นโยบาย “เงินอุดหนุนแม่-เด็ก 5,000 บาท” 1 ปีเต็ม นักวิชาการแนะควรให้ถ้วนหน้า 3,000 บาทจนถึง 6 ปี

พรรคประชาธิปัตย์ ได้เผยแพร่นโยบายพรรคชื่อว่า โอบอุ้มคุณแม่ ดูแลลูกน้อย โดยให้เงินอุดหนุนมารดาและเด็กเดือนละ 5,000 บาท เป็นระยะเวลา 12 เดือน โดยเป็นเงินอุดหนุนแบบถ้วนหน้าทันทีตั้งแต่รับใบสูติบัตร ไม่ต้องพิสูจน์ฐานะ รัฐสนับสนุนเงินออมให้กับเด็กไทยทุกคนตั้งแต่แรกเกิดจนอายุ 18 ปี เดือนละ 500 บาท เพื่อให้เด็กทุกคนมีเงินออม โดยเงินออมนี้ถ้าเก็บในบัญชีเงินออมโดยไม่ถอนจะได้รับเงินเพิ่มพิเศษทุก 5 ปี ครั้งละ 10,000 บาท ซึ่งถือเป็นนโยบายที่พรรคประขชาธิปัตย์เคยประสบความสำเร็จมาแล้ว
จากประเด็นดังกล่าว Thai PBS Verify จึงได้ย้อนไทม์ไลน์นโยบาย “เด็กแรกเกิด” เพื่อดูว่า ก่อนหน้านี้เคยมีพรรคการเมืองใดนำมาใช้เป็นนโยบายหาเสียงแล้วบ้าง และในปัจจุบันนโยบายเด็กแรกเกิดมีแนวทางอย่างไร
นโยบายโอบอุ้มคุณแม่ ดูแลลูกน้อย พรรคประชาธิปัตย์
วิวัฒนาการนโยบายเด็กแรกเกิดของพรรคประชาธิปัตย์
- 12 ม.ค. 52: รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศนโยบาย “เรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ” เป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนรอบคลุม ตั้งแต่อนุบาลถึงมัธยมปลาย (รวมเด็กเล็ก) โดยสนับสนุน 5 รายการหลัก: ค่าเล่าเรียน, หนังสือเรียน, อุปกรณ์การเรียน, เครื่องแบบนักเรียน และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
- 26 ธ.ค. 61: นายอภิสิทธิ์ ประกาศนโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 62 ภายใต้แคมเปญ “เกิดปั๊บ รับสิทธิเงินแสน” โดยเสนอให้เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด 1,000 บาทต่อเดือน ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 ปี แบบถ้วนหน้า
- 20 ม.ค. 66: ในการเตรียมการเลือกตั้งปี 66 พรรคประชาธิปัตย์ประกาศนโยบาย “สตาร์ทที่เด็กเล็ก” โดยเน้นการจ่ายเงินอุดหนุนรายเดือนให้กับเด็กเล็กแบบถ้วนหน้า 3,000 บาท (เงินก้อนรับขวัญตอนเกิด) และสนับสนุนรายเดือนจนถึงอายุ 6 ปี เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสิทธิ์
- 7 ม.ค. 69: นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศนโยบายหมัดเด็ดที่ จ.นครศรีธรรมราช เสนอ “เงินขวัญถุงเด็กแรกเกิด 65,000 บาท” ในปีแรก เพื่อกระตุ้นยอดการเกิดและเป็นสวัสดิการก้อนใหญ่ให้ครอบครัว
- 11 ม.ค. 69: ขยายความนโยบายที่ จ.ภูเก็ต โดยระบุรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องการสนับสนุนรายเดือนตลอดปีแรก และ “เงินออมเพื่ออนาคต” ที่จะสมทบให้เด็กมีเงินเก็บ 100,000 บาท เมื่ออายุครบ 18 ปี
ส่องนโยบาย “เด็กแรกเกิด” ในการเลือกตั้งปี 66 พรรคใดหาเสียงไว้บ้าง
- พรรคก้าวไกล เสนอเงินอุดหนุนเด็กเล็ก 1,200 บาท/เดือน แบบถ้วนหน้า (ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 ปี) โดยเน้นว่าเด็กทุกคนต้องได้รับสิทธิ์โดยไม่ต้องพิสูจน์ความจน นอกจากนี้ยังมีนโยบาย สิทธิลาคลอด 180 วัน ที่พ่อแม่สามารถแบ่งวันลากันได้ เพื่อให้สถาบันครอบครัวช่วยกันดูแลเด็กได้อย่างเต็มที่
- พรรคประชาธิปัตย์ นโยบาย สตาร์ทที่เด็กเล็ก เสนอเงินรับขวัญทันทีเมื่อเกิด 3,000 บาท และให้เงินสนับสนุนรายเดือนต่อเนื่องจนถึง 6 ปี (ควบคู่ไปกับนโยบายเรียนฟรีและนมโรงเรียนฟรี) เพื่อเป็นหลักประกันพื้นฐานให้ครอบครัวในช่วงเริ่มต้น
- พรรคเพื่อไทย นโยบาย “มีลูกมีแต่ได้” เน้นการส่งเสริมระบบนิเวศการเลี้ยงลูก เช่น ยกระดับ สถานรับเลี้ยงเด็ก (Day Care) ให้ใกล้บ้านและมีคุณภาพ และใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ผ่าน คลินิกส่งเสริมการมีบุตร เพื่อช่วยแก้ปัญหามีบุตรยาก นอกจากนี้ยังมีนโยบาย “บัญชีตั้งตัว” ที่จะสมทบเงินให้เด็กในระยะยาว
- พรรคพลังประชารัฐ นโยบาย “แม่ บุตร ธิดา ประชารัฐ” ดูแลตั้งแต่อยู่ในครรภ์ โดยให้เงินสนับสนุนเดือนละ 10,000 บาท เป็นเวลา 5 เดือน (ตั้งแต่อายุครรภ์ 4-9 เดือน) และเมื่อคลอดแล้วจะให้ค่าช่วยเลี้ยงดูบุตรอีก 3,000 บาท/เดือน ต่อเนื่องไปจนถึงอายุ 6 ปี
- พรรคประชาชาติ นโยบาย “สวัสดิการเด็กถ้วนหน้า” ให้เงินอุดหนุนเด็ก 0-6 ปี รวม 4,500 บาท/เดือน (โดยเป็นการขยับตัวเลขจากข้อเสนอภาคประชาชน 3,000 บาทขึ้นไปอีก) เพื่อให้ครอบครัวสามารถเลี้ยงดูเด็กให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้จริง
- พรรคไทยสร้างไทย นโยบาย “ดูแลตั้งแต่ในครรภ์จนถึง 6 ปี” นำเสนอผ่านแคมเปญ “คูปองเลี้ยงลูก” หรือเงินสนับสนุนตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนถึง 6 ปี (ประมาณ 2,000 บาท/เดือน) และเน้นการสร้าง ศูนย์เด็กเล็กใกล้บ้าน เพื่อให้แม่สามารถทำงานและเลี้ยงลูกไปพร้อมกันได้โดยไม่ “หายเหนื่อย”
สถานการณ์นโยบายเด็กแรกเกิดปัจจุบันเป็นอย่างไร ?
รัฐบาลมีโครงการช่วยเหลือสำหรับเด็กแรกเกิดถึงอายุ 6 ปี โดยจ่าย เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็ก เดือนละประมาณ 600 บาทต่อเด็ก สำหรับครอบครัวที่มีรายได้ไม่เกินเกณฑ์ ซึ่งผู้ปกครองต้องลงทะเบียนและมีคุณสมบัติตรงตามกฎกระทรวง เงินจะถูก โอนเข้าบัญชีผู้ปกครองเป็นประจำทุกเดือน และสามารถตรวจสอบสิทธิหรือสถานะการจ่ายได้ผ่านแอป/เว็บไซต์ของกรมกิจการเด็กและเยาวชน เช่น แอป “เงินเด็ก” หรือระบบตรวจสอบสิทธิออนไลน์
นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่ทำงานและอยู่ในระบบประกันสังคม (มาตรา 33/39) ยังมีสิทธิ เงินสงเคราะห์บุตรจากประกันสังคม ซึ่งในปี 2568 มีการปรับเพิ่มเป็น 1,000 บาทต่อเดือนต่อบุตรหนึ่งคน สำหรับเด็กแรกเกิดจนถึง 6 ปี เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระการเลี้ยงดู
ระบบประกันสังคมยังมีสิทธิ เงินก้อนช่วยคลอด ประมาณ 15,000 บาทต่อการคลอดหนึ่งครั้ง สำหรับผู้ประกันตนที่มีคุณสมบัติครบถ้วนอีกด้วย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางสนับสนุนเพื่อช่วยเหลือครอบครัวที่มีลูกเกิดใหม่
วิกฤตเด็กเกิดน้อยและความจำเป็นของสวัสดิการตั้งแต่ 0–6 ปี
ผศ. สุนี ไชยรส ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า กล่าวว่า นโยบายที่ถูกมองว่าเป็นสวัสดิการสำหรับทุกช่วงวัยตั้งแต่ครรภ์มารดาจนถึงเด็กเล็กนั้น ภาคประชาชนได้เคลื่อนไหวผลักดันกันมานานกว่า 10 ปี เพราะเด็กเล็กเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตทั้งด้านร่างกายและสมอง จึงมีการเรียกร้องให้มีการดูแลตั้งแต่ครรภ์จนถึง 6 ปี ซึ่งถือเป็น “วัยทอง” ของชีวิต โดยข้อเรียกร้องสำคัญคือเงินอุดหนุนแบบถ้วนหน้าเดือนละ 3,000 บาทเพื่อเป็นหลักประกันให้กับเด็กทุกคน แต่ที่ผ่านมา สิ่งที่ได้รับคือเงินสนับสนุนเฉพาะเด็กที่เกิดแล้วจนถึง 6 ปีแบบคัดกรองรายได้นำ “ความจน” มาเป็นตัววัด จึงไม่ใช่สวัสดิการถ้วนหน้าที่ภาคประชาชนเรียกร้อง อีกทั้งยังขัดกับหลักการเพราะเป็นการเลือกปฏิบัติ ทำให้มีเด็กตกหล่นจำนวนมาก เนื่องจากไม่มีใครสามารถระบุได้ชัดเจนว่ารายได้ของพ่อแม่ ปู่ย่า ตายายที่เลี้ยงเด็กนั้นเท่าไร จึงมีสถิติที่ยอมรับกันว่ามีเด็กยากจนตกหล่นอย่างน้อย 30% หรือราว 1 ล้านคนที่ไม่ได้รับสิทธิตามระบบปัจจุบัน นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ต้องผลักดันให้เกิดสวัสดิการแบบถ้วนหน้าอย่างแท้จริง
ผศ. สุนี ไชยรส ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า
ภาคประชาชนเร่งผลักดัน “เงินอุดหนุนเด็กถ้วนหน้า–ศูนย์เด็กเล็กคุณภาพ” เป็นนโยบายรัฐ
ในขณะเดียวกัน ภาคประชาชนยังคาดหวังให้พรรคการเมืองต่าง ๆ นำนโยบายนี้ไปผลักดันให้เป็นนโยบายของรัฐบาล เพราะแม้จะมีการดำเนินการบางส่วนแล้ว แต่ยังไม่สมบูรณ์ในหลักการถ้วนหน้า สิ่งที่อยากเห็นคือสวัสดิการเด็กถ้วนหน้าที่ไม่คัดกรองรายได้ และควบคู่ไปกับการสร้างระบบสนับสนุนให้พ่อแม่สามารถทำงานได้อย่างมั่นใจ โดยต้องมีศูนย์เด็กเล็กใกล้บ้านที่มีคุณภาพเพื่อช่วยดูแลเด็ก ให้เด็กได้รับอาหาร การเรียนรู้ และสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ดังนั้นเมื่อพูดถึงสวัสดิการเด็กถ้วนหน้า จึงมี 2 ประเด็นสำคัญ คือสวัสดิการเงินอุดหนุนที่เป็นสิทธิถ้วนหน้า และการกระจายอำนาจเพื่อให้บริการต่าง ๆ เข้าถึงเด็กในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ
เปิดที่มาของตัวเลขเงินอุดหนุนเด็กเล็กตามเส้นความยากจนของไทย
สำหรับตัวเลข 3,000 บาทนั้น มาจากคำถามว่าทำไมตัวเลขนี้ถึงถูกมองว่าเป็นตัวเลขเฉลี่ยที่ควรเพียงพอสำหรับการเลี้ยงดูเด็ก โดยย้อนกลับไปเมื่อปี 2558 ที่มีการเรียกร้องครั้งแรกและเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ทำให้เด็กได้รับเงิน 400 บาท และมีการกำหนดเกณฑ์ความจนที่ 36,000 บาทต่อปี ต่อมาในช่วงเวลาที่ผลักดันจนได้สิทธิสำหรับเด็ก 0–6 ปี ก็ยังคงนำเกณฑ์รายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปีมาใช้ และให้เงิน 600 บาทต่อเดือน ซึ่ง 600 บาทถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับภาระจริงในการเลี้ยงเด็ก โดยตัวเลข 3,000 บาทอ้างอิงจากเส้นความยากจนของสังคมไทย เป็นตัวเลขที่อธิบายได้ว่าช่วยประคับประคองสถานการณ์ครอบครัว แม้ในความเป็นจริงพ่อแม่ทุกคนยืนยันว่าการเลี้ยงเด็กหนึ่งคนนั้นใช้เงินไม่ต่ำกว่า 5,000 บาทต่อเดือน และแม้ 3,000 บาทยังไม่เพียงพอ แต่ก็เป็นตัวเลขที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับคุณภาพชีวิตได้อย่างเป็นรูปธรรมมากกว่า 600 บาท
วิกฤตเด็กเกิดน้อย–ช่องว่างการดูแลพุ่งสูง ครอบครัวไทยเผชิญภาระหนักไร้ระบบรองรับ
สถานการณ์ปัจจุบันของเด็กแรกเกิดไทยมีความน่ากังวล เพราะจำนวนเด็กเกิดใหม่เหลือเพียงประมาณ 300,000 กว่าคนต่อปี และลดลงเรื่อย ๆ จนถือเป็นภาวะวิกฤต แต่ปัญหาที่สำคัญกว่านั้นคือคุณภาพชีวิตของเด็กที่เกิดมา เด็กทุกคนเป็นเหมือนสมบัติล้ำค่าของสังคมที่ต้องการการดูแลเพื่อเติบโตอย่างมีคุณภาพ มีโอกาสเรียนรู้ และได้รับการพัฒนาที่เหมาะสมไม่ว่าเด็กจะเป็นเด็กพิการหรือเด็กพิเศษก็ตาม ทุกคนต้องไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง จึงเป็นสถานการณ์ที่ไม่สามารถปล่อยทิ้งไว้ได้อีกต่อไป
ในส่วนของบริบทแรงงานและภาระครอบครัว ผู้หญิงไทยยุคใหม่ต้องทำงานหนักขึ้นและมักไม่มีผู้ช่วยเลี้ยงลูกเหมือนสมัยก่อนที่อาจมีปู่ย่าตายายช่วยเลี้ยง ครอบครัวจำนวนมากเป็นครอบครัวเดี่ยวทำให้พ่อแม่ต้องทำงานเต็มเวลาและไม่มีศูนย์เด็กเล็กที่ใกล้บ้านหรือมีคุณภาพเพียงพอ จึงเกิดสิ่งที่เรียกว่า “ช่องว่างการดูแล” ในช่วงที่พ่อแม่ต้องออกไปทำงานแต่ไม่มีใครดูแลลูก ไม่ใช่ทุกครอบครัวที่จะสามารถส่งลูกไปยังเนอสเซอรี่เอกชนเพราะค่าใช้จ่ายสูงมาก ส่วนศูนย์เด็กเล็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็มีคุณภาพไม่เท่ากัน บางแห่งดีมาก แต่หลายแห่งขาดบุคลากร ครูดูแลเด็กเกินภาระ และมีปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นปัญหาเชิงระบบที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง
ทำไมสวัสดิการเด็กถ้วนหน้าจึงจำเป็น ?
ท้ายที่สุด ความสำคัญของสวัสดิการถ้วนหน้าคือการลงทุนระยะยาว ไม่ใช่การสงเคราะห์ เพราะเด็กที่เกิดในวันนี้ อีก 20 ปีจะกลายเป็นแรงงานหลักของประเทศ หากไม่ลงทุนตั้งแต่ตอนนี้ ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยไม่มีแรงงานเพียงพอ หลักสวัสดิการถ้วนหน้ามีความสำคัญเพราะไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และไม่มีใครตกหล่น การได้รับการดูแลที่ดีตั้งแต่เล็กจะทำให้เด็กมีพัฒนาการที่เหมาะสม ไม่ขาดโภชนาการ และไม่กลายเป็นภาระสุขภาพเรื้อรังตอนโตซึ่งรัฐต้องใช้งบประมาณมากกว่าเดิมหลายเท่าในการรักษา ดังนั้นสวัสดิการถ้วนหน้าสำหรับเด็กแรกเกิดถึง 6 ปี จึงไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่สูญเปล่า แต่คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับประเทศในระยะยาว
สำรวจงบประมาณเด็กไทยปี 2569 ใครได้รับอะไรบ้าง
งบประมาณปี 2569 ของประเทศไทยซึ่งมีวงเงินรวม 3,780,600 ล้านบาท ประกอบด้วยรายการช่วยเหลือสำหรับเด็กเล็กและเด็กวัยเรียนหลายด้าน โดยสำหรับเด็กเล็กอายุ 0–6 ปี ซึ่งมีจำนวนประมาณ 3.2 ล้านคน รัฐจัดสรรงบประมาณเพื่อจ่ายเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดให้ครอบครัวที่มีรายได้น้อยกว่า 100,000 บาทต่อปี เดือนละ 600 บาท เพื่อส่งเสริมพัฒนาการสมวัย ครอบคลุมเด็ก 2.62 ล้านคน เป็นงบประมาณรวม 16,267.9 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีเงินอุดหนุนสงเคราะห์เด็กยากจนสำหรับเด็กขาดแคลนหรือเด็กที่ฝากเลี้ยงตามบ้านอายุไม่เกิน 18–20 ปี ซึ่งได้รับเงินหรือสิ่งของช่วยเหลือรายครั้ง จำนวน 172,625 คน คิดเป็นงบประมาณ 172.6 ล้านบาท รวมถึงเงินอุดหนุนเด็กในครอบครัวอุปถัมภ์ที่สนับสนุนค่าเลี้ยงดูเดือนละ 2,000 บาท จำนวน 5,500 คน ใช้งบประมาณ 132 ล้านบาท และกองทุนคุ้มครองเด็กที่ดูแลเด็กจำนวน 4,000 คน ใช้งบประมาณ 45 ล้านบาท

ในส่วนของเด็กวัยเรียนอายุ 7–18 ปี ซึ่งมีจำนวนประมาณ 9 ล้านคน รัฐจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษา 15 ปี ฟรี ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน ครอบคลุมค่าเรียน ค่าหนังสือ ค่าอุปกรณ์การเรียน เครื่องแบบ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน รวมทั้งหมด 10.51 ล้านคน ใช้งบประมาณ 90,008.6 ล้านบาท พร้อมทั้งสนับสนุนปัจจัยพื้นฐานด้านต่าง ๆ เช่น ค่าอาหารกลางวันสำหรับนักเรียน 6.06 ล้านคน งบประมาณ 30,012.9 ล้านบาท และค่าอาหารเสริม (นม) ให้กับเด็ก 6.24 ล้านคน งบประมาณ 12,775.0 ล้านบาท นอกจากนี้ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาได้ช่วยเหลือผู้ขาดแคลนไม่น้อยกว่า 1.51 ล้านคน ด้วยงบประมาณ 7,483.7 ล้านบาท และการสนับสนุนทุนการศึกษาทั้งในและต่างประเทศสำหรับนักเรียนจำนวน 69,325 คน คิดเป็นงบประมาณ 7,565.9 ล้านบาท
เรื่องจริงเป็นอย่างไร ?
ข้อมูลสถิติ จำนวนเด็กเกิดใหม่ของประเทศไทยในปี 2568 จากข้อมูลทะเบียนราษฎรของกรมการปกครอง อยู่ที่ 416,574 คน ซึ่งถือเป็นตัวเลขต่ำที่สุดในรอบกว่า 75 ปี โดยแบ่งเป็นเพศชาย 215,035 คน และเพศหญิง 201,539 คน ตัวเลขนี้สะท้อนถึงการลดลงอย่างต่อเนื่องของจำนวนทารกเกิดใหม่เมื่อเทียบกับปีก่อน ๆ โดยจากสถิติย้อนหลังพบว่าประเทศไทยมีจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงเรื่อยมา เช่น ปี 2558 มี 736,352 คน ปี 2560 มี 703,003 คน ปี 2563 เหลือ 587,368 คน ปี 2565 อยู่ที่ 502,107 คน ปี 2566 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 517,934 คน ก่อนจะลดลงอีกครั้งในปี 2567 เหลือ 462,240 คน และลดลงอย่างชัดเจนในปี 2568 เหลือเพียง 416,574 คน ซึ่งแสดงถึงแนวโน้มการเกิดที่ลดระดับลงอย่างรุนแรงต่อเนื่องหลายปี
ขณะเดียวกัน นักวิชาการเสนอควรให้มีการดูแลตั้งแต่ครรภ์จนถึง 6 ปี ใช้ระบบเงินอุดหนุนแบบถ้วนหน้าเดือนละ 3,000 บาทเป็นหลักประกันให้กับเด็กทุกคน เพื่อการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับประเทศในระยะยาว
ซึ่งหากพรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาล นโยบายดังกล่าวจะช่วยเพิ่มอัตราการเกิดให้กับประเทศได้หรือไม่
กระบวนการตรวจสอบ
- ตรวจสอบข้อมูลผ่านไทม์ไลน์นโยบาย: เมื่อตรวจสอบไทม์ไลน์นโยบายพบว่าก่อนหน้านี้พรรคประชาธิปัตย์เคยหาเสียงประเด็นนี้มาแล้ว
- ตรวจสอบผ่านข้อมูล: นโยบายเด็กแรกเกิดช่วงเลือกตั้งปี 66 มีพรรคก้าวไกล, พรรคประชาธิปัตย์, พรรคเพื่อไทย, พรรคพลังประชารัฐ, พรรคประชาชาติ และพรรคไทยสร้างไทย ตั้งแต่1,200 – 4,500 บาท
- ตรวจสอบผ่านแหล่งข่าว: Thai PBS Verify สัมภาษณ์ ผศ. สุนี ไชยรส ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า มองว่า ควรให้มีการดูแลตั้งแต่ครรภ์จนถึง 6 ปี ใช้ระบบเงินอุดหนุนแบบถ้วนหน้าเดือนละ 3,000 บาทเป็นหลักประกันให้กับเด็กทุกคน เพื่อการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับประเทศในระยะยาว









