นโยบายยกเลิกแบงก์ 500 – 1,000 บาท ปราบทุจริต นักวิชาการชี้ไม่ช่วยลดคอร์รัปชัน แนะเปลี่ยนพิมพ์ธนบัตรรุ่นใหม่แทน

ท่ามกลางการหาเสียงเลือกตั้ง พรรคไทยภักดี นำโดย นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้เสนอนโยบาย การแก้ปัญหาคดีทุจริตพื้นฐาน ส่วย สินบน ประมูลงาน ซื้อขายตำแหน่ง ส่วนใหญ่มีการจ่ายเป็นเงินสด และเก็บเป็นเงินสดไว้ที่บ้าน เพราะไม่มีหลักฐาน และทิศทางของการใช้เงิน จะเป็นสังคมไร้เงินสด ต้องประกาศยกเลิกการใช้ธนบัตร 1,000 และธนบัตร 500 บาท เป็นการแก้ปัญหาในนโยบายปราบทุจริต scammer พนันออนไลน์
นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี

“ทุกกระทรวงจะเอาเงินสดประมาณ 5 แสน – 1 ล้านบาท ให้รัฐมนตรีเป็นค่าใช้จ่ายประจำเดือน ถ้ามี 10 คน ก็ได้เงิน 5ล้าน – 10 ล้านบาท การประชุมประจำเดือนของบิ๊กตำรวจ ก็ต้องใส่ซอง ไปส่งให้นายตำรวจ ทุกหน่วยงานใช้เงินสดหมด เราปล่อยเงินสดพวกนี้ไว้ทำไม ไว้ให้พวกที่โกงเก็บไว้ที่บ้านหรอ ไทยภักดีประกาศชัดเจน ในเมื่อไทยที่กำลังเข้าสู่ สังคมไร้เงินสด การมีแบงค์ใหญ่ ๆ มีไว้ทำไม
มีไว้ซุกไว้หรอ ไทยภักดีจะประกาศยกเลิกการใช้แบงก์ 1,000 และแบงก์ 500 ครับพี่น้อง แต่ไม่ได้หมายว่าว่าเราไม่ได้ยกเลิกทั้นที ทั้งนี้ เราจะให้เวลา 3-4 เดือน เดี๋ยวเรามาดูรายละเอียดอีกทีหนึ่ง พี่น้องเชื่อไหม ผมยกตัวอย่าง ประเทศอินเดียเคยจัดการปัญหา ข้าราชการ หรือผู้มีอิทธิพล เอาเงินสดเก็ยไว้ใต้ดินที่บ้าน มุลค่านี้มีนักวิชาการประเมินว่า หลักแสนล้าน เงินตรงนรี้มาประกาศจะอยู่บนดินทั้งหมด และเราสามารถตรวจสอบที่มา ที่ไป เสียภาษีได้ จึงไม่แปลก แบงก์ 1,000 และแบงก์ 500 เหมาะกับพวกขี้โกง เก็บไว้ที่บ้าน ประชนอย่างพวกเรา สามรถกใช้มือถือได้ พี่น้องประชาชนทั่วไป พี่น้องร้านค้าทั่วไปสามารถใช้มือถือได้ นี่คือสิ่งที่ไทยภักดีได้ศึกษาแล้วในการปราบโกง”นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี กล่าว
ก่อนมาเป็นนโยบายยกเลิกธนบัตร 500 และ 1,000 บาท
นโยบายพรรคไทยภักดี เลือกตั้ง 66
- 25 ต.ค. 65: นายสานนท์ บุญมี รองโฆษกพรรคไทยภักดี เป็นผู้เสนอแนวคิดนี้เป็นครั้งแรก โดยระบุว่าควรเลิกใช้แบงก์ 1,000 บาท เพื่อแก้ปัญหาคอร์รัปชัน ตัดตอนธุรกิจมืดที่มักเก็บเงินสดจำนวนมากไว้กับตัว
- 23 พ.ย. 65: พรรคไทยภักดีจัดแถลงข่าวเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. และประกาศชุดนโยบาย “ยกเครื่องปราบโกง” อย่างเป็นทางการ โดยระบุเรื่องการลดการใช้เงินสดเพื่อสกัดทุจริตเป็นหนึ่งในไฮไลต์หลัก
- 26 ธ.ค. 65: หมอวรงค์โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชูแคมเปญ “ยกเลิกแบงก์ 1,000 และแบงก์ 500“ อย่างเป็นทางการ โดยให้เหตุผลว่าเงินเทาส่วนใหญ่ถูกเก็บเป็นเงินสดในรูปธนบัตรสองชนิดนี้ และอ้างถึงกรณีศึกษาจากประเทศอินเดีย
- พ.ค. 66: นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม เริ่มนำนโยบายนี้ไปดีเบตในหลายเวที โดยชูเป็นมาตรการปราบโกงและสกัดการจ่ายใต้โต๊ะ แต่ในช่วงนั้นกระแสยังเน้นไปที่การยกเลิกแบงก์ 1,000 บาทเพียงอย่างเดียว
นโยบายพรรคไทยภักดี เลือกตั้ง 69
- 3 ม.ค. 69: พรรคไทยภักดีลงพื้นที่ปราศรัยบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ย้ำนโยบายนี้อีกครั้ง เพื่อดึง “เงินนอกระบบ” ที่คาดว่ามีกว่า 100,000 ล้านบาทให้กลับเข้าสู่ระบบธนาคารที่ตรวจสอบได้
ภูเขาน้ำแข็งคอร์รัปชันไทยที่ประชาชนต้องร่วมผลักดันให้เปลี่ยน
ดร. มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) กล่าวว่า ภาพรวมของปัญหาคอร์รัปชันในปีนี้ไม่ได้แตกต่างจากช่วง 10 ปีที่ผ่านมาอย่างมีนัยสำคัญ แต่รูปแบบคอร์รัปชันมีความซับซ้อนมากขึ้น เพราะเกิดจาก “เครือข่าย” ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลากหลายระดับ ทำให้การตรวจสอบยากขึ้น และเกิดความเสียหายในแต่ละกรณีรุนแรงกว่าเดิม นอกจากนี้ยังพบการคอร์รัปชันเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองและข้าราชการระดับสูงจำนวนมากขึ้นด้วยเช่นกัน
ดร. มานะ ระบุว่า สิ่งที่ประชาชนกังวลมากในปีนี้คือปัญหา สแกมเมอร์ และ ทุนเทา ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของ “เศรษฐกิจนอกระบบ” ที่มีมูลค่าสูงมาก งานวิจัยของสมาคมธนาคารประเมินว่าเศรษฐกิจนอกระบบไทยมีสัดส่วนถึง 48.6% ของ GDP หรือประมาณ 8–9 ล้านล้านบาท ครอบคลุมทั้งหวยบ่อน ซ่อง ยาเสพติด ค้าอาวุธ พนันออนไลน์ และกลุ่มสแกมเมอร์ เครือข่ายเหล่านี้อยู่ได้เพราะโยงใยกับการทุจริตในระบบราชการและแวดวงการเมือง ทำให้ปัญหาขยายตัวและควบคุมได้ยาก
ดร. มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)
ขณะที่ ประชาชนเพียงลำพังไม่สามารถแก้ไขหรือกำจัดออกจาก เศรษฐกิจนอกระบบได้โดยตรง แต่ “เสียงของประชาชน” โดยเฉพาะจากนักธุรกิจ นักการเงิน นักวิชาการ และผู้ที่เข้าใจปัญหา ควรร่วมกันส่งสัญญาณเตือนสังคมและกดดันผู้มีอำนาจ ทั้งข้าราชการระดับสูง หน่วยงานยุติธรรม เช่น ตำรวจ หรือ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) รวมถึงนักการเมือง ให้มีความรับผิดชอบและจัดการปัญหาอย่างจริงจัง เพราะแม้ปัญหาอาจไม่หมดไปทั้งหมด แต่ควรถูกควบคุม ตรวจสอบ และลงโทษได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ในการเลือกตั้งครั้ง ถ้าเรายังเลือกแบบเดิม ๆ โดยเลือกคนของบ้านใหญ่ เลือกคนที่มาซื้อเสียง เลือกผู้มีอิทธิพล เราก็จะได้รัฐบาลใหม่ แต่คอร์รัปชันเก่า แต่ถ้าคนไทยใช้ 1 สิทธิ์ ของตัวเองด้วย ควรวิจารณญาณ จะเป็นหนึ่งสิทธิ์ ที่พลิกชีวิต ได้อย่างมหาศาล เราจะสามารถสร้างการเปลี่ยน แปลงประเทศ “ ดร. มานะ กล่าว
ยกเลิกธนบัตร แก้ปัญหาคอรัปชันแค่ปลายเหตุ
รศ. ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ระบุว่า ประเทศไทยยังไม่พร้อม 100% ต่อการก้าวสู่สังคมไร้เงินสด แม้ในกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่จะสามารถใช้จ่ายแบบดิจิทัลได้มากขึ้น แต่ในต่างจังหวัดยังจำเป็นต้องใช้เงินสด โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ยังไม่คุ้นชินกับแอปพลิเคชันหรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ จึงควรพัฒนาความพร้อมด้านแอปพลิเคชันให้ประชาชนสามารถใช้งานได้อย่างทั่วถึงก่อน
ในประเด็นการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ มองว่าปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การใช้เงินสด เช่น ธนบัตร 500 หรือ 1,000 บาท เพราะผู้ทุจริตสามารถหันไปใช้ช่องทางอื่นได้ เช่น ซื้อทองคำผ่านออนไลน์แล้วนำไปจ่ายต่อ หรือใช้การโอนเงิน ดังนั้น การยกเลิกเงินสดจึงไม่สามารถแก้ปัญหาคอร์รัปชันที่ต้นเหตุได้
รศ. ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน
สำหรับต้นตอของคอร์รัปชัน ดร.อัทธ์ชี้ว่าอยู่ที่โครงสร้างการตรวจสอบโครงการภาครัฐ ซึ่งคณะกรรมการตรวจรับงานมักมาจากหน่วยงานเดียวกัน ทำให้เกิดการล็อบบี้ได้ง่าย หากมีการตั้งกรรมการจากผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายสาขา โดยไม่ผูกติดกับหน่วยงานเดียว จะช่วยลดช่องว่างการทุจริตได้มากกว่า ทั้งนี้ การยกเลิกธนบัตร 500 และ 1,000 บาทอาจช่วยได้เพียงเล็กน้อยราว 10–20% เพราะ 80% ของปัญหายังคงอยู่ เช่น แม้ไม่มีแบงก์ 500 ก็ยังสามารถรวมแบงก์ 20 ให้เท่าจำนวนเดิมได้ เพียงแต่ต้องใช้ถุงเพิ่มจากหนึ่งถุงเป็นสองถุงเท่านั้น
นักวิชาการชี้ยกเลิกธนบัตรใหญ่ไม่ใช่คำตอบ แนะออกแบบธนบัตรใหม่แทน
ด้านรศ. ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า หลายประเทศเคยยกเลิกธนบัตรเพื่อแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน หรือกรณีที่เกี่ยวข้องกับทุนสีเทา ธุรกิจสีเทา และกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย เนื่องจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมเหล่านี้มักเก็บเงินสดจำนวนมาก วิธีการที่ใช้กันคือการประกาศยกเลิกธนบัตรรุ่นเดิมและออกธนบัตรรุ่นใหม่มาแทน พร้อมกำหนดระยะเวลาให้ประชาชนนำธนบัตรเดิมมาแลก เช่น ภายใน 1 ปี ซึ่งทำให้ผู้ที่ถือเงินสดปริมาณมากเป็นร้อยหรือพันล้านต้องลำบากในการนำเงินมาแลก และอาจถูกตั้งข้อสังเกตได้ง่ายว่ามีความเกี่ยวข้องกับธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย
รศ. ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
อย่างไรก็ตาม การยกเลิกธนบัตรทั้งหมดแล้วเปลี่ยนไปใช้ระบบดิจิทัลโดยไม่เหลือธนบัตรรุ่นเดิมเลยอาจไม่ใช่แนวทางที่ประเทศส่วนใหญ่ใช้ เพราะสังคมจำนวนมาก รวมถึงประเทศไทย ยังไม่ได้เข้าสู่การใช้เงินดิจิทัล 100% แม้ปัจจุบันจะมีการใช้พร้อมเพย์ การโอนเงิน บัตรเครดิต หรือช่องทางดิจิทัลต่าง ๆ มากขึ้น และร้านค้าหลายแห่งเริ่มไม่รับเงินสด แต่การใช้เงินสดยังคงแพร่หลายอยู่
ดร.ธนวรรธน์ระบุว่า หากยกเลิกธนบัตรใบใหญ่จนเหลือเพียงธนบัตรใบเล็ก จะยิ่งทำให้ประชาชนต้องพกเงินจำนวนมากเมื่อต้องจับจ่ายใช้สอย ดังนั้นธนบัตรใบใหญ่จึงยังจำเป็นต่อระบบเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังไม่เห็นตัวอย่างประเทศใดที่ยกเลิกธนบัตรประเภทหนึ่งไปโดยสิ้นเชิงโดยไม่ออกธนบัตรรุ่นใหม่ทดแทน ดังนั้นการออกธนบัตรใหม่ เช่น เปลี่ยนรูปแบบ สัญลักษณ์ หรือสี และเปิดให้ประชาชนนำธนบัตรเก่าไปแลก จึงเป็นแนวทางที่ทำได้และเป็นไปตามหลักปฏิบัติในหลายประเทศ
เรื่องจริงเป็นอย่างไร?
Thai PBS Verify ตรวจสอบพบว่านโยบายยกเลิกธนบัตร 500 และ 1,000 บาท เป้นนโยบายที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ได้เสนอนโยบาย การแก้ปัญหาคดีทุจริตคอรัปชัน ตั้งแต่ช่วงเลือกดั้งปี 66 จนมาถึงปัจจุบัน เนื้องจากเงินเทาส่วนใหญ่ถูกเก็บเป็นเงินสดในรูปธนบัตรสองชนิดนี้
อย่างไรก็ตามนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์มองว่า ประเทศไทยยังไม่ใช่สังคมไร้เงินสด ยังคงมีความจำเป็นที่ต้องใช้จ่ายโดยเฉพาะต่างจังหวัด แนะนำว่าหากต้องการแก้ปัญหาคอรัปชันควรแก้ปัญหาที่ภาครัฐ
กระบวนการตรวจสอบ
- ตรวจสอบข้อมูลผ่านไทม์ไลน์นโยบาย: เมื่อตรวจสอบไทม์ไลน์นโยบาย พบว่าเป็นโครงการที่เคยถูกหาเสียงของพรรคในช่วงการเลือกตั้ง 66
- ตรวจสอบผ่านแหล่งข่าว: Thai PBS Verify สัมภาษณ์ รศ. ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน มองว่า การยกเลิกธนบัตร 500 และ 1,000 เป็นการแก้ปัญหาคอรัปชันปลายเหตุ แนะควรแก้ปัญหาในการตรวจสอบโครงการภาครัฐมากกว่า
- ตรวจสอบผ่านแหล่งข่าว: Thai PBS Verify สัมภาษณ์ รศ. ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองว่า การแก้ปัญหายกลิกธนบัตร 500 และ 1,000 ควรเปลี่ยนเป็นการผลิตรุ่นใหม่ และจำกัดระยะเวลาในการใช้เงินสด แก้ปัญหาทุนเทา









