Profile icon

นโยบายน้ำมัน 25 บาท รวมไทยสร้างชาติ นักวิชาการชี้ทำยาก-เสี่ยงหนี้ท่วม

DateClock icon19:06|การเมืองViews0
Thai PBS Verify ตรวจสอบนโยบายของพรรครวมไทยสร้างชาติ เสนอ ลดราคาเบนซิน–ดีเซลเหลือลิตรละ 25 บาท ด้านนักวิชาการมองว่า นโยบายอาจสร้างภาระค่าใช้จ่ายให้ภาครัฐสูงเกินไป แนะควรปรับลดราคาเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยหรือผู้ถือบัตรสวัสดิการประชารัฐจะเหมาะสมกว่า

พรรครวมไทยสร้างชาติ  ได้โพสต์คลิปวิดีโอ ที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี อันดับ 1 ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ #ฟังหูไว้หู ทางช่อง 9 MCOT HD ถึงประเด็นปฏิรูประบบกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ชูโมเดล ‘คลังน้ำมันสำรองแห่งชาติ’ ตั้งเป้าลดราคา ‘เบนซิน-ดีเซล’ หน้าปั๊มเหลือ 25 บาท/ลิตร

เพจเฟซบุ๊กรวมไทยสร้างชาติ โพสต์คลิปวิดีโอ ที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี อันดับ 1 ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ #ฟังหูไว้หู ทางช่อง 9 MCOT HD ถึงประเด็นปฏิรูประบบกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ชูโมเดล ‘คลังน้ำมันสำรองแห่งชาติ’ ตั้งเป้าลดราคา ‘เบนซิน-ดีเซล’ หน้าปั๊มเหลือ 25 บาท/ลิตร

เพจเฟซบุ๊กรวมไทยสร้างชาติ โพสต์คลิปวิดีโอ ที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี อันดับ 1 ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ #ฟังหูไว้หู ทางช่อง 9 MCOT HD ถึงประเด็นปฏิรูประบบกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ชูโมเดล ‘คลังน้ำมันสำรองแห่งชาติ’ ตั้งเป้าลดราคา ‘เบนซิน-ดีเซล’ หน้าปั๊มเหลือ 25 บาท/ลิตร

ซึ่งจากโพสต์ดังกล่าว Thai PBS Verify จึงได้ย้อนไทม์ไลน์นโยบาย “ลดราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินเหลือ 25 บาท ” เพื่อดูว่า ก่อนหน้านี้เคยมีพรรคการเมืองใดนำมาใช้เป็นนโยบายหาเสียงแล้วบ้าง และในปัจจุบันนโยบายราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินมีแนวทางอย่างไร

เส้นทางนโยบายน้ำมันของพรรครวมไทยสร้างชาติ 

25 ก.พ. 66: พรรคเริ่มเปิดตัวชุดนโยบายแรก ๆ โดยเน้นการสานต่อผลงานของ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งรวมถึงการบริหารจัดการราคาพลังงานในช่วงวิกฤตการณ์โลก

21 มี.ค. 66: ปล่อยคลิปโปรโมตนโยบายชุดใหญ่ 13 นโยบาย ซึ่งหนึ่งในหัวข้อหลักคือ “การแก้ปัญหาน้ำมันแพงและค่าครองชีพ

18 เม.ย. 66: นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (หัวหน้าพรรค) แถลงเน้นย้ำเรื่อง “รื้อ โครงสร้างราคาน้ำมัน” โดยระบุว่าพรรคมีแผนจะแก้ไขกฎหมายพลังงานเพื่อลดภาระประชาชน ไม่ใช่แค่การอุดหนุนราคาชั่วคราว

26 เม.ย. 66: พล.อ.ประยุทธ์ นำแถลงนโยบาย “ทำแล้ว ทำอยู่ ทำต่อ” อย่างเป็นทางการ 16 ข้อ โดยมีไฮไลต์เรื่อง “น้ำมันราคาถูก” และการบริหารจัดการก๊าซหุงต้ม/ไฟฟ้า สำหรับกลุ่มเป้าหมายและเกษตรกร

ก.ย. 66 (หลังจัดตั้งรัฐบาล): หลังจากนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ผลักดันมาตรการ ลดราคาน้ำมันดีเซลให้ต่ำกว่า 30 บาท/ลิตร และลดราคาน้ำมันเบนซินในเวลาต่อมา ตามที่เคยหาเสียงไว้

สมรภูมินโยบายพลังงาน ในการเลือกตั้งปี 66

ในการเลือกตั้งปี 2566 นโยบาย “ลดราคาน้ำมันและพลังงาน” กลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่พรรคการเมืองต่างหยิบมาใช้หาเสียง เนื่องจากเป็นช่วงที่ประชาชนเผชิญปัญหาค่าครองชีพสูง ทำให้แต่ละพรรคต่างเสนอแนวทางและตัวเลขการปรับลดราคาพลังงานในรูปแบบที่แตกต่างกันได้แก่ 

  1. พรรคพลังประชารัฐ (มี.ค. 66): นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ แถลงนโยบาย น้ำมันประชาชน โดยชูตัวเลขที่สร้างความฮือฮามากที่สุดคือ ลดราคาเบนซินลงลิตรละ 18 บาท และดีเซล 6 บาท โดยการปรับโครงสร้างภาษีและค่าการตลาด
  2. พรรครวมไทยสร้างชาติ (เม.ย. 66): ชูนโยบาย ทำแล้ว ทำอยู่ ทำต่อ โดยเน้นการ “รื้อ” โครงสร้างราคาน้ำมันที่ไม่เป็นธรรม และ “ลด” ราคาเพื่อช่วยกลุ่มเป้าหมาย เช่น เกษตรกรและผู้ขับขี่รถสาธารณะ
  3. พรรคเพื่อไทย (เม.ย. 66): ประกาศเป็นนโยบายเร่งด่วน 100 วันแรก หากได้เป็นรัฐบาลจะ ลดราคาน้ำมันและค่าไฟทันที เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ (ซึ่งได้ดำเนินการจริงในช่วง ก.ย. 66 หลังจัดตั้งรัฐบาล โดยลดดีเซลเหลือไม่เกิน 30 บาท)
  4. พรรคประชาธิปัตย์ (เม.ย. 66): เสนอการ ยกเลิก Import Parity หรือการอ้างอิงราคานำเข้าจากสิงคโปร์ เพราะไทยผลิตเองได้บางส่วน ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันลดลงทันทีอย่างน้อย 1.20 บาท/ลิตร โดยไม่ต้องกู้เงิน
  5. พรรคภูมิใจไทย (เม.ย. 66) : แม้จะไม่มีตัวเลขลดราคาน้ำมันต่อลิตรชัดเจน แต่เน้นนโยบาย พลังงานสะอาด เช่น ติดโซล่าเซลล์ฟรีทุกครัวเรือนเพื่อลดค่าไฟ และสิทธิซื้อรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าผ่อนเดือนละ 100 บาท เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมัน

 

สถานการณ์ราคาน้ำมันดีเซล – เบนซินเป็นอย่างไร ?

ข้อมูลล่าสุด ณ เดือน มกราคม 2569 นโยบายราคาน้ำมันของรัฐบาลยังคงเน้นไปที่การ “ตรึงราคาและลดค่าครองชีพ” ผ่านกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยมีสถานะปัจจุบันดังนี้

1. นโยบายราคาน้ำมันดีเซล

รัฐบาลมีนโยบายหลักในการ ตรึงราคาดีเซลให้ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร เพื่อควบคุมต้นทุนค่าขนส่งและราคาสินค้า

  • สถานะล่าสุด (9 ม.ค. 69): คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติปรับลดราคาน้ำมันดีเซลลงอีก 50 สตางค์ * ราคาปัจจุบัน: ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลอยู่ที่ประมาณ 29.94 บาทต่อลิตร (ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล)

2. นโยบายราคาน้ำมันเบนซิน/แก๊สโซฮอล์

แม้จะไม่ใช่การตรึงราคาแบบตายตัวเหมือนดีเซล แต่รัฐบาลใช้การปรับลดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ เพื่อช่วยลดราคาขายปลีกเป็นระยะตามสถานการณ์โลก

  • สถานะล่าสุด: มีการปรับลดราคาขายปลีกกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ลง 50 สตางค์ มีผลตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2569 เช่นกัน เพื่อบรรเทาภาระประชาชนในช่วงต้นปี 
  • ราคาประมาณการ: * แก๊สโซฮอล์ 95: ~30.85 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 91: ~30.48 บาท/ลิตร
    • E20: ~28.64 บาท/ลิตร

3. สถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (ข้อมูล ณ ม.ค. 69)

ปัจจุบันกองทุนน้ำมันฯ ยังคงมีสถานะ “ติดลบ” แต่มีแนวโน้มที่ดีขึ้นกว่าช่วงก่อนหน้า

  • ภาพรวม: ติดลบประมาณ 3,000 – 4,700 ล้านบาท
  • บัญชีน้ำมัน: เป็นบวก (มีกำไรสะสม) ประมาณ 34,000 – 36,000 ล้านบาท
  • บัญชีก๊าซ LPG: ติดลบหนักประมาณ 39,000 ล้านบาท (เนื่องจากต้องแบกภาระตรึงราคาก๊าซหุงต้มไว้อย่างต่อเนื่อง)

ลดน้ำมัน 25 บาท ทางออกค่าครองชีพ หรือภาระการคลังระยะยาว ?

ศาสตราจารย์ ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านพลังงาน กล่าวว่า ปัจจุบันน้ำมันดีเซลราคาอยู่ที่ประมาณลิตรละ 30 กว่าบาท ส่วนเบนซินก็สูงกว่าเล็กน้อย หากต้องการลดลงเหลือ 25 บาท จะต้องลดลงประมาณ 5 บาท ซึ่งส่วนที่จะลดได้มากที่สุดคือภาษีสรรพสามิตที่อยู่ราว 4–5 บาท ส่วนที่เหลืออาจต้องดึงเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาเสริมอีก 2–3 บาท แต่กองทุนอยู่ในสถานะติดลบหลายหมื่นล้านบาท หากนำมาใช้เพิ่มเติมก็จะทำให้ภาระหนี้ของกองทุนเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันรายได้ภาษีของรัฐก็ต่ำกว่าเป้าอยู่แล้ว หากลดราคาน้ำมันได้ตามนโยบายก็จะช่วยค่าครองชีพประชาชนมาก แต่จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้จำนวนมากและเพิ่มภาระหนี้ของกองทุนและรัฐบาล

ศาสตราจารย์ ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านพลังงาน

ศาสตราจารย์ ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านพลังงาน

สำหรับแนวทางระยะยาวเพื่อลดภาระพลังงาน ดร.พรายพล เสนอว่า การช่วยเหลือควร “เฉพาะกลุ่ม” ตั้งเป้าไปที่ผู้มีรายได้น้อยหรือผู้ถือบัตรสวัสดิการประชารัฐ โดยอาจสนับสนุนค่าเชื้อเพลิงหรือแก๊สหุงต้มตามปริมาณใช้ที่จำเป็นแทนการลดราคาน้ำมันทั่วทั้งประเทศ ซึ่งจะสิ้นเปลืองและไม่ได้ประโยชน์ตรงจุด อีกทั้งคนรายได้สูงไม่ได้เดือดร้อนจากราคาน้ำมันมากนัก การอุดหนุนแบบเฉพาะจุดยังลดความเสี่ยงการบิดเบือนกลไกตลาด เช่น กรณีราคาแก๊สหุงต้มที่ลดมากเกินไปในอดีตจนเกิดการซื้อไปลักลอบขายนอกประเทศ เมื่อการช่วยเหลือเป็นแบบมุ่งเป้าก็จะตรงจุดกว่า ใช้งบประมาณน้อยกว่า และไม่สร้างปัญหาเชิงโครงสร้างในระบบพลังงาน

เรื่องจริงเป็นอย่างไร ?

Thai PBS Verify ตรวจสอบนโยบายของพรรครวมไทยสร้างชาติ หลังนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับ 1 ให้สัมภาษณ์ในรายการ #ฟังหูไว้หู ทางช่อง 9 MCOT HD เกี่ยวกับแนวคิดปฏิรูประบบกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเสนอโมเดล “คลังน้ำมันสำรองแห่งชาติ” พร้อมตั้งเป้าลดราคาเบนซิน–ดีเซลหน้าปั๊มเหลือลิตรละ 25 บาท ซึ่งสอดคล้องกับประสบการณ์ของนายพีระพันธุ์ในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ทำให้นโยบายด้านพลังงานถูกผลักดันเป็นจุดขายสำคัญของพรรค

ขณะที่นักวิชาการประเมินว่า นโยบายดังกล่าวจะเพิ่มภาระงบประมาณรัฐอย่างมาก และหากต้องการช่วยเหลือด้านพลังงานจริง ควรพุ่งเป้าไปที่ผู้มีรายได้น้อยหรือผู้ถือบัตรสวัสดิการประชารัฐ มากกว่าการลดราคาน้ำมันให้ทุกกลุ่ม

 

อย่างไรก็ตาม นายพีระพันธุ์กล่าวว่า ปัญหาหลักที่ทำให้ราคาน้ำมันในประเทศไทยสูง คือการอ้างอิงราคาน้ำมันจากตลาดสิงคโปร์ ทั้งที่ประเทศไทยสามารถผลิตน้ำมันได้เอง จึงเสนอให้ยกเลิกการอ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์ และเปลี่ยนมาใช้ระบบ Cost Plus หรือการคิดราคาจากต้นทุนที่แท้จริงบวกกำไรที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยลดราคาน้ำมันที่ผลิตในประเทศลงได้อย่างเป็นรูปธรรม

ส่วนการตั้งข้อสังเกตว่าจะมีการยกเลิกการเก็บภาษีสรรพสามิต นายพีระพันธุ์ย้ำว่า พรรคไม่ได้มีแนวคิดที่จะยกเลิกการจัดเก็บภาษีดังกล่าว ซึ่งยังคงเป็นรายได้ของรัฐ แต่จะปรับรูปแบบการกำหนดอัตราภาษี โดยให้กระทรวงพลังงาน กลับมามีอำนาจกำหนดเพดานอัตราภาษีสรรพสามิตให้เหมาะสมกับการกำกับดูแลราคาน้ำมันเชื้อเพลิงแบบที่เป็นระบบที่ใช้อยู่เดิม แทนรูปแบบปัจจุบันที่โยกมาให้เป็นอำนาจของกระทรวงการคลัง

นอกจากนี้อีกตัวแปรที่จะทำให้ราคาน้ำมันลดลงได้ ก็คือ การเปลี่ยนมาใช้ “ระบบสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์” หรือ SPR (Strategic Petroleum Reserve) แทนระบบ “กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยจะเปลี่ยนรูปแบบจากการเก็บ “เงิน” เข้ากองทุน เป็นการเก็บ “น้ำมันเชื้อเพลิง” เข้าคลังน้ำมันสำรองของประเทศแทน ตามรูปแบบของ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ที่อนุญาตให้จัดเก็บค่าภาคหลวงเป็นเงินหรือเป็นน้ำมันก็ได้ ซึ่งแนวทางนี้จะทำให้ประเทศมีน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองโดยไม่ต้องจ่ายเงินซื้อ และสามารถนำน้ำมันสำรองไปช่วยรักษาเสถียรภาพของราคาน้ำมันในประเทศ โดยไม่ก่อภาระหนี้ให้แก่รัฐ อีกทั้งยังเปลี่ยนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งเป็นหนี้สินของประเทศ ให้กลายเป็นทรัพย์สินของประเทศแทน

แนวทางที่เสนอนี้จะสามารถทำให้ราคาน้ำมันลดลงได้ประมาณ 5-6 บาทต่อลิตร โดยปัจจุบันราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ประมาณ 29 บาทเศษ ซึ่งหากปรับตามแนวทางที่กล่าวมา ก็จะสามารถลดลงมาอยู่ที่ 25 บาทได้

Verification Documentกระบวนการตรวจสอบ

  1. ตรวจสอบข้อมูลผ่านไทม์ไลน์นโยบาย: เมื่อตรวจสอบไทม์ไลน์นโยบายพบว่าก่อนหน้านี้พรรครวมไทยสร้างชาติเคยหาเสียงประเด็นนี้มาแล้ว 
  2. ตรวจสอบผ่านข้อมูล: ในการเลือกตั้งปี 2566 พรรคพลังประชารัฐ,พรรครวมไทยสร้างชาติ,พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ เน้นนโยบายลดราคาน้ำมัน 6-30 บาท ขณะที่ พรรคภูมิใจไทย เน้นเสนอให้มีการติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อให้ลดการพึ่งพาน้ำมัน
  3. ตรวจสอบผ่านแหล่งข่าว: Thai PBS Verify สัมภาษณ์ ศาสตราจารย์ ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านพลังงาน มองว่า จะเป็นเงินเพิ่มค่าใช้จ่ายให้กับภาครัฐมากเกินไป หากปรับเป็นลิตรละ 25 บาท ควรปรับลดให้เฉพาะกลุ่มที่ผู้มีรายได้น้อยหรือผู้ถือบัตรสวัสดิการประชารัฐมากกว่า
Verify

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Verify

ผู้เขียน

Verify

บทความที่เกี่ยวข้อง

Verify

บทความที่ได้รับความนิยม

Cyber Safe Life : รู้ทันกลลวงให้โลกออนไลน์ปลอดภัยสำหรับทุกคน