รับมือ "ซูเปอร์เอลนีโญ" เตือนวางแผนน้ำล่วงหน้า 2 ปี
ปรากฏการณ์ "เอลนีโญ" มีแนวโน้มส่งผลกระทบชัดเจนและยืดเยื้อลากยาวไปจนถึงปีหน้า ทำให้นักวิชาการจากจุฬาฯ เสนอให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันปรับแผนบริหารจัดการน้ำสำรองล่วงหน้าเป็นเวลา 2 ปี
พร้อมเตรียมพื้นที่พักน้ำและปรับเปลี่ยนรูปแบบการเพาะปลูกพืชทางเลือกที่ใช้น้ำน้อย เพื่อรับมือความผันผวนของสภาพอากาศ และพลิกโฉมการจัดการน้ำไปสู่ความยั่งยืนในระยะยาว
เตือนภัย "ซูเปอร์เอลนีโญ" ยืดเยื้อลากยาวถึงปีหน้า
นักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญจะเริ่มมีผลกระทบที่ชัดเจนขึ้นในช่วงปลายปีนี้ โดยเฉพาะในเรื่องของระยะเวลาที่จะยืดเยื้อต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า
รศ.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ได้ประเมินสถานการณ์น้ำในเขื่อนและผลกระทบไว้ดังนี้
- พื้นที่ในเขตชลประทาน: ในปีที่ผ่านมาปริมาณน้ำในเขื่อนหลายแห่งยังอยู่ในเกณฑ์สูง คาดว่าจะช่วยลดผลกระทบในพื้นที่เขตชลประทานได้ในระดับหนึ่ง
- พื้นที่นอกเขตชลประทาน: คาดว่าผลกระทบจากภัยแล้งจะเกิดขึ้นในพื้นที่นอกเขตชลประทานเป็นหลัก
- ข้อควรระวัง: หากสถานการณ์ภัยแล้งนี้ลากยาวต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า ปริมาณน้ำในเขื่อนจะลดลงเข้าสู่ภาวะที่น่ากังวลอย่างยิ่ง
มาตรการรับมือเร่งด่วน: เสนอปรับแผนสำรองล่วงหน้า 2 ปี
เพื่อรับมือกับสถานการณ์ซูเปอร์เอลนีโญและความผันผวนของสภาพอากาศ หลายหน่วยงานเริ่มเล็งเห็นความจำเป็นในการวางแผนบริหารจัดการน้ำล่วงหน้าเป็นเวลา 2 ปี โดยมีข้อเสนอแนะและแนวทางปฏิบัติที่สำคัญ ดังนี้
- กักเก็บน้ำสำรอง: ขอความร่วมมือให้ทุกภาคส่วนร่วมกันคิดและวางแผนล่วงหน้า โดยมุ่งเน้นไปที่การเตรียมพื้นที่พักน้ำและกักเก็บน้ำสำรองไว้ในพื้นที่ของตนเองเป็นอันดับแรกเพื่อรักษาน้ำต้นทุน
- ปรับเปลี่ยนรูปแบบการเพาะปลูก: เตรียมความพร้อมในการปรับเปลี่ยนรูปแบบไปปลูกพืชทางเลือกที่ใช้น้ำน้อยให้สอดรับกับวิกฤตน้ำที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งหากมีฝนตกลงมาหลังจากนี้ สถานการณ์ก็อาจจะคลี่คลายลงได้
พลิกโฉมการจัดการน้ำสู่อนาคต: วางแผนยั่งยืน 3-5 ปี
ในอนาคต รูปแบบการจัดการน้ำจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านจากการแก้ไขปัญหาแบบปีต่อปี ไปสู่การวางแผนอย่างยั่งยืนในระยะยาว 3-5 ปี โดยมีแนวทางขับเคลื่อนระบบดังนี้
- การบูรณาการข้อมูล: ต้องมีการเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลร่วมกันตั้งแต่ระดับตำบล ระดับจังหวัด ไปจนถึงระดับประเทศ
- เพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐาน: การบูรณาการข้อมูลจะช่วยให้โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำทำงานได้เต็มประสิทธิภาพและเป็นระบบ โดยจุดจัดการน้ำในแต่ละจุดจะต้องทำหน้าที่ได้แบบครบวงจร คือ เป็นทั้ง "พื้นที่กักเก็บน้ำในฤดูแล้ง" และเป็น "พื้นที่รับน้ำยามเกิดฝนตกหนัก" ได้ในจุดเดียวกัน



























































