คัดค้านโครงการตัดถนนสายใหม่ ผ่านป่าต้นน้ำผาดำ จ.สงขลา
ตัวแทนผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย จ.สงขลา รวมตัวแสดงพลังอ่านแถลงการณ์คัดค้านโครงการก่อสร้างถนนสายใหม่เชื่อม อ.สะเดา จ.สงขลา กับ อ.ควนกาหลง จ.สตูล เนื่องจากกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อป่าผาดำ ซึ่งเป็นป่าต้นน้ำผืนสุดท้ายบนเทือกเขาบรรทัด
พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนโครงการและศึกษาเส้นทางเลือกอื่นที่กระทบธรรมชาติน้อยที่สุด
ขณะที่ ภาครัฐระบุโครงการช่วยลดเวลาเดินทาง แต่ยังต้องรอผลการศึกษาความเหมาะสมและรายงาน EIA ก่อนดำเนินการขั้นต่อไป
เปิดเหตุผลกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ยื่นแถลงการณ์คัดค้านถนนสายใหม่
ตัวแทนผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย จ.สงขลา ได้รวมตัวกัน ณ บริเวณหน้าอนุสรณ์สถานการต่อสู้ของกองทัพปลดแอกประชาชน เขตงาน จ.สงขลา บริเวณอ่างเก็บน้ำคลองจำไหร อ.คลองหอยโข่ง จ.สงขลา เพื่อร่วมอ่านแถลงการณ์แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยต่อโครงการก่อสร้างถนนสายใหม่ เชื่อม อ.สะเดา จ.สงขลา กับ อ.ควนกาหลง จ.สตูล (เชื่อม อ.สะเดา กับ ต.ทุ่งตำเสา อ.ควนกาหลง) โดยมีข้อกังวลหลักดังนี้
- หวั่นทำลายพื้นที่ป่าอนุรักษ์: เกรงว่าโครงการดังกล่าวจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อ "ผืนป่าผาดำ"
- ปกป้องแหล่งน้ำสำคัญ: ป่าผาดำถือเป็นผืนป่าต้นน้ำผืนสุดท้ายบนเทือกเขาบรรทัด ของ จ.สงขลา
4 ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล พร้อมเดินหน้าขยายวงมวลชนคัดค้าน
กลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย จ.สงขลา ได้ยื่นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาและดำเนินการอย่างรอบคอบ โดยมีแนวทางสำคัญประกอบด้วย
- ทบทวนโครงการ: เรียกร้องให้รัฐบาลกลับมาทบทวนโครงการก่อสร้างเส้นทางดังกล่าวอย่างรอบด้าน
- ศึกษาเส้นทางเลือกอื่น: ให้พิจารณาศึกษาเส้นทางอื่นแทนสายนี้ โดยต้องเป็นเส้นทางที่สามารถตอบสนองด้านการคมนาคมได้และก่อให้เกิดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติน้อยที่สุด
- ให้คุณค่าป่าต้นน้ำ: ต้องให้ความสำคัญกับคุณค่าของป่าต้นน้ำผาดำ ไม่น้อยไปกว่าประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ
- รับฟังเสียงประชาชน: จัดให้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างรอบด้าน
ทั้งนี้ ทางกลุ่มระบุเพิ่มเติมว่าจะยังคงขับเคลื่อนแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างต่อเนื่อง โดยมีพลังมวลชนที่พร้อมจะเข้าร่วมคัดค้านโครงการนี้ในวงที่ขยายเพิ่มมากขึ้น
ข้อมูลโครงการ "อุโมงค์บาโรย–ทุ่งตำเสา" และแนวทางจากภาครัฐ
ก่อนหน้านี้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่ จ.สงขลา เพื่อติดตามโครงการพัฒนาอุโมงค์บาโรย–ทุ่งตำเสา ซึ่งมีรายละเอียดของโครงการดังนี้
ประโยชน์ของโครงการ (หากแล้วเสร็จ):
- ช่วยลดระยะเวลาการเดินทางได้มากกว่า 40 นาที
- ช่วยลดระยะทางการเดินทางลงได้ประมาณ 50 กิโลเมตร
ข้อจำกัดของโครงการ: เส้นทางคมนาคมในบางช่วงต้องพาดผ่านพื้นที่ป่าต้นน้ำ
แนวทางการดำเนินงานถัดไปของภาครัฐ
เนื่องจากเส้นทางมีส่วนที่ทับซ้อนกับพื้นที่ป่าต้นน้ำ กรมทางหลวงจึงจำเป็นต้องดำเนินการศึกษาความเหมาะสมของโครงการอย่างละเอียด รวมถึงจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA อย่างรอบด้าน ก่อนที่จะนำมาพิจารณาเพื่อดำเนินงานในขั้นตอนต่อไป



























































