ตรวจสอบแล้ว อินเดียสั่งกักตัว 100 คน คุม “ไวรัสนิปาห์” ระบาดใหม่ในรอบ 19 ปี จริง ด้านผู้เชี่ยวชาญระบุ อันตรายกว่าโควิด-19 แต่ติดได้ยากกว่า

Thai PBS Verify พบแหล่งที่มาจาก : Facebook
ภาพบันทึกหน้าจอแสดงโพสต์ระบุพบการระบาดของไวรัสนิปาร์ครั้งแรกในรอบ 19 ปี
Thai PBS Verify ตรวจสอบโพสต์จากเพจ “Army Military Force” ที่ระบุข้อความว่า
ด่วน! อินเดียวิกฤต สั่งล็อกดาวน์กลุ่มเสี่ยงกักตัวนับร้อย เร่งสกัด ‘ไวรัสนิปาห์’ อุบัติขึ้นครั้งแรกในรอบ 19 ปี ร้ายแรงกว่าโควิด หลังระบาดหนักในเวสต์เบงกอล พบเชื้อจากค้างคาว ไร้วัคซีนรักษา พร้อมสั่งจับตาอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่แต่ตายสูง เตือนอันตรายถึงขั้นสมองอักเสบ-โคม่า
โดยโพสต์ดังกล่าวมีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นเกือบ 2,000 ครั้ง รวมถึงแชร์โพสต์ดังกล่าวไปกว่า 15,000 ครั้ง
มีการระบาดของไวรัสนิปาห์จริงหรือไม่ ?
จากการตรวจสอบของ Thai PBS Verify ด้วยเครื่องมือตรวจสอบภาพ Google Lens พบว่าหนึ่งในภาพที่นำมาโพสต์นั้น เป็นภาพที่ถูกเผยแพร่ในข่าวของ AFP ตั้งแต่ปี 2023 โดยเป็นการระบาดของไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus) ในเมืองโคซิโคเด ในประเทศอินเดีย ที่เผยแพร่ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2023
ภาพเพื่อการประกอบข่าวเท่านั้น ไม่ใช่เหตุการณ์ในปัจจุบัน ภาพจาก AFP September 16, 2023
สำหรับการระบาดของไวรัสนิปาห์ เกิดขึ้นจริงหรือไม่นั้น จากการตรวจสอบด้วยคำสำคัญ เราพบรายงานจากเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือหลายแห่ง ที่ระบุถึงการระบาดของไวรัสนิปาห์ ที่เกิดขึ้นจริงในประเทศอินเดีย เช่น
UK Health Security Agency ซึ่งเป็น หน่วยเฝ้าระวังโรคระบาดของรัฐบาลอังกฤษ ได้รายงานเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 ยืนยันว่า ทางการอินเดียพบผู้ป่วยจากไวรัสนิปาห์จริงจำนวน 2 ราย พร้อมกับระบุว่า ยังไม่พบผู้ป่วยจากเชื้อไวรัสชนิดนี้ในอังกฤษ
หน่วยเฝ้าระวังโรคระบาดของรัฐบาลอังกฤษ รายงานยืนยันว่า ทางการอินเดียพบผู้ป่วยจากไวรัสนิปาห์ จำนวน 2 ราย เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569
ขณะที่เว็บไซต์ The Economic Times ซึ่งเป็นสื่อของประเทศอินเดีย รายงานยืนยันพบการระบาดของไวรัสนิปาห์ ในรัฐเวสต์เบงกอล ซึ่งอยู่ระหว่างการกักกันตัวประชาชน 100 คน เพื่อควบคุมไวรัส และตรวจสอบวิธีการแพร่กระจาย อาการ และการรักษา
เว็บไซต์ The Economic Times สื่อของประเทศอินเดีย รายงานยืนยันพบการระบาดของไวรัสนิปาห์ ในรัฐเวสต์เบงกอล และอยู่ระหว่างการกักกันตัวประชาชน 100 คน
ไวรัสนิปาห์ เป็นไวรัสชนิดใหม่หรือไม่ ?
เราตรวจสอบเรื่องนี้กับ ศ.เกียรติคุณ ดร.วสันต์ จันทราทิตย์ หัวหน้าศูนย์จีโนมทางการแพทย์ ซึ่งเปิดเผยว่า “ไวรัสนิปาห์” ไม่ถือว่าเป็นไวรัสที่เกิดขึ้นใหม่ เพราะเกิดขึ้นมาแล้วราว 1,000 ปี แต่ผู้คนเพิ่งจะมีการรู้จักไวรัสนี้อย่างจริงจังเมื่อปี 1998 (พ.ศ. 2541) ที่มีการเริ่มถอดรหัสพันธุกรรม โดยจุดกำเนิดของไวรัสดังกล่าวมาจากค้างคาว
สำหรับลักษณะอาการของไวรัสนิปาห์นั้น หากเทียบกับโควิด-19 จะถือว่าติดต่อได้ยากกว่า เพราะต้องเป็นการสัมผัสอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการสัมผัสสารคัดหลั่ง เช่น การไอ จาม แต่อัตราการเสียชีวิตของไวรัสนี้มีอัตราการเสียชีวิตที่สูงราว 40-50%
ศ.เกียรติคุณ ดร.วสันต์ จันทราทิตย์ หัวหน้าศูนย์จีโนมทางการแพทย์
ส่วนลักษณะอาการของไวรัสนิปาห์นั้น จะมีลักษณะคล้ายกับโควิด-19 คือมีอาการทางระบบทางเดินหายใจปวดหัวตัวร้อน แต่ความรุนแรงของอาการจะแตกต่างจากโควิด-19 ตรงที่มีการทำให้เกิดการอักเสบของสมอง แต่ในส่วนของโควิด-19 นั้น จะมีการอักเสบของปอดมากกว่า ซึ่งผู้ที่ติดไวรัสจะต้องถูกกักตัวและทำการรักษาตามอาการ โดยระยะฟักตัวจนถึงการเสียชีวิตนั้น มีรายงานระบุว่าอยู่ระหว่าง 2 สัปดาห์
จากการศึกษาของผู้ติดเชื้อรายแรกที่เสียชีวิตพบว่า ผู้เสียชีวิตเป็นหญิงมีประวัติกินน้ำตาลสด ซึ่งเชื่อว่า อาจจะมีสาเหตุมาจากการที่ค้างคาว ปัสสาวะหรืออุจจาระลงมาในช่วงที่มีการเก็บผลผลิต และผู้ป่วยได้มีการดื่มน้ำตาลสดนั้นโดยที่ไม่ได้มีการทำให้สุกก่อน
ไวรัสนิปาห์มียารักษาหรือไม่ ?
สำหรับยารักษานั้นปัจจุบันยังคงอยู่ระหว่างการทดสอบในระยะที่ 2 จาก 3 ระยะ ซึ่งหากเกิดการระบาดอย่างหนัก ก็สามารถที่จะผลิตวัคซีนออกมาอย่างเร่งด่วนได้ภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี โดยจะเป็นลักษณะของ mRNA เช่นเดียวกับโควิด-19 ซึ่งการทดสอบปัจจุบันนั้นมีการทดสอบกับคนมาแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้มีการทดสอบกับคนจำนวนมาก เนื่องจากการระบาดยังไม่ได้เป็นการระบาดในวงกว้าง โดยที่ผ่านมาพบการระบาดเพียง 2-3 คน และการระบาดก็ได้หยุดไป ทำให้การพัฒนาวัคซีน จึงไม่ได้มีความเร่งรีบมากนัก
ส่วนการตรวจหาว่าเชื้อไวรัสนั้น ปัจจุบันสามารถตรวจได้ด้วยวิธีตรวจสารคัดหลั่ง เช่น วิธี PCR ควบคู่กับการเจาะเลือด เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่าการตรวจด้วยวิธี PCR อย่างเดียวบางเคสไม่พบเชื้อ แต่กลับไปพบเชื้ออยู่ในแอนติบอดีในเลือดของผู้ป่วยแทน
มีโอกาสที่จะระบาดมาสู่ประเทศไทยหรือไม่ ?
สำหรับประเทศไทยแม้จะยังไม่มีการระบาด แต่ที่ผ่านมาเคยมีนักวิจัยของไทย ที่เจาะเลือดค้างคาวตัวอย่างในประเทศ และพบแอนติบอดีหรือโปรตีนที่สร้างขึ้นเพื่อต่อต้านไวรัสอยู่ในตัวของค้างคาวมาก่อน ซึ่งมีสารพันธุกรรมที่คล้ายกับไวรัสนิปาห์
ส่วนจะต้องกังวลหรือไม่นั้น ศ.เกียรติคุณ ดร.วสันต์ ระบุว่า สำหรับประเทศไทยอาจจะต้องแจ้งเตือนไปยังนักท่องเที่ยวของไทย ที่เดินทางไปที่ประเทศอินเดีย ว่าให้ตรวจสอบอาหารการกิน โดยเฉพาะผลไม้ที่มีรอยแทะของฟันสัตว์ เพราะอาจจะเป็นรอยแทะของค้างคาวได้
นอกจากนี้อาจจะต้องเฝ้าระวังนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ ที่เดินทางเข้ามาสู่ประเทศไทย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากอินเดียที่เป็นพื้นที่การระบาด เพราะระยะการฝักตัวที่มีระยะการฟักตัวถึง 2 สัปดาห์ หากนักท่องเที่ยวที่เข้ามามีเชื้ออยู่ ก็จะมีการแสดงอาการเมื่ออยู่ในประเทศแล้ว และอาจแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่นได้
ที่ผ่านมาเคยมีการระบาดที่ไหนบ้าง ?
ทั้งนี้ที่ผ่านมาพบการระบาดในเอเชียใต้ ได้แก่ อินเดีย, เนปาล, บังกลาเทศ, มาเลเซีย รวมถึงสิงคโปร์ ซึ่งสำหรับสิงคโปร์นั้น พบการระบาดเป็นที่แรก โดยเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1999 (พ.ศ. 2542) และมีผู้ติดเชื้อจำนวน 11 คน โดยมีผู้เสียชีวิตจากการระบาดในครั้งนั้น 1 คน โดยสาเหตุของการระบาดในครั้งนั้นเกิดจากการนำเข้าหมูที่มีเชื้อจากมาเลเซีย ที่ติดเชื้อจากค้างคาวแม่ไก่ไปยังหมูในฟาร์มที่มาเลเซีย ก่อนจะถูกส่งต่อมายังสิงคโปร์ ซึ่งผู้ที่ติดเชื้อนั้นมีอาชีพชำแหละสัตว์
สถานการณ์ระบาดในปัจจุบันเป็นอย่างไร
ข้อมูลระบุว่าพบผู้ป่วยยืนยัน 5 ราย ในเมืองบาราซัต (Barasat) ใกล้เมืองโกลกาตา โดยกลุ่มผู้ติดเชื้อประกอบด้วยแพทย์และพยาบาล ซึ่งติดเชื้อจากการดูแลคนไข้รายหนึ่งที่เสียชีวิตไปก่อนหน้านี้ด้วยอาการคล้ายคลึงกัน
ภาพจำลองไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus)
ข้อควรระวังและคำแนะนำ
แม้ไวรัสนิปาห์จะมีอัตราการเสียชีวิตสูง แต่การแพร่ระบาดจากคนสู่คนยังทำได้ยากกว่าโควิด-19 (ต้องสัมผัสสารคัดหลั่งโดยตรง) วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือ:
- หลีกเลี่ยงการกินผลไม้ที่มีรอยกัดของสัตว์
- หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำช่อดอกอินทผลัมสดที่อาจปนเปื้อนปัสสาวะค้างคาว
- ล้างมือบ่อยๆ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่วยในพื้นที่เสี่ยง








