คลิปอ้างอิหร่านยิงจรวด 1,800 ลูก Burj Khalifa ดูไบ เป็นภาพสร้างด้วย AI

Thai PBS Verify พบแหล่งที่มาจาก: X
ภาพบัญชี x แชร์คลิปวิดีโอภาพเหตุการณ์ตึกโดนเผาไหม้ ท่างกลางการชุลมุนของประชาชน
Thai PBS Verify พบบัญชีใน x แชร์คลิปวิดีโอภาพเหตุการณ์ตึกโดนเผาไหม้ ท่างกลางการชุลมุนของประชาชน พร้อมระบุข้อความว่า “Iran fired 1,800 missiles at the Burj Khalifa. Every single missile hit the target. #USAirForce #Russia #SaudiArabia #Netanyahu”
แปลเป็นภาษาไทยว่า “อิหร่านยิงจรวด 1,800 ลูกใส่ บุรจญ์คาลิฟา ทุกลูกได้พุ่งตรงเป้าเลย”
ซึ่งโพสต์ดังกล่าวมียอดผู้ชม 50,000 ครั้ง มีการแสดงความคิดเห็น 57 ข้อความ และมีการแสดงความรู้สึก 59 ครั้ง
ทั้งนี้ เมื่อสังเกตด้านล่างคลิปที่เขียนว่า “From Mojtaba Khamenei” และคลิกเข้าไปจะพบว่าโพสต์ของชื่อบัญชีนี้มีการโพสต์คลิปนี้เช่นกัน โดยด้านล่างจะขึ้นว่า “Readers added context to this video on another post Misinformation!The video is AI-generated. Nothing to do with reality.”
ภาพคลิปวิดีโอจากบัญชี X ชื่อ Mojtaba Khamenei
ภาพเหตุการณ์ตึก Burj Khalifa ที่ดูไบ โดนระเบิดจริงหรือไม่ ?
Thai PBS Verify พิจารณาวิดีโอด้วยตาเปล่า พบว่ามีจุดสังเกตที่น่าสงสัยว่าจะเป็นวิดีโอที่สร้างจาก AI ดังนี้
1. ลักษณะของควัน: ควันที่พุ่งออกมามีลักษณะเป็นก้อนที่ค่อนข้าง “วนซ้ำ” (Loop) หรือมีการเคลื่อนไหวที่ดูหนืดเกินกว่าความเป็นจริงเมื่อเทียบกับระดับความสูงและความแรงของลมในที่สูงขนาดนั้น

2. แสงและเงา: แสงไฟที่ลุกไหม้ไม่ได้สะท้อนลงบนพื้นผิวตึกหรือกระจกข้างเคียงอย่างเป็นธรรมชาติ รวมถึงแสงสว่างของไฟดู “ลอย” ออกมาจากตัวตึก

3. สภาพตัวตึก: ตึกระดับโลกอย่าง Burj Khalifa มีระบบระงับอัคคีภัยที่ทันสมัยมาก หากเกิดไฟไหม้รุนแรงขนาดนี้ ตัวกระจกและโครงสร้างภายนอกจะต้องมีการแตกหักหรือเปลี่ยนแปลงทางกายภาพที่ชัดเจนกว่านี้
ตึก Burj Khalifa ในวิดีโอเป็นตึกจริงหรือไม่ ?
นอกจากนี้ เมื่อใช้ Google Maps ดูลักษณะตึก Burj Khalifa จะพบว่าลักษณะตึกในคลิปและ Google Maps มีแตกต่างกันบริเวณด้านล่างของตึก
ภาพเปรียบเทียบตึกในคลิปวิดีโอ (ซ้าย) และภาพตึกใน Google maps (ขวา)
ขณะเดียวกัน Thai PBS Verify นำคลิปวิดีโอดังกล่าวไปตรวจสอบด้วยเครื่องมือตรวจสอบวิดีโอ AI อย่าง HIVE MODERATION พบว่ามีเป็นคลิปที่ถูกสร้างด้วย AI ถึง 99.9 %
ภาพที่นำคลิปวิดีโอไปตรวจสอบด้วย HIVE MODERATION พบว่ามีเป็นคลิปที่ถูกสร้างด้วย AI ถึง 99.9 %
สถานการณ์ปัจจุบันของดูไบ หลังเกิดเหตุการณ์การปะทะ ระหว่างอิหร่านและ อเมริกา
เมื่อวันที่ 1 มี.ค. 69 สำนักงานสื่อรัฐบาลดูไบ (WAM) รายงานว่า ทีมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยนครดูไบสามารถควบคุมเหตุเพลิงไหม้เล็กน้อยที่เกิดขึ้นบริเวณด้านนอกอาคารของโรงแรมเบิร์จอัลอาหรับได้เรียบร้อยแล้ว โดยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเอมิเรตส์ระบุว่า สาเหตุของเหตุการณ์มาจากเศษซากโดรนที่ถูกสกัดกั้นและตกลงมาใส่บริเวณดังกล่าว
เรื่องจริงเป็นอย่างไร ?
Thai PBS Verify ตรวจสอบคลิปวิดีโอภาพเหตุการณ์ตึกโดนระเบิดพบว่า เมื่อตรววสอบด้สยตาเปล่าเบื้องต้น รวมถึงการใช้เครื่องมือตรวจสอบ พบว่าเป็นคลิปที่ถูกสร้างด้วย AI ถึง 99.9 % นอกจากนี้เมื่อใช้ Google Maps พบว่าภาพตึกในคลิปและตึก Burj Khalifa ไม่ใช่ตึกเดียวกัน อีกทั้งสถานการณ์ในปัจจุบันโรงแรมเบิร์จอัลอาหรับ โดนเศษโดรนที่ถูกสกัดกั้นและตกลงมาใส่บริเวณดังกล่าวเท่านั้น
กระบวนการตรวจสอบ
- ตรวจสอบจุดสังเกตวิดีโอ AI : ควันเคลื่อนไหวผิดธรรมชาติแบบวนซ้ำและดูหนืดเกินจริงเมื่อเทียบกับระดับความสูง รวมถึงแสงไฟดูหลอกตาไม่สะท้อนกระจกตึก
- ตรวจสอบผ่าน Google Maps: ใช้ Google Maps ดูลักษณะตึก Burj Khalifa จะพบว่าลักษณะตึกในคลิปและ Google Maps มีแตกต่างกันบริเวณด้านล่างของตึก
- ตรวจสอบด้วยเครื่องมือตรวจสอบวิดีโอ AI : นำคลิปวิดีโอไปตรวจสอบด้วย HIVE MODERATION พบว่ามีเป็นคลิปที่ถูกสร้างด้วย AI ถึง 99.9 %
- ตรวจสอบผ่านแหล่งข้อมูล : จากการรายงานข่าวพบของสำนักงานสื่อรัฐบาลดูไบ พบว่า เหตุเพลิงไหม้เล็กน้อยที่เกิดขึ้นบริเวณด้านนอกอาคารของโรงแรมเบิร์จอัลอาหรับ เนื่องจากเศษโดรนสกัดกั้นหล่นบริเวณดังกล่าว
ผลกระทบเมื่อได้รับข้อมูลเท็จ
- สร้างความแตกตื่น (Public Panic): ข้อมูลที่อ้างว่าขีปนาวุธ 1,800 ลูกถล่มตึกสำคัญ ทำให้คนในพื้นที่เกิดความโกลาหล แย่งชิงทรัพยากร หรืออพยพอย่างไม่เป็นระเบียบ ซึ่งอาจนำไปสู่การบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุบนท้องถนนได้
- บดบังข้อมูลจริง: ในภาวะความไม่สงบ ข้อมูลที่ถูกต้องเรื่องทางหนีไฟหรือจุดหลบภัยเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ข่าวปลอมจะทำให้ประชาชนสับสนจนไม่รู้ว่าควรเชื่อคำสั่งจากหน่วยงานใด
- ความเชื่อมั่นลดลง: ดูไบเป็นศูนย์กลางธุรกิจและการบินระดับโลก ภาพตึก Burj Khalifa ไฟไหม้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและนักท่องเที่ยว ทำให้มีการยกเลิกการจองโรงแรมและเที่ยวบินจำนวนมาก
- กระทบสายการบิน: แม้สนามบินจะเปิดได้บางส่วน แต่ข่าวปลอมเรื่องการโจมตีรุนแรงอาจทำให้สายการบินตัดสินใจระงับเที่ยวบินนานกว่าที่ควรจะเป็น ส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจโลก
- ยกระดับความขัดแย้ง: ข้อมูลที่บิดเบือนจำนวนลูกขีปนาวุธหรือเป้าหมายที่ถูกโจมตี อาจถูกนำไปใช้เป็นข้ออ้างในการตอบโต้ทางทหารที่รุนแรงขึ้น (Escalation) จากความเข้าใจผิดของแต่ละฝ่าย
- ทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐ: ข่าวปลอมมักมุ่งเป้าให้ประชาชนรู้สึกว่ารัฐบาลไม่สามารถปกป้องพวกเขาได้ หรือปิดบังความจริง ซึ่งเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงจากภายใน
ข้อแนะนำเมื่อได้ข้อมูลเท็จนี้ ?
1. ใช้หลัก “หยุด คิด ถาม” (Stop, Think, Check): เมื่อเจอข่าวที่ทำให้รู้สึกตระหนกหรือโกรธ ให้หยุดแชร์ทันที เพราะข่าวปลอมมักออกแบบมาเพื่อกระตุ้นอารมณ์ และพิจารณาความสมเหตุสมผล เช่น ขีปนาวุธ 1,800 ลูกถือเป็นจำนวนมหาศาล หากเกิดขึ้นจริงต้องเป็นข่าวใหญ่ระดับโลกในทุกสำนักข่าว ไม่ใช่แค่ในโซเชียลมีเดีย พร้อมตั้งคำถามกับแหล่งที่มาว่าใครเป็นคนส่ง และเขามีวัตถุประสงค์อะไร
2. ใช้การค้นหาภาพย้อนกลับ (Reverse Image Search): นำภาพแคปจากวิดีโอไปค้นหาใน Google Lens หรือ TinEye เพื่อดูว่าภาพนี้เคยปรากฏที่ไหนมาก่อน หรือเป็นภาพจากหนัง/เกมหรือไม่
3. เช็กสำนักข่าวหลัก: เข้าไปดูที่เว็บไซต์ข่าวที่น่าเชื่อถือมากกว่า 1 แหล่ง หากไม่มีรายงานข่าวเหตุการณ์รุนแรงขนาดนี้ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นข่าวปลอม
3. สังเกตความผิดปกติของ AI : สังเกตรายละเอียดที่ AI มักทำพลาด เช่น แสงเงาที่ไม่สมจริง (แสงไฟไม่สะท้อนกระจก), การเคลื่อนไหวของควันที่ดูวนซ้ำผิดปกติ หรือรายละเอียดโครงสร้างตึกที่ดูเบลอหรือบิดเบี้ยวเมื่อมองใกล้ ๆ
4. ไม่ส่งต่อ และแจ้งเตือนผู้อื่น: หากยืนยันได้ว่าเป็นข่าวปลอม ไม่ควรแชร์ต่อ แม้จะแชร์เพื่อด่าหรือประชด เพราะการแชร์จะยิ่งช่วยให้ระบบอัลกอริทึมส่งต่อภาพนั้นให้กว้างขึ้น









