีแหล่งกำเนิด: แสงไฟในหน้าต่างตึกดูเหมือนจุดสีส้มที่ถูกแต้มลงไปลอยๆ ไม่สอดคล้องกับโครงสร้างของห้องภายในตึก

- ความสมมาตรและองค์ประกอบ: สังเกตความแตกต่างระหว่าง “ท้องฟ้า” กับ “ตัวเมือง” มันดูเหมือนเลเยอร์ (Layer) สองชั้นที่เอามาแปะทับกัน มากกว่าจะเป็นพื้นที่เดียวกันจริงๆ แสงสว่างจ้าบนฟ้าไม่ได้สะท้อนลงมาบนหลังคาตึกหรือพื้นผิวถนนในระดับที่ควรจะเป็น (ขาดการตกกระทบของแสงที่สมจริง)

ขณะเดียวกัน Thai PBS Verify เมื่อนำภาพไปตรวจสอบกับ Google Lens พบว่าเป็นภาพที่ถูกสร้างด้วย AI ของ Google และภาพดังกล่าวเหมือนหรือใกล้เคียงกับภาพที่ปรากฎในข่าวเมื่อปี 68
ภาพการตรวจสอบว่าภาพเป็นภาพที่สร้างจาก AI
นอกจากนี้เมื่อนำภาพไปตรวจสอบด้วยเครื่องมือตรวจสอบภาพ HIVE MODERATION พบว่ามีเป็นถูกสร้างด้วย AI ถึง 99 %
ภาพตรวจสอบด้วยเครื่องมือตรวจสอบภาพ HIVE MODERATION พบว่ามีเป็นถูกสร้างด้วย AI ถึง 99 %
เทียบภาพเมืองเทลอาวีฟภาพจริงและภาพจากโพสต์ ?
Thai PBS Verify ใช้การค้นหาด้วยคำสำคัญว่า “Tel aviv” พบว่าสำนักข่าว AFP มีภาพเมืองเทลอาวีฟในช่วงที่เกิดสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและอิสราเอล เมื่อวันที่ 2 มี.ค.69 โดยภาพดังกล่าวเป็นคนละภาพที่มีการแชร์ในออนไลน์
ภาพเปรียบเทียบเมืองเทลอาวีฟ ระหว่างภาพในโซเชียล(ซ้าย) และภาพจาก AFP (ขวา)
ทั้งนี้ภาพระบุว่า “March 2, 2026 – 07:00 AM
Tel Aviv, Israe
Photo by AHMAD GHARABLI / AFP
Rocket trails from an interception by Israel’s Iron Dome missile defence system are pictured over Tel Aviv on March 1, 2026.
The United States and Israel launched strikes against Iran on February 28, with Israel’s public broadcaster reporting that the Iranian supreme leader had been targeted, as the Islamic republic retaliated with barrages of missiles at Gulf states and Israel.”
แปลเป็นภาษาไทยว่า “2 มีนาคม 2026 – เวลา 07.00 น.
เทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล
ภาพโดย AHMAD GHARABLI / AFP
ร่องรอยจรวดจากการสกัดกั้นของระบบป้องกันขีปนาวุธไอรอนโดม (Iron Dome) ของอิสราเอล ถูกบันทึกภาพไว้เหนือกรุงเทลอาวีฟ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2026
สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยสถานีโทรทัศน์สาธารณะของอิสราเอลรายงานว่า ผู้นำสูงสุดของอิหร่านตกเป็นเป้าหมายการโจมตี ขณะที่สาธารณรัฐอิสลามได้ตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธระลอกใหญ่ใส่รัฐอ่าวเปอร์เซียและอิสราเอล”
สถานการณปัจจุบันของเมืองเทลอาวีฟเป็นอย่างไร ?
รายงานจาก เว็บไซต์ Times of Israel เมื่อวันที่ 1 มี.ค.69 กล่าวว่า พบหญิงวัยประมาณ 40 ปี ซึ่งเป็นผู้ดูแลผู้สูงอายุชาวต่างชาติ เสียชีวิตจากเหตุขีปนาวุธของ อิหร่าน โจมตีอาคารที่พักอาศัยในนคร เทลอาวีฟ เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา นับเป็นผู้เสียชีวิตรายแรกในอิสราเอลจากการสู้รบรอบใหม่ครั้งนี้ นอกจากนี้ยังมีผู้บาดเจ็บอีก 27 คน รวมถึงเด็กเล็กหลายราย โดยหน่วยกู้ภัยเร่งช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ในอาคารซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนัก ทางการอิสราเอลระบุว่าขีปนาวุธที่ตกใส่เป็นลูกเต็ม ไม่ใช่เพียงเศษซากจากการสกัดกั้น เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังอิสราเอลและสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเป้าหมายในอิหร่าน ส่งผลให้อิหร่านยิงขีปนาวุธตอบโต้จำนวนมาก ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดและเสี่ยงลุกลามเป็นความขัดแย้งในวงกว้างมากขึ้น
เรื่องจริงเป็นอย่างไร ?
Thai PBS Verify ตรวจสอบพบว่าภาพเหตุการณ์ที่นำมาประกอบเนื้อหาเกี่ยวกับการปะทะของอิหร่านที่เมืองเทลอาวีฟนั้น หลังจากใช้เครื่องมือตรวจสอบภาพ และ Google Lens แล้วพบว่า ภาพสร้าง AI อีกทั้งยังเคยเป็นภาพประกอบเผยแพร่ข่าวเรื่อง อิหร่านยิงขีปนาวุธพิสัยไกลโจมตีฐานต่างๆ ทั่วอิสราเอล ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 40 ราย เพื่อตอบโต้การโจมตีฐานนิวเคลียร์ มาแล้วช่วงเดือนมิ.ย. 68 ดังนั้นภาพดังกล่าวจริงไม่ใช่ภาพเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด ขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งในเมืองเทลอาวีฟ ยังอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียด
กระบวนการตรวจสอบ
- ตรวจสอบด้วยตา: แสงขีปนาวุธดูแข็งเป็นเส้นตรงและสว่างเท่ากันผิดปกติ ไม่สะท้อนลงบนพื้นผิวเมือง รวมถึง แสงไฟในหน้าต่างตึกดูเหมือนจุดสีส้มที่ถูกแต้ม ขณะที่ควันดูไม่กระจายตัวตรวจสอบด้วย Google Lens :พบว่าเป็นภาพที่ถูกสร้างด้วย AI ของ Google และภาพดังกล่าวเหมือนหรือใกล้เคียงกับภาพที่ปรากฎในข่าวเมื่อปี 68
- ตรวจสอบด้วยเครื่องมือตรวจสอบภาพ AI: เมื่อนำภาพไปตรวจสอบด้วยเครื่องมือตรวจสอบภาพ HIVE MODERATION พบว่ามีเป็นถูกสร้างด้วย AI ถึง 99 %
- ค้นหาด้วยคำสำคัญ : ค้นหาด้วยคำว่า “Tel aviv” พบว่าสำนักข่าว AFP มีภาพเมืองเทลอาวีฟในช่วงที่เกิดสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและอิสราเอล เมื่อวันที่ 2 มี.ค.69 โดยภาพดังกล่าวเป็นคนละภาพที่มีการแชร์ในออนไลน์
- ตรวจสอบแหล่งข้อมูล: เว็บไซต์ Times of Israel รายงานว่า เมื่อวันที่ 1 มี.ค.69 อิหร่านยิงขีปนาวุธถล่มอาคารที่พักในเทลอาวีฟเมื่อคืนวันเสาร์ ส่งผลให้ผู้ดูแลชาวต่างชาติเสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บอีก 27 คน เหตุการณ์นี้เป็นการตอบโต้หลังอิสราเอลและสหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน ทำให้น่ากังวลว่าความขัดแย้งจะบานปลายสู่สงครามวงกว้าง
ผลกระทบของข้อมูลเท็จ
1. สร้างความตื่นตระหนกและความเข้าใจผิด: ภาพเหตุการณ์รุนแรงที่ถูกนำเสนอว่าเป็นของจริง อาจทำให้ประชาชนเชื่อว่าสถานการณ์ลุกลามหนักกว่าความเป็นจริง และเกิดความหวาดกลัวโดยไม่จำเป็น
2. กระทบตลาดการเงินและสินค้าโภคภัณฑ์: ข่าวลวงเกี่ยวกับสงครามสามารถกระตุ้นแรงซื้อทองคำ ราคาน้ำมัน ค่าเงิน และตลาดหุ้นให้ผันผวนจากความกังวลเกินจริง
3. บั่นทอนความเชื่อมั่นต่อสื่อและข้อมูลออนไลน์: เมื่อผู้คนพบว่าภาพเป็น AI อาจทำให้เกิดความสับสน ไม่แน่ใจว่าข่าวใดเชื่อถือได้ ส่งผลต่อความไว้วางใจในสื่อโดยรวม
4.ซ้ำเติมความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศ: ข้อมูลเท็จที่พาดพิงประเทศหรือเมืองสำคัญ อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อ และเพิ่มความขัดแย้งในโลกออนไลน์
5.ทำให้การรับมือสถานการณ์จริงยากขึ้น: เมื่อมีข้อมูลปลอมปะปนกับข่าวจริง หน่วยงานรัฐและสื่อจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากในการตรวจสอบและชี้แจง ทำให้การสื่อสารในภาวะวิกฤตซับซ้อนขึ้น
6.ตอกย้ำความเสี่ยงจากสื่อสังเคราะห์: เทคโนโลยี AI ทำให้การสร้างภาพเหตุการณ์สมจริงทำได้ง่ายและรวดเร็ว หากประชาชนขาดทักษะรู้เท่าทันสื่อ อาจตกเป็นเหยื่อของข้อมูลบิดเบือนได้ง่าย
ข้อแนะนำเมื่อได้ข้อมูลเท็จนี้ ?
- อย่าเพิ่งแชร์ทันที: หากเห็นภาพหรือคลิปเหตุการณ์รุนแรง ควรหยุดคิดและตรวจสอบก่อนส่งต่อ โดยเฉพาะเนื้อหาที่กระตุ้นอารมณ์ตกใจ โกรธ หรือหวาดกลัว
- ตรวจสอบแหล่งที่มา: ดูว่าข้อมูลมาจากสำนักข่าวที่น่าเชื่อถือหรือไม่ มีการอ้างอิงหน่วยงานทางการหรือไม่ หรือเป็นเพียงโพสต์จากบัญชีส่วนตัว
- สังเกตรายละเอียดในภาพ: ตรวจดูความผิดปกติ เช่น เงา แสง สัดส่วนวัตถุ ตัวอักษร หรือองค์ประกอบที่ดูผิดธรรมชาติ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาพที่สร้างด้วย AI
- ค้นหาข่าวจากหลายแหล่ง: หากเป็นเหตุการณ์ใหญ่ระดับนานาชาติ ควรมีรายงานจากสื่อหลักหลายแห่ง หากค้นหาแล้วไม่พบข้อมูลสอดคล้องกัน ควรตั้งข้อสงสัย
- ใช้เครื่องมือค้นหาภาพย้อนกลับ (Reverse Image Search): เพื่อตรวจสอบว่าภาพเคยถูกใช้มาก่อนหรือถูกสร้างขึ้นใหม่หรือไม่









