ตรวจสอบนโยบาย “บำนาญประชาชน 3,000 บาท/เดือน” พรรคไทยสร้างไทย 3 ภาคส่วนมองตรงกัน ต้องปรับเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ

การเลือกตั้งปี 2569 ที่จะมาถึง อีกหนึ่งนโยบายที่พรรคการเมืองเลือกมาใช้ในการหาเสียงคือนโยบายที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ ซึ่งในส่วนของ “พรรคไทยสร้างไทย” มีแนวคิดนโยบายบำนาญประชาชน ซึ่งเป็นสวัสดิการของผู้สูงอายุในวัยเกษียณ โดยผู้สูงอายุที่มีอายุเกิน 60 ปี ที่มีรายได้ไม่พอยังชีพ จะได้รับ “บำนาญประชาชน คนละ 3,000 บาท ต่อเดือน“ แม้นโยบายที่เกี่ยวข้องกับเงินที่แจกให้กับผู้สูงอายุจะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่นโยบายนี้ก็ถือเป็นนโยบายสำคัญอีกหนึ่งนโยบาย โดยเฉพาะเมื่อสังคมไทยในปัจจุบัน ก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์” ซึ่งนโยบายดังกล่าวจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร และรายละเอียดของนโยบายดังกล่าวจะเป็นแบบไหน แตกต่างจากที่มีในปัจจุบันอย่างไร Thai PBS Verify ได้ย้อนไทม์ไลน์นโยบายนี้ เพื่อให้เห็นเถึงพัฒนาการ ความเป็นไปได้ และข้อจำกัดที่ทำให้นโยบายนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงจนถึงปัจจุบัน
วิวัฒนาการ “เบี้ยผู้สูงอายุ” สู่ “บำนาญประชาชน”
หากจะเข้าใจภาพรวมของสวัสดิการผู้สูงอายุในไทย ต้องย้อนดูการเดินทางของ “เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ” ซึ่งปรับเปลี่ยนจากการ “สงเคราะห์ผู้ยากไร้” มาสู่ “สวัสดิการถ้วนหน้า” โดยสามารถแบ่งเป็น 4 ระยะดังนี้
ระยะที่ 1: การสงเคราะห์ผู้ยากไร้ (พ.ศ. 2536 – 2551)
- พ.ศ. 2536: เริ่มต้นครั้งแรกในสมัยรัฐบาล นายชวน หลีกภัย โดยจัดสรรเงินช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ยากจนและไม่มีผู้อุปการะ เดือนละ 200 บาท (ต่อมาปรับเป็น 300 และ 500 บาท ตามลำดับ)
- พ.ศ. 2546: มีการประกาศใช้ พ.ร.บ. ผู้สูงอายุ เพื่อคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุให้ครอบคลุมมากขึ้น แต่เบี้ยยังชีพยังคงจำกัดเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย
ระยะที่ 2: ก้าวสู่สวัสดิการถ้วนหน้า (พ.ศ. 2552 – 2553)
- พ.ศ. 2552: จุดเปลี่ยนสำคัญในสมัยรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปรับเปลี่ยนนโยบายเป็น “เบี้ยยังชีพแบบถ้วนหน้า” ให้สิทธิผู้สูงอายุทุกคนที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป (ยกเว้นผู้ที่ได้รับบำนาญจากรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ) โดยจ่ายเท่ากันทุกคนที่ 500 บาทต่อเดือน
ระยะที่ 3: ระบบขั้นบันได (พ.ศ. 2554 – 2565)
- พ.ศ. 2554: รัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เริ่มใช้ระบบ “ขั้นบันได” เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพและอายุที่มากขึ้น โดยปรับอัตราจ่ายเป็น 600 – 1,000 บาทต่อเดือน และไม่ได้ปรับเพิ่มมานานกว่า 10 ปี
ระยะที่ 4: การปรับเกณฑ์และข้อถกเถียงเรื่อง “ถ้วนหน้า” (พ.ศ. 2566 – 2568)
- สิงหาคม 2566: กระทรวงมหาดไทยออกระเบียบใหม่ว่าด้วยการจ่ายเบี้ยยังชีพ โดยมีการเพิ่มเงื่อนไขว่าต้องเป็น “ผู้ไม่มีรายได้หรือมีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ” ตามที่คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติกำหนด ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการ “ลดทอนสวัสดิการถ้วนหน้า” กลับไปสู่ระบบสงเคราะห์อีกครั้ง
- พ.ศ. 2568 – 2569: เกิดการผลักดัน “ร่าง พ.ร.บ. บำนาญประชาชน” เพื่อปรับเงินเพิ่มเป็น 3,000 บาท/เดือน ให้เท่ากับเส้นความยากจน แต่ล่าสุดในเดือนเมษายน 2568 ร่างฉบับประชาชนถูกนายกฯ แพทองธาร ปัดตกไปเนื่องจากภาระงบประมาณที่สูงถึง 4 แสนล้านบาทต่อปี
บำนาญประชาชนเดือนละ 3,000 บาท มีรายละเอียดอย่างไร ?
Thai PBS Verify ตรวจสอบนโยบายของพรรคไทยสร้างไทย ที่มีการนำเสนอนโยบาย “บำนาญประชาชน” ด้วยการให้ผู้สูงอายุมีเงินรายเดือน 3,000 บาท เพื่อให้มีรายได้เพียงพอต่อการยังชีพหลังเกษียณ โดยจะทดแทนระบบเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่ปัจจุบันอยู่ในอัตรา 600-1,000 บาทต่อเดือน
ทั้งนี้ในหน้าเว็บไซต์ของพรรคไทยสร้างไทย ระบุรายละเอียดของนโยบายดังกล่าวว่า
ประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนาประเทศแรกที่มีสัดส่วนประชากรผู้สูงวัยสูงที่สุดในโลก และโชคร้ายยิ่งกว่าคือคนแก่ไทยส่วนใหญ่ “แก่ก่อนรวย” คือมีฐานะยากจน และสุขภาพไม่ดี เราจะปล่อยให้ประเทศไทยเต็มไปด้วยคนแก่ที่ยากจน และสุขภาพไม่ดีไม่ได้ เพราะหากปล่อยให้เป็นเช่นนั้น ประเทศเราคงจะพัฒนาต่อไปไม่ได้อย่างแน่นอน นอกจากจะมีปัญหาคนในวัยทำงานลดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ เรายังต้องเผชิญกับปัญหาการที่รัฐต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากไปกับการดูแลรักษาพยาบาลผู้สูงวัย
ไทยสร้างไทย จึงสร้างนโยบายบำนาญประชาชนขึ้นมา ให้เป็นสวัสดิการที่รัฐให้กับประชาชนเพื่อเป็นหลักประกันรายได้ของผู้สูงอายุในวัยเกษียณ โดยผู้สูงอายุที่มีอายุเกิน 60 ปี ที่มีรายได้ไม่พอยังชีพจะได้รับ “บำนาญประชาชน” คนละ 3,000 บาท ต่อเดือน”
แนวคิดหลักของนโยบายมีดังนี้
• เงินบำนาญ 3,000 บาทต่อเดือน สำหรับผู้สูงอายุเพื่อสร้างหลักประกันรายได้ที่เพียงพอและมีศักดิ์ศรีในการดำรงชีวิต
• ลดภาระลูกหลานในการดูแลผู้สูงอายุ และช่วยให้คนวัยทำงานสามารถ “ตั้งตัว” ได้เร็วขึ้น
• ผู้รับบำนาญ 3,000 บาท ต้องเข้าโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพ ที่ศูนย์สร้างสุขภาพใกล้บ้าน เพื่อให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพดีกลับมาทำงานได้ พร้อมให้ความรู้ Re-skill, Up-skill ให้ผู้สูงอายุใช้ในการดูแลสุขภาพตัวเอง และใช้ในการทำมาหากิน
• เงินบำนาญประชาชน จำนวน 300,000 กว่าล้านบาท/ ต่อปี จะเป็นการเพิ่มกำลังซื้อโดยตรงให้ชาวบ้านในแต่ละพื้นที่ จึงสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง และ สร้างเศรษฐกิจทั้งประเทศให้รุ่งเรืองอย่างยั่งยืนได้
ทั้งนี้นโยบายดังกล่าวเน้น หลักประกันรายได้ผู้สูงอายุ และตั้งใจให้เป็นระบบบำนาญถ้วนหน้าที่ครอบคลุมผู้สูงอายุทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มรายได้น้อย แต่ในส่วนของรายละเอียดเชิงการเงิน เช่น งบประมาณหรือวิธีการจัดสรรงบประมาณ ยังไม่ปรากฏ รวมถึงไม่ได้อธิบายอย่างชัดเจนในเว็บไซต์แต่อย่างใด
รายละเอียดของนโยบาย “บำนาญประชาชน” คนละ 3,000 บาท ต่อเดือน ที่แสดงอยู่ในเว็บไซต์ของพรรคไทยสร้างไทย
ประเทศไทยมีนโยบายดูแลบำนาญให้กับประชาชนอะไรบ้าง ?
ระบบสวัสดิการในปัจจุบัน คือ “เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุของรัฐ” ที่รัฐให้เงินช่วยเหลือผู้สูงอายุในฐานะเบี้ยยังชีพ ซึ่งอยู่ในอัตรา 600-1,000 บาทต่อเดือน ในรูปแบบของขั้นบันได ดังนี้
อายุ 60-69 ปี: 600 บาท/เดือน
อายุ 70-79 ปี: 700 บาท/เดือน
อายุ 80-89 ปี: 800 บาท/เดือน
อายุ 90 ปีขึ้นไป: 1,000 บาท/เดือน
พรรคการเมืองอื่น ๆ มีนโยบายในการดูแลสวัสดิการบำนาญของประชาชนอย่างไร ?
หลายพรรคการเมืองไทยได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับบำนาญหรือสวัสดิการผู้สูงอายุในช่วงหลัง โดยมีความแตกต่างกันดังนี้:
พรรคประชาชน
- เสนอให้มี เสนอปรับเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็น 1,000 บาทต่อเดือน แบบถ้วนหน้า (เท่ากันทุกคน) และมีแผนจะขยายเงินสวัสดิการนี้เพิ่มเป็น 1,500 บาทต่อเดือน ในปี 2573 เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพและช่วยให้กลุ่มที่ยากจนที่สุดพ้นเส้นความยากจน
พรรคประชาธิปัตย์
- มีแนวคิดเบี้ยผู้สูงอายุถ้วนหน้า 1,000 บาทต่อเดือน รวมถึงเงินช่วยเหลือผู้สูงอายุอื่น ๆ เช่น โครงการปรับปรุงบ้านผู้สูงวัย บ้านละ 50,000 บาท การแปลงบ้านเป็นเงินเลี้ยงชีพอยู่ได้ตลอดชีวิต และการเร่งรัดบริการทำฟันผู้สูงอายุ
พรรคพลังประชารัฐ
- มีนโยบายเสนอ “เบี้ยผู้สูงอายุแบบขั้นบันได” โดยจะจ่ายเงินเพิ่มเป็น 3,000-4,000-5,000 บาท ตามช่วงอายุ (60, 70, 80 ปี) เป็นการสร้างรายได้และส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีคุณค่าต่อสังคม
พรรคภูมิใจไทย
- เสนอ 4 มาตรการ ได้แก่ สูงวัย พลัส 1 จ้างงานผู้สูงอายุ นำมาลดหย่อนเป็นค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า สูงสุด 30,000 บาท สูงวัย พลัส 2 ผู้สูงอายุที่มีรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี ได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุดร้อยละ 50 สร้าง “ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุครอบคลุมทั่วประเทศ” ด้วยการนำที่ดินรัฐ มาเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนลงทุนสร้างศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจร ส่งเสริมการลงทุน (BOI) ให้ความช่วยเหลือทางด้านภาษี และ 60 พลัส เกษียณสำราญ มีงานทำ
ความพยายามในเชิงกฎหมายเพื่อบำนาญถ้วนหน้า
มีการเคลื่อนไหวจากเครือข่ายประชาชนและบางกลุ่มสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อนำ ร่างกฎหมายบำนาญพื้นฐานถ้วนหน้าเข้าสู่สภา ซึ่งต้องการให้รัฐจัดสรรบำนาญให้ผู้สูงอายุไม่น้อยกว่าเส้นความยากจน และปรับทุก 3 ปี แต่ร่างหลายฉบับถูก “ตีตก” ไป
เครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการรวบรวมรายชื่อ 43,826 รายชื่อ เสนอ พ.ร.บ. ผู้สูงอายุและบำนาญพื้นฐานแห่งชาติ
แนวทางที่เหมาะสมของ บำนาญประชาชน ควรเป็นแบบไหน ?
บำนาญถ้วนหน้า แบบเจาะจงเฉพาะกลุ่ม
นางสาววรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ให้ความคิดเห็นถึงประเด็นการเลือกระหว่างการให้บำนาญแบบ ถ้วนหน้า หรือ เจาะจงเฉพาะกลุ่มคนจน โดยระบุว่า ส่วนตัวมองว่าการให้เงินบำนาญหรือเบี้ยยังชีพ ควรให้ในรูปแบบของการเจาะจงเฉพาะกลุ่ม มากกว่าการให้แบบถ้วนหน้า เพราะน่าจะเหมาะสมกว่าโดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจในปัจจุบัน แต่หากจะให้บำนาญถ้วนหน้า มองว่ารัฐยังไม่มีรายได้มากพอที่จะนำมาใช้ หรือหารายได้ได้มากพอจากการจัดเก็บภาษี
นอกจากนี้มองว่า ยังมีปัจจัยที่ทำให้การแบ่งแยกฐานะของผู้ที่จะได้รับสิทธิ ที่ยังไม่ชัดเจน เช่น การกำหนดว่า ให้สิทธิเฉพาะ “ผู้มีรายได้น้อย” ที่ยังไม่มีเกณฑ์ที่ชัดเจน ว่ารายได้น้อยคือเท่าไหร่ และยังมีกรณีของรายได้ของแต่ละจังหวัด ที่ปัจจุบันก็ยังมีมาตรฐานค่าครองชีพของแต่ละจังหวัด ที่ยังไม่เท่ากันอีกด้วย
“ระบบบำนาญถ้วนหน้าในประเทศไทยยังไม่ถูกนำมาใช้จริงในเชิงนโยบายรัฐบาล เพราะยังต้องพิจารณาเรื่องงบประมาณ การจัดสรร และความยั่งยืนทางการคลังควบคู่กัน”
วรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
บำนาญถ้วนหน้าแบบผสม
ด้าน ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ให้สัมภาษณ์กับ Thai PBS Verify โดยมองว่า การให้เงินบำนาญประชาชน หรือ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ส่วนตัวมองว่าควรจะเป็นแบบผสม คือ ผู้ที่ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดิม ก็ให้สามารถรับเงินในส่วนนั้นได้ต่อไป แต่หากภาครัฐประเมินแล้วว่ายังคงไม่พอ หรือเป็นผู้ที่ยากจน ไม่มีบุตรหลานดูแล ก็ให้เพิ่มเงินยังชีพเพิ่มเติม ซึ่งเรียกรูปแบบนี้ว่า “ลูกผสม”
“ไม่ต้องไปดูว่าจนหรือไม่จน แต่ให้เบี้ยยังชีพกับผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไปตามเกณฑ์อายุระบบปัจจุบันไปก่อน ส่วนที่จะให้เพิ่ม ก็ต้องมีการดูเกณฑ์ว่าจนไหม ซึ่งตรงจุดนี้นั้น ก็อาจจะมีความวุ่นวายตามมา เพราะว่าในการคัดกรองว่าใครจนไม่จน มักจะมีปัญหาในเชิงปฏิบัติอยู่ตลอดเวลา”
ส่วนความจำเป็นที่จะต้องปรับเพิ่มเงินบำนาญประชาชน หรือ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ หรือไม่นั้น มองว่า มีความจำเป็นต้องปรับเพิ่ม เพราะเส้นความยากจนใหม่ของไทย โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำหรับปี 2568 ก็มีการปรับขึ้นมาอยู่ที่ 3,078 บาทต่อคนต่อเดือน อีกทั้งค่าครองชีพก็ปรับเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ประกอบกับชีวิตความเป็นเมืองก็แพร่กระจายไปจากเดิม
“พื้นที่ซึ่งดูเหมือนเป็นชนบท หรือเคยถูกกำหนดเป็นเขตชนบท ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงเป็นเขตในเมือง ทำให้ค่าครองชีพปรับสูงขึ้น เพราะฉะนั้นเมื่อเวลาผ่านไปในแง่ของความเพียงพอที่เคยพอก็อาจจะมีปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นคนแก่ที่ไม่มีคนดูแล ไม่มีลูกหลานดูแลอย่างคนอื่น”
ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
ส่วนตัวเลข 3,000 บาท จะเพียงพอหรือไม่กับตัวเลขของเส้นความยากจนใหม่ของไทย มองว่า คงจะไม่พอ แต่ก็ไม่ควรจะตั้งเป้าว่าให้เงินไปแล้วจะสามารถทำให้ผู้สูงอายุหายจนได้ในทันที แต่อาจจะสามารถเข้าไปประคองการใช้ชีวิตเบื้องต้นก่อน เช่น ให้เงิน 2,000 บาท แม้อาจจะยังขาดไป 1,000 บาท แต่คนเหล่านั้นอาจจะหาเงินเพิ่มจากลูกหลาน หรือคนในชุมชน หรือการช่วยเหลือในรูปแบบอื่น ๆ ที่เพิ่มเติม
“เส้นความยากจนเนี่ยมันสร้างขึ้นบนสมมติฐานว่า “ไม่มีใครช่วยเลย” ต้องเอาเงินที่ได้ไปซื้อข้าว จ่ายค่าเช่าบ้านอะไรต่าง ๆ ทั้งหมด แต่ว่าในความเป็นจริง ยังคงมีความช่วยเหลืออื่น ๆ อยู่ เช่น พม. ที่มีเรื่องของการช่วยที่อยู่อาศัย เป็นต้น หรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่มีช่องทางสวัสดิการรูปแบบอื่นเข้ามาช่วยอยู่ ซึ่งถ้ามาเสริมกับเงินส่วนนี้อีกสัก 2,000 ก็ยังอาจจะทำให้เขาอยู่ได้ โดยที่ใกล้เคียงกับเส้นความยากจน”
บำนาญถ้วนหน้าที่ไม่ต้องแบ่งแยก
ขณะที่ นายสมชาย กระจ่างแสง ประธานชมรมผู้พิทักษ์สิทธิผู้ประกันตน ให้สัมภาษณ์กับ Thai PBS Verify ถึงความจำเป็นในการปรับจากเบี้ยยังชีพ 600-1,000 บาท มาเป็นบำนาญที่เพิ่มขึ้นเป็น 3,000 บาท โดยระบุว่า มีความจำเป็นมาก เนื่องจากประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย และรายได้หลักของผู้สูงอายุที่มีด้วยกัน 3 ทาง คือ
• รายได้จากการทำงาน (ซึ่งมักเป็นแรงงานนอกระบบหรือเกษตรกรที่ไม่มีหลักประกัน)
• รายได้จากการพึ่งพิงลูกหลาน
• รายได้จากเบี้ยยังชีพ
“หากรัฐสามารถสนับสนุนที่ตัวเลขนี้ได้ ผู้สูงอายุก็จะหลุดพ้นจากความยากจนทันที”
ส่วนความเห็นต่อการเลือกจ่ายระหว่าง “ถ้วนหน้า” หรือ “เฉพาะเจาะจง” นั้น ควรให้เป็นแบบ “ถ้วนหน้า” เพราะการให้แบบเฉพาะเจาะจงหรือให้เฉพาะคนจน เปรียบเสมือนการ “สงเคราะห์” ซึ่งมักเกิดปัญหาคนจนจริงตกสำรวจ หรือคนที่อยู่ปริ่มเส้นความยากจนไม่ได้รับสิทธิ ทั้งที่พวกเขาก็มีความลำบาก ซึ่งบำนาญควรจัดเป็นสวัสดิการของรัฐที่ทุกคนมีสิทธิได้รับ เพราะมาจากเงินภาษีของประชาชน
“ถ้าหากว่ารัฐบาลมีปัญหาด้านการเงินก็อาจต้องปรับรูปแบบ โดยข้อเสนอที่เป็นไปได้ในระยะแรกอาจเป็นการเริ่มที่ 1,000 บาทแบบถ้วนหน้า แล้วค่อย ๆ “ไต่ระดับ” ไปสู่เป้าหมาย 3,000 บาท ภายใน 3-5 ปี”
นายสมชาย กระจ่างแสง ประธานชมรมผู้พิทักษ์สิทธิผู้ประกันตน
สำหรับกรณีปัญหาของแหล่งที่มาของเงินนั้น นายสมชาย ยืนยันว่าโครงการดังกล่าวสามารถทำได้ โดยการ “ปฏิรูปโครงสร้างภาษี” เช่น การเก็บภาษีจากกำไรในการขายหุ้น, ภาษีที่ดิน, ภาษีมรดก หรือการลดหย่อนภาษีให้นักลงทุนต่างชาติ (BOI) เพื่อนำเงินเหล่านี้มาใส่ใน “ถังบำนาญ”
สถานะปัจจุบันของร่างกฎหมายบำนาญ
ร่างกฎหมายบำนาญประชาชน (ฉบับประชาชน) ที่มีการเข้าชื่อกว่า 4 หมื่นรายชื่อ ถูกนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ตัดสินใจ “ไม่รับรอง” (ปัดตก) ในฐานะที่เป็นร่างกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงิน เมื่อช่วง ต้นเดือนเมษายน พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา
สาเหตุหลักที่ถูกปัดตก
-
เป็นร่างกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงิน: ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 133 ร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับการเงินต้องได้รับคำรับรองจากนายกรัฐมนตรีก่อนสภาฯ จึงจะพิจารณาได้
-
ภาระงบประมาณมหาศาล: หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (เช่น กระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณ) ให้ความเห็นว่าการจ่ายบำนาญ 3,000 บาทถ้วนหน้า จะต้องใช้งบประมาณสูงถึง 400,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งรัฐบาลมองว่าเกินขีดความสามารถทางการคลังในขณะนั้น
-
มีกลไกอื่นรองรับ: รัฐบาลชี้แจงว่ากำลังผลักดันโครงการ “หวยเกษียณ” และการปรับเพิ่มเบี้ยยังชีพแบบมุ่งเป้าเป็นทางเลือกแทน
กระบวนการตรวจสอบ
1. ตรวจสอบข้อมูลผ่านไทม์ไลน์นโยบาย
กระบวนการนี้เริ่มจากการย้อนกลับไปดูรากฐานของสวัสดิการ เพื่อให้เห็นความเปลี่ยนแปลงจาก “การสงเคราะห์” สู่ “สวัสดิการพื้นฐาน” โดยแบ่งเป็น 4 ระยะหลัก:
-
ระยะที่ 1 (2536 – 2551): เริ่มต้นการสงเคราะห์เฉพาะผู้ยากไร้ (200 – 500 บาท)
-
ระยะที่ 2 (2552 – 2553): เปลี่ยนเป็น “ถ้วนหน้า” ครั้งแรกในอัตรา 500 บาทเท่ากันทุกคน
-
ระยะที่ 3 (2554 – 2565): พัฒนาเป็นระบบ “ขั้นบันได” (600 – 1,000 บาท) ซึ่งใช้ต่อเนื่องยาวนานกว่า 10 ปี
-
ระยะที่ 4 (2566 – 2568): เกิดความพยายามปรับเกณฑ์กลับไปสู่การ “มุ่งเป้าเฉพาะคนจน” อีกครั้ง จนเกิดเป็นข้อถกเถียงในปัจจุบัน
2. ตรวจสอบแหล่งข้อมูลทางการ
Thai PBS Verify ได้ตรวจสอบเนื้อหาโดยตรงจากช่องทางสื่อสารของพรรคการเมืองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง:
-
พรรคไทยสร้างไทย: ตรวจสอบรายละเอียดจากเว็บไซต์พรรค พบว่าเสนอเงิน 3,000 บาทเพื่อความอยู่รอดตามเส้นความยากจน แต่มีข้อสังเกตคือ “ยังไม่ปรากฏรายละเอียดที่ชัดเจนเรื่องที่มาของงบประมาณ” บนหน้าเว็บไซต์
-
เปรียบเทียบนโยบายพรรคอื่น: รวบรวมข้อมูลเพื่อหาจุดต่าง เช่น:
-
พรรคประชาชน: เน้นถ้วนหน้า 1,000 – 1,500 บาท
-
พรรคพลังประชารัฐ: เน้นขั้นบันไดที่สูงขึ้น (3,000 – 5,000 บาท)
-
พรรคภูมิใจไทย: เน้นมาตรการส่งเสริมการจ้างงานและลดหย่อนภาษี
-
3. ตรวจสอบผ่านมุมมองผู้เชี่ยวชาญ
ทีมงานได้สัมภาษณ์แหล่งข่าวจาก 3 ภาคส่วนที่มีความเห็นแตกต่างกัน เพื่อให้ได้ภาพความยั่งยืนทางการคลัง:
-
มุมมองรัฐ (สภาพัฒน์): แนะนำแนวทางการช่วยเหลือแบบ “เฉพาะเจาะจงกลุ่มคนจน” เพราะรัฐยังหารายได้ไม่พอจ่ายแบบถ้วนหน้า
-
มุมมองวิชาการ (TDRI): แนะนำแนวทางการช่วยเหลือแบบ “ลูกผสม (Hybrid)” คือให้พื้นฐานแบบเดิมทุกคน แต่เติมส่วนต่างให้เฉพาะคนที่ยากจนจริง ๆ และชี้ว่าตัวเลข 3,000 บาท อาจยังไม่พอเทียบกับเส้นความยากจนใหม่ที่ปรับขึ้น
-
มุมมองภาคประชาสังคม: แนะนำแนวทางการช่วยเหลือแบบ “ถ้วนหน้า” เพื่อป้องกันคนตกหล่น และเสนอให้ปฏิรูปโครงสร้างภาษี (ภาษีมรดก/ที่ดิน) มาอุดหนุนกองทุนบำนาญ
4. ตรวจสอบสถานะทางกฎหมาย
ขั้นตอนสุดท้ายคือการตรวจสอบความเป็นไปได้ในเชิงกฎหมายและฝ่ายบริหาร:
-
สถานะปัจจุบัน: ร่างกฎหมายฉบับประชาชนถูกนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร “ไม่รับรอง” (ปัดตก) เมื่อเมษายน 2568
-
เหตุผลสำคัญ: ถูกวินิจฉัยว่าเป็น “ร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเงิน” ซึ่งต้องใช้งบประมาณสูงถึง 400,000 ล้านบาทต่อปี เกินขีดความสามารถทางการคลังในขณะนั้น








