ตรวจสอบแล้ว: ผู้สมัคร สส. ที่มีคดีอยู่ระหว่างพิจารณา ถือว่ายังไม่ขาดคุณสมบัติตาม กม.เลือกตั้ง

Thai PBS Verify พบแหล่งที่มาจาก: Facebook
ในช่วงที่การเลือกตั้งใกล้เข้ามา เกิดคำถามบนสื่อสังคมออนไลน์ว่าเหตุใดผู้สมัครรับเลือกตั้งบางคนที่มีคดีความอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล จึงยังสามารถลงสมัครและหาเสียงได้ตามปกติ ข้อสงสัยดังกล่าวนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นช่องว่างของกฎหมาย หรือสะท้อนความไม่เป็นธรรมในกระบวนการเลือกตั้งหรือไม่
ผู้สมัครคนไหนบ้างที่มีคดีความในปัจจุบัน ?
Thai PBS Verify พบผู้สมัครที่ถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องคุณสมบัติการลงสมัคร สส. เช่น
พรรคภูมิใจไทย
- ไตรเทพ งามกมล ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต พรรคภูมิใจไทย จังหวัดบุรีรัมย์
- คดีเกี่ยวกับการจัดซื้อปุ๋ยขององค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์
ตามรายงานของสำนักข่าวอิศรา ระบุว่า คดีกล่าวหาผู้บริหารองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) บุรีรัมย์ เป็นคดีทุจริตดำเนินโครงการส่งเสริมอาชีพของคนบุรีรัมย์ ปีงบประมาณ 2555-2558 โดยร่วมกันจัดหาปุ๋ยอินทรีย์กระสอบละ 150-260 บาท เพื่อนำไปใช้ในการดำเนินโครงการฯ ในราคากระสอบละ 500 บาท
ทั้งนี้ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 ได้มีคำสั่ง ประทับรับฟ้องจำเลยจำนวน 3 ราย ซึ่งหนึ่งในจำเลยคือ นายไตรเทพ งามกมล โดยคดียังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของศาล ทั้งนี้รายงานของสำนักข่าวอิศรา ระบุว่า การชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นที่สุด ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามราย ยังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด
- ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต พรรคภูมิใจไทย จังหวัดสงขลา
ตามรายงานของสำนักข่าวอิศรา ระบุ ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ถูกเรียกร้องโดย ศิริโชค โสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ให้มีการเร่งรัดการไต่สวนคดีที่เกี่ยวข้องกับนายณัฏฐ์ชนน จำนวน 2 คดี คือ
- กรณีกล่าวหารับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้จากผู้ใด เนื่องจากยอมให้บุคคลภายนอกชำระค่ารักษาพยาบาลแทนให้แก่ตนเอง เป็นจำนวนเงิน 1,335,778 บาท ในเข้ารักษาทางด้านโรคหัวใจที่โรงพยาบาลพญาไท 2 ช่วงวันที่ 23 ก.ย.-18 ต.ค.2562 ซึ่ง ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดแล้ว เหลือขั้นตอนส่งเรื่องให้ศาลฎีกาและอัยการสูงสุดดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมาย
- คดีเส้นทางการเงิน 30 ล้าน ที่เกี่ยวข้องกับผู้รับเหมา โดยอ้างว่าพนักงานไต่สวนรวบรวมหลักฐานครบถ้วน รอเพียงมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดใหญ่เท่านั้น
ทั้งนี้ สำนักข่าวอิศรา รายงานว่า การชี้มูลความผิดทางอาญาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นที่สุด ผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด
พรรคกล้าธรรม
- บุญยิ่ง นิติกาญจนา สมาชิกพรรคกล้าธรรม
ศาลมีคำพิพากษา จำคุก 6 ปี 8 เดือน ทั้งนี้ ศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ โดยกำหนดหลักประกันจำนวน 250,000 บาท และคดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นอุทธรณ์
ผู้สมัคร สส.ที่มีคดีความอยู่ระหว่างพิจารณา เข้าข่ายขาดคุณสมบัติผู้สมัครหรือไม่ ?
Thai PBS Verify ไขคำตอบนี้จาก รศ.สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่า ผู้สมัครรับเลือกตั้งสามารถลงสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ แม้จะมีคดีความอยู่ระหว่างการพิจารณา เนื่องจากคดียังไม่ถึงที่สุด และไม่เข้าข่ายขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายเลือกตั้ง โดยกระบวนการคดีสามารถดำเนินต่อไปภายหลังการเลือกตั้งได้ หากเป็นกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาลงโทษและมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิทางการเมือง หรือมีคำสั่งจำคุกโดยไม่ให้ประกันตัว จึงจะเข้าข่ายขาดคุณสมบัติการเป็น สส.
“ทั้งนี้ แม้จะมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้น หากไม่ถูกควบคุมตัวและยังได้รับการปล่อยชั่วคราว ก็ยังไม่ถือว่าขาดคุณสมบัติทางกฎหมาย แต่หากประกันตัวไม่ทันและต้องโทษจำคุกในศาลชั้นต้น ก็ถือว่าขาดคุณสมบัติการลงสมัคร สส.”
ส่วนประเด็นความเหมาะสม เป็นเรื่องที่อยู่ในดุลพินิจของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ขณะที่ในทางกฎหมายยังไม่ถือว่าผู้สมัครขาดคุณสมบัติหรือไม่
เมื่ออ้างอิงจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ปี 2561 ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2561 ตามหมวด 4 ผู้สมัครและการสมัครรับเลือกตั้ง ส่วนที่ 1 ผู้สมัครรับเลือกตั้ง มาตรา 41 ระบุถึงผู้มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
- ผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร
- มาตรา 42 ที่พูดถึงคุณสมบัติต้องห้ามไม่ให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีใจความสำคัญในข้อ 8 และข้อ 9 ระบุว่า การต้องคำพิพากษาให้จำคุก ถือเป็นคุณสมบัติต้องห้ามการสมัคร สส.

เมื่อข้อกฎหมายไม่ตัดสิทธิ แต่พรรคการเมืองใช้ดุลพินิจคัดกรองผู้สมัครได้
แม้ตามกฎหมายการเลือกตั้งของไทย บุคคลที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีและยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดจะยังคงมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ อย่างไรก็ตาม ในทางการเมือง บางพรรคเลือกใช้มาตรการที่ยึดหลักความเหมาะสมและตามแนวทางของพรรค
ตัวอย่างเช่น กรณีของ บุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ ผู้สมัคร สส.กรุงเทพมหานคร เขต 33 พรรคประชาชน ซึ่งถูกออกหมายจับในคดีฟอกเงินจากการขยายผลเครือข่ายยาเสพติด ต่อมา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ชี้แจงว่า หมายจับดังกล่าวออกเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ทำให้ไม่ปรากฏข้อมูลในระบบตรวจสอบก่อนหน้านั้น พร้อมกล่าวขอโทษประชาชนต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และย้ำว่า แม้คดียังไม่สิ้นสุดตามกฎหมาย พรรคได้ตัดสินใจถอดบุญฤทธิ์ออกจากการเป็นผู้สมัครโดยทันที
เหตุใดผู้ที่มีคดีอยู่ระหว่างพิจารณา จึงยังสามารถสมัคร สส. ได้
ด้าน ผศ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย จึงมีหลักการพื้นฐานของกระบวนการยุติธรรมคือ หลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ (Presumption of Innocence) หรือที่เราเคยได้ยินว่า ไม่มีใครผิด จนกว่าศาลจะพิพากษา
โดยหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์มีขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้การใช้อำนาจของรัฐ โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมาย ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการกำจัดฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง เนื่องจากทุกคนอาจถูกกล่าวหาหรือใส่ร้ายได้ และมีเพียงศาลในฐานะองค์กรอิสระเท่านั้นที่มีอำนาจตัดสินความผิดตามกระบวนการยุติธรรม
“หลักการพื้นฐานในกระบวนการยุติธรรมคือ ทุกคนที่ถูกกล่าวหา ให้สันนิฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ การที่ตำรวจจับกุมเป็นการกล่าวหา อัยการส่งฟ้องต่อศาล ศาลรับฟ้องแล้วกลายเป็นจำเลย ก็ยังถือว่าเป็นการกล่าวหาอยู่ เพราะว่า ในระบอบประชาธิปไตย มีหลักการที่เรียกว่า แบ่งแยกอำนาจ นั่นคือศาลจะเป็นอิสระจากฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการต้องเห็นว่า ที่ส่งฟ้องมายังไม่สามารถตัดสินได้ ยังเป็นแค่การกล่าวหาอยู่ อันนี้คือหลักการของประชาธิปไตย ที่เรียกว่า Presumption of Innocence หรือ หลักการสันนิฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์”
“การที่ตำรวจตั้งข้อหามาหรือแม้กระทั่งมีหมายจับ ยังไม่ได้แปลว่าเขาทำผิด ตามที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติเอาไว้ใน มาตรา 29 วรรค 2 ว่า ในคดีอาญาให้สันนิฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลย ไม่มีความผิด ก่อนมีการพิพากษาอันถึงที่สุด แสดงว่าบุคคลใดกระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนบุคคลเป็นผู้กระทำผิดไม่ได้ ซึ่งหลักการนี้เป็นหลักสากลของสหประชาชาติ ตามหลักปฏิญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน เป็น มาตรา 11 ของปฏิญาณว่าด้วยบุคคลย่อมเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ จนกว่าจะถูกพิสูจน์ว่ากระทำผิด ซึ่งถูกระบุในรัฐธรรมนูญทุกฉบับของไทยตั้งแต่ฉบับปี 2492 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน”
รัฐธรรมนูญไทย 2560 มาตรา 29 วรรค 2 ระบุว่า “ในคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจําเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคําพิพากษา อันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทําความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทําความผิดมิได”
บางกรณีเกิดข้อกังวลเรื่องการจับกุมผิดตัวหรือการกล่าวหาโดยไม่เป็นธรรม ศาลจะยังไม่ถือว่าข้อกล่าวหาของตำรวจเป็นความผิดโดยอัตโนมัติ และต้องเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ บุคคลจะมีความผิดหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัย เมื่อยังอยู่ในสถานะผู้ต้องหาหรือจำเลย จึงยังไม่ถือว่ากระทำความผิด และยังสามารถสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้
อย่างไรก็ตาม ตามบทบัญญัติว่าด้วยลักษณะต้องห้าม หากเป็นกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาจำคุกและมีคำสั่งให้คุมขังตามหมายศาล แม้จะเป็นคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและคดียังอยู่ระหว่างการอุทธรณ์หรือฎีกา ก็จะเข้าข่ายขาดคุณสมบัติในการสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากอยู่ระหว่างการถูกคุมขังตามคำสั่งศาล
อย่างไรก็ตาม ผศ.ปริญญา ระบุว่า นอกเหนือจากข้อกฎหมายแล้ว ประเด็นเรื่องความเหมาะสมเป็นเรื่องของ การตัดสินใจทางการเมือง ของพรรคการเมืองและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ขณะที่ในทางกฎหมาย การถูกตั้งข้อหาหรืออยู่ระหว่างการดำเนินคดี ยังไม่ถือเป็นเหตุให้ขาดคุณสมบัติ หลักการนี้มีไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายรัฐหรือผู้มีอำนาจใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือในการกำจัดฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง เนื่องจากทุกคนอาจถูกกล่าวหาหรือใส่ร้ายได้ และมีเพียงศาลในฐานะองค์กรอิสระเท่านั้นที่มีอำนาจชี้ขาดความผิด
ทั้งนี้หลักปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน – Universal Declaration of Human Rights ระบุใน มาตรา 11 ว่า
(1) ทุกคนที่ถูกกล่าวหาว่าทำผิดทางอาญา มีสิทธิที่จะได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่ามีความผิดตามกฎหมายในการพิจารณาเปิดเผย ซึ่งตนได้รับหลักประกันบรรดาที่จำเป็นสำหรับการต่อสู้คดี
(2) จะถือบุคคลใดๆ ว่ามีความผิดทางอาญาเนื่องด้วยการกระทำหรือละเว้นใด ๆ อันมิได้จัดเป็นความผิดทางอาญาตามกฎหมายแห่งชาติ หรือกฎหมายระหว่างประเทศในขณะได้กระทำการนั้นขึ้นไม่ได้ และจะลงโทษอันหนักกว่าที่ใช้อยู่ในขณะที่ได้กระทำความผิดทางอาญานั้นไม่ได้
ตัวอย่างบุคคลที่มีคดีความแต่ยังไม่สิ้นสุด แต่ไม่ขาดคุณสมบัติการเป็น สส.
ปี 2566 สำนักข่าว BBC ไทยรายงานกรณี น.ส.รักชนก ศรีนอก ผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่ง สส. กรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล ถูกศาลอาญา รัชดา พิพากษาจำคุก 6 ปี ไม่รอลงอาญา ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ อย่างไรก็ตาม ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ ด้วยหลักทรัพย์ 500,000 บาท ส่งผลให้ยังไม่สิ้นสุดสมาชิกภาพการเป็น สส.

ต่อมาในปี 2567 น.ส.รักชนก เดินทางไปยังศาลอาญาเพื่อฟังคำสั่งเกี่ยวกับการเพิกถอนการประกันตัวในคดีดูหมิ่นสถาบันฯ หมายเลขดำ อ.683/2565 ซึ่งพนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง โดยศาลอาญามีคำพิพากษาจำคุก 2 คดี คดีละ 3 ปี รวมโทษจำคุก 6 ปี ไม่รอลงอาญา แต่ยังอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ วงเงิน 500,000 บาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามกระทำการในลักษณะเดียวกันอีก
โดยศาลอาญาพิพากษาจำคุกรักชนกทั้ง 2 คดี แยกเป็นคดีละ 3 ปี รวมจำคุก 6 ปี ไม่รอลงอาญา ซึ่งศาลอาญาอนุญาตให้รักชนกประกันตัวระหว่างอุทธรณ์คดี โดยตีราคาประกัน 5 แสนบาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามกระทำผิดในลักษณะเดียวกันนี้อีก
กรณีดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ผู้สมัครหรือ สส. จะมีคำพิพากษาศาลชั้นต้นและอยู่ระหว่างการต่อสู้คดี หากยังได้รับการประกันตัวและไม่ถูกคุมขังตามคำสั่งศาล ก็ยังไม่ถือว่าสิ้นสุดสิทธิหรือขาดคุณสมบัติทางกฎหมายในการดำรงตำแหน่งหรือสมัครรับเลือกตั้ง
เรื่องจริงเป็นอย่างไร
ตรวจสอบแล้วผู้สมัคร สส. ที่มีคดีความอยู่ระหว่างการพิจารณา ยังไม่เข้าข่ายขาดคุณสมบัติผู้สมัครตามกฎหมายเลือกตั้ง เนื่องจากคดียังไม่ถึงที่สุด และยังไม่ถูกศาลมีคำพิพากษาจำคุกโดยไม่ให้ประกันตัว หลักการดังกล่าวสอดคล้องกับกฎหมายเลือกตั้งและรัฐธรรมนูญไทย มาตรา 29 วรรค 2 ว่า “ในคดีอาญาให้สันนิฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลย ไม่มีความผิด ก่อนมีการพิพากษาอันถึงที่สุด” ทำให้ผู้ถูกกล่าวหาหรืออยู่ระหว่างการดำเนินคดี ยังคงมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งและหาเสียงได้ตามกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องความเหมาะสมยังเป็นเรื่องของดุลพินิจทางการเมืองของพรรค และการตัดสินใจของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
กระบวนการตรวจสอบ
1.ตรวจสอบจากกฎหมายเลือกตั้ง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 มาตรา 41 พูดถึงผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร และมาตรา 42 ที่พูดถึงคุณสมบัติต้องห้ามไม่ให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีใจความสำคัญในข้อ 8 ระบุว่า การต้องคำพิพากษาให้จำคุก ถือเป็นคุณสมบัติต้องห้ามการสมัคร สส.
ความเห็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเลือกตั้ง อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ระบุ สส. ที่มีคดีความอยู่ระหว่างการพิจารณา ยังไม่เข้าข่ายขาดคุณสมบัติผู้สมัครตามกฎหมายเลือกตั้ง เนื่องจากคดียังไม่ถึงที่สุด และยังไม่ถูกศาลมีคำพิพากษาจำคุกโดยไม่ให้ประกันตัว
2. ตรวจสอบจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 29 วรรค 2 ว่าด้วยหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์









