Profile icon

“อิหร่าน” เปิดทางเรือน้ำมัน “ไทย-จีน-รัสเซีย” ผ่านฮอร์มุซได้

ข่าวปลอมDateClock icon18:06|รอบโลกViews0
Thai PBS Verify ตรวจสอบโพสต์อ้างอิหร่านไฟเขียวให้เรือน้ำมันไทย-จีน-รัสเซีย ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ พบเป็นข่าวปลอม ขณะที่มีรายงานเรือไทยถูกโจมตี และอิหร่านยืนยันเรือที่จะผ่านต้องได้รับอนุญาตก่อนเท่านั้น

Thai PBS Verify พบแหล่งที่มาจาก: Facebook

 

ภาพบันทึกหน้าจอแสดงเพจเฟซบุ๊กไทบ้าน แชร์ภาพพร้อมอ้างว่า อิหร่านยอมเปิดทางให้เรือบรรทุกน้ำมันและก๊าซ LPG "ไทย จีน และรัสเซีย" ผ่านได้

ภาพบันทึกหน้าจอแสดงเพจเฟซบุ๊กไทบ้าน แชร์ภาพพร้อมอ้างว่า อิหร่านยอมเปิดทางให้เรือบรรทุกน้ำมันและก๊าซ LPG “ไทย จีน และรัสเซีย” ผ่านได้

Thai PBS Verify พบเพจเฟซบุ๊ก แชร์ภาพเรือน้ำมัน ระบุว่า 

“ด่วน! อิหร่านไฟเขียว ปล่อยเรือน้ำมัน “ไทย-จีน-รัสเซีย” รอดช่องแคบฮอร์มุซ! ท่ามกลางวิกฤตเดือดสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ ล่าสุดมีรายงานสะพัด อิหร่านยอมเปิดทางให้เรือบรรทุกน้ำมันและก๊าซ LPG ผ่านได้แบบเอ็กซ์คลูซีฟ… แต่ให้สิทธิ์เฉพาะ “ไทย จีน และรัสเซีย” เท่านั้น! #ข่าวต่างประเทศ #วิกฤตตะวันออกกลาง #ช่องแคบฮอร์มุซ #ราคาน้ำมัน #พลังงาน #ข่าวร้อน #การเมืองโลก”

ซึ่งโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 7 มี.ค. 69 มีการแสดงความรู้สึก 2,900 ครั้ง รวมถึงการแสดงความคิดเห็น 128 ข้อความ และมีการแชร์ไปกว่า 128 ครั้ง นอกจากนี้ยังพบว่ามีเพจเฟซบุ๊ก และ Thread ที่โพสต์เนื้อหาลักษณะคล้ายกันอีกด้วย  

อิหร่านอนุญาตเรือไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซจริงหรือไม่ ? 

Thai PBS Verify ใช้การค้นหาคำสำคัญ “ช่องแคบฮอร์มุซ” พบว่า เมื่อวันที่ 3 มี.ค. 69  อิหร่านส่งสัญญาณท่าทีแข็งกร้าวต่อสถานการณ์ในภูมิภาค โดย อิบราฮิม จับบารี ที่ปรึกษาอาวุโสของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ระบุว่า กองทัพอิหร่านจะไม่อนุญาตให้มีการส่งออกน้ำมันผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ อีกต่อไป และได้รับคำสั่งให้ดำเนินการอย่างเด็ดขาดกับเรือทุกลำที่พยายามแล่นผ่านพื้นที่ดังกล่าว พร้อมย้ำว่าอาจใช้มาตรการรุนแรง รวมถึงการทำลายเรือที่ฝ่าฝืนคำสั่ง 

นอกจากนี้ยังระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซถูกสั่งปิดแล้ว และท่อส่งน้ำมันในภูมิภาคอาจตกเป็นเป้าหมายโจมตี เพื่อป้องกันไม่ให้มีการส่งออกน้ำมันจากภูมิภาค พร้อมส่งสัญญาณเตือนไปยังสหรัฐฯ ว่า หากสถานการณ์ยังดำเนินเช่นนี้ จะไม่มีน้ำมันจากภูมิภาคเอเชียตะวันตกถูกส่งไปยังสหรัฐฯ อีกต่อไป

ช่องแคบฮอร์มุซ

ต่อมาเมื่อวันที่ 11 มี.ค. 69 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ตรวจสอบร่วมกับ กองประมวลและวิเคราะห์ข่าว กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันเป็น “ข่าวปลอม” จากที่มีรายงานข่าวล่าสุดว่า อิหร่านอนุญาตให้เรือของมิตรประเทศบางชาติผ่านเข้าช่องแคบฮอร์มุชได้ แต่ยังไม่ปรากฏรายงานเกี่ยวกับประเทศไทยอย่างเป็นทางการในเรื่องนี้แต่อย่างใด จึงขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว

ทั้งนี้ Thai PBS Verify ได้ตรวจสอบข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนัก ยังไม่มีการรายงานเกี่วกับการอนุญาตให้เรือน้ำมันประเทศไทย จีนและรัสเซีย ผ่านช่องแคบฮอร์มุซแต่อย่างใด  

เพจเฟซบุ๊ก กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ชี้แจ้งข่าวอิหร่านอนุญาตให้เรือน้ำมันไทย จีน และรัสเซียผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ 

เพจเฟซบุ๊ก กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ชี้แจ้งข่าวอิหร่านอนุญาตให้เรือน้ำมันไทย จีน และรัสเซียผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้

เกิดอะไรขึ้นในช่องแคบฮอร์มุซ ?

เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 69 พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า ศูนย์ควบคุมการจราจรทางทะเล ของศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือ ได้รับรายงานเหตุการณ์เรือบรรทุกสินค้าสัญชาติไทยชื่อ “มยุรีนารี” (Mayuree Naree) ขนาดระวางขับน้ำประมาณ 30,000 ตัน ซึ่งมีบริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) เป็นเจ้าของ ถูกโจมตีขณะเดินเรือในทะเลบริเวณ ช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อเวลาประมาณ 11.00 น.

รายงานระบุว่า เรือได้ออกเดินทางจากท่าเรือในเมืองคาลิฟา ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตั้งแต่เวลา 03.00 น. ของวันเดียวกัน ก่อนจะเกิดเหตุระหว่างการเดินเรือ

ภายหลังรับแจ้งเหตุ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือได้เร่งประสานขอความช่วยเหลือผ่านกลไกความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเลระหว่างประเทศ โดยให้นายทหารประสานงานของกองทัพเรือที่ประจำอยู่กับกองกำลังทางทะเลร่วม ติดต่อสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมัสกัต ประเทศโอมาน เพื่อให้ความช่วยเหลือลูกเรือโดยเร่งด่วน

ขณะนี้ กองทัพเรือโอมานได้เข้าช่วยเหลือลูกเรือแล้ว 20 คน และอยู่ระหว่างดำเนินการช่วยเหลือลูกเรือที่เหลืออีก 3 คน โดยผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือถูกนำขึ้นฝั่งที่ เมืองคาซับ ประเทศโอมาน เพื่อดูแลความปลอดภัย

ทั้งนี้ สาเหตุของการโจมตีเรือยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง ขณะที่กองทัพเรือยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้ความช่วยเหลือลูกเรือชาวไทยทั้ง 23 คนอย่างเต็มที่

UKMTO รายงานเรือสินค้าอีก 2 ลำโดนโจมตี 

วันที่ 11 มี.ค. 69 สำนักข่าว Seatrade Maritime ของอังกฤษ รายงานโดยอ้างข้อมูลจาก องค์การการเดินเรือแห่งสหราชอาณาจักร (UKMTO) ว่า เกิดเหตุเรือบรรทุกสินค้า 1 ลำ ถูกวัตถุไม่ทราบชนิดโจมตีระหว่างแล่นผ่านบริเวณ ช่องแคบฮอร์มุซ ห่างจากชายฝั่งประเทศโอมานประมาณ 11 ไมล์ทะเล ส่งผลให้เกิดไฟไหม้บริเวณท้ายเรือ ลูกเรือจึงเริ่มอพยพออกจากเรือและขอความช่วยเหลือ

รายงานล่าสุดจาก UKMTO ระบุว่า ไฟบนเรือสามารถควบคุมได้แล้ว และยังมีลูกเรือบางส่วนอยู่บนเรือ

ข้อมูลจากบริษัทรักษาความปลอดภัยทางทะเล Vanguard Tech ระบุว่า เรือที่ถูกโจมตีคือเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่ชื่อ “มยุรีนารี” (Mayuree Naree) จดทะเบียนสัญชาติไทย เป็นของบริษัท Precious Shipping ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพฯ การโจมตีบริเวณท้ายเรือทำให้เกิดเพลิงไหม้บนเรือ โดยหลังเกิดเหตุเรือของโอมานได้เข้าช่วยเหลือลูกเรือแล้ว 20 คน ขณะที่ อีก 3 คนยังคงอยู่บนเรือ เพื่อดำเนินการกู้สถานการณ์

นอกจากนี้ ยังมีรายงานเหตุโจมตีเรือพาณิชย์อีก 2 ลำ ในพื้นที่ใกล้เคียงทางตะวันตกของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยเรือลำหนึ่งได้รับความเสียหายจากวัตถุต้องสงสัย ห่างจากเมือง ราส อัล คายมาห์ ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 25 ไมล์ทะเล อย่างไรก็ตาม UKMTO ระบุว่าลูกเรือทุกคนปลอดภัย

บริษัท Vanguard Tech เปิดเผยว่า เรือลำดังกล่าวคือ ONE Majesty ซึ่งจดทะเบียนในญี่ปุ่น ได้รับความเสียหายเป็นรูขนาดประมาณ 10 เซนติเมตร และกำลังมุ่งหน้าไปยังจุดจอดเรือที่ปลอดภัย โดยเรือลำนี้เป็นของบริษัท Mitsui OSK Lines (MOL) และดำเนินการภายใต้กองเรือของ Ocean Network Express (ONE)

เรือน้ำมันไทยถูกโจมตี

ขณะเดียวกัน ยังมีรายงานเรืออีก 1 ลำ ถูกวัตถุต้องสงสัยโจมตี ห่างจากนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 50 ไมล์ทะเล โดยลูกเรือปลอดภัย และไม่มีรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

เหตุการณ์โจมตีเรือพาณิชย์ทั้ง 3 ลำ ในช่องแคบฮอร์มุซและพื้นที่ใกล้เคียงครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากช่วงเวลากว่า 72 วันที่ไม่มีรายงานการโจมตีเรือ ซึ่งเชื่อมโยงกับสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยก่อนหน้านี้ อิหร่าน เคยขู่จะปิดช่องแคบฮอร์มุซ และโจมตีเรือที่พยายามผ่านเส้นทางเดินเรือสำคัญที่เชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับภูมิภาคอื่นของโลก

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2569 มีรายงานเหตุโจมตีเรือแล้วอย่างน้อย 10 ครั้ง ส่งผลให้มีลูกเรือเสียชีวิตอย่างน้อย 7 คน และมีผู้บาดเจ็บสาหัสอีกหลายราย

อิหร่านยอมรับยิงเรือพาณิชย์จริง อ้างรุกล้ำช่องแคบฮอร์มุซ

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า อิหร่านระบุว่าได้ยิงใส่เรือพาณิชย์อย่างน้อย 2 ลำในอ่าวเปอร์เซียเมื่อวันที่ 11 มี.ค. 69 รวมถึงเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่สัญชาติไทย มยุรี นารี” (Mayuree Naree) ส่งผลให้เรืออย่างน้อย 1 ลำเกิดไฟไหม้ โดยอ้างว่าเรือดังกล่าวรุกล้ำบริเวณช่องแคบฮอร์มุซและเพิกเฉยต่อคำเตือนจากกองทัพเรืออิหร่าน

กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ระบุว่า เรือที่ถูกโจมตีประกอบด้วยเรือบรรทุกสินค้า Express Rome ที่ติดธงชาติไลบีเรีย และเรือสินค้า Mayuree Naree ของไทย หลังจากเรือทั้งสองลำไม่ตอบสนองต่อคำเตือนจากกองทัพเรือ

พลเรือเอก อาลีเรซา ตังซีรี ผู้บัญชาการกองทัพเรืออิหร่าน ระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า “เรือลำใดก็ตามที่ต้องการแล่นผ่านจะต้องขออนุญาตจากอิหร่านก่อน” ขณะที่กองบัญชาการปฏิบัติการทางทหารของอิหร่านประกาศผ่านสถานีโทรทัศน์ของรัฐว่า เรือที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ อิสราเอล หรือพันธมิตรจะถือเป็น “เป้าหมายที่ชอบด้วยกฎหมาย” พร้อมย้ำว่าจะไม่ยอมให้ “น้ำมันแม้แต่ลิตรเดียวผ่านช่องแคบฮอร์มุซ”

ขณะเดียวกัน บริษัท เพรเชียส ชิปปิ้ง จำกัด (มหาชน) เจ้าของเรือมยุรี นารี เปิดเผยต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า เรือดังกล่าวซึ่งดำเนินการโดย บริษัท เพรเชียส ฟลาวเวอร์ส จำกัด ถูกวัตถุต้องสงสัย 2 ลูกพุ่งชนเมื่อเวลาประมาณ 08.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น ระหว่างแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ห้องเครื่องยนต์ได้รับความเสียหายและเกิดไฟไหม้

อิหร่านยอมรับว่ายิงเรือไทย

บริษัทระบุว่า ลูกเรือ 3 คนสูญหาย และคาดว่าอาจติดอยู่ในห้องเครื่องยนต์ ขณะที่ลูกเรืออีก 20 คนได้รับการอพยพอย่างปลอดภัย และถูกนำขึ้นฝั่งที่ประเทศโอมานแล้ว โดยบริษัทกำลังประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ความช่วยเหลือและส่งตัวลูกเรือกลับประเทศไทยโดยเร็ว

ในแถลงการณ์ยังระบุว่า เรือได้ปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวดระหว่างการเดินทาง และมีการติดต่อสื่อสารกับ ศูนย์ปฏิบัติการการค้าทางทะเลแห่งสหราชอาณาจักร (UKMTO) รวมถึงศูนย์ประสานงานความปลอดภัยทางทะเลอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง พร้อมรายงานตำแหน่งเรือตามคำแนะนำด้านความปลอดภัย

บริษัท Precious Shipping ประเมินว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่น่าจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการดำเนินงานของบริษัท และไม่มีสินค้าสูญหาย เนื่องจากเรือกำลังเดินทางโดย ไม่มีสินค้าบรรทุก

สรุปจำนวนเรือถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซล่าสุด

จากการตรวจสอบข้อมูลของ Thai PBS Verify และรายงานสถานการณ์ความมั่นคงทางทะเลล่าสุด ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. 69 จนถึงวันที่ 12 มี.ค. 69 พบว่ามีเรือพาณิชย์อย่างน้อย 14 ลำ ที่ได้รับความเสียหายจากการโจมตีหรืออุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง

สัญชาติของเรือพาณิชย์ที่ถูกโจมตีมีดังนี้

  1. ไทย (Thailand): เรือบรรทุกสินค้าเทกอง มยุรี นารี” (Mayuree Naree) ถูกโจมตีหนักที่สุดเมื่อวันที่ 11 มี.ค. 69  จนเกิดไฟไหม้กลางช่องแคบฮอร์มุซ
  2. ญี่ปุ่น (Japan): เรือคอนเทนเนอร์ ONE Majesty ได้รับความเสียหายที่ตัวเรือขณะจอดทอดสมอ ถูกโจมตีเมื่อวันที่ 11 มี.ค. 69
  3. หมู่เกาะมาร์แชลล์ (Marshall Islands): พบเรืออย่างน้อย 3 ลำ ได้แก่ Star Gwyneth, MKD Vyom และ Safesea Vishnu
  4. สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE): เรือสินค้า LTC Ayeh ถูกโจมตีในวันที่  28 ก.พ. 69
  5. สหรัฐอเมริกา (USA): เรือบรรทุกน้ำมัน Stena Imperative ถูกโจมตีเมื่อวันที่ 2 มี.ค. 69 
  6. ไลบีเรีย (Liberia): เรือ Ocean Electra และ Sea La Donna
  7. ปาเลา (Palau): เรือบรรทุกสารเคมี Skylight ถูกโจมตีเมื่อวันที่ 1 มี.ค. 69
  8. ยิบรอลตาร์ (Gibraltar): เรือ Hercules Star ถูกโจมตีเมื่อวันที่ 2 มี.ค. 69 
  9. ฮอนดูรัส (Honduras): เรือ Athe Nova ถูกโจมตีเมื่อวันที่ 2 มี.ค. 69

ท่าทีของไทยต่อสถานการณ์เรือน้ำมันไทยโดนโจมตีที่ช่องฮอร์มุซ ? 

กระทรวงต่างประเทศ ออกแถลงการณ์กล่าวว่า ประเทศไทยแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น จากการโจมตีระหว่างอิสราเอลและสหรัฐอเมริกา กับการตอบโต้ของอิหร่าน โดยการปะทะที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมีแนวโน้มจะยิ่งเพิ่มระดับความตึงเครียดทั้งในภูมิภาคและนอกภูมิภาค

สถานการณ์ดังกล่าวไม่เพียงก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อชีวิตและความปลอดภัยของพลเรือนในประเทศใกล้เคียงเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อประชาชนจากประเทศอื่น รวมถึงคนไทยด้วย ล่าสุดยังได้กระทบต่อเสรีภาพในการเดินเรือ หลังเรือสินค้าสัญชาติไทยที่มีลูกเรือชาวไทย 23 คน ถูกโจมตีในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ

ในช่วงเวลาที่สถานการณ์มีความเปราะบางเช่นนี้ การเคารพกฎบัตรสหประชาชาติและหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการคุ้มครองพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน มีความสำคัญอย่างยิ่ง

ประเทศไทยจึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความอดกลั้นอย่างสูงสุด ลดระดับความตึงเครียดโดยทันที และหันกลับสู่แนวทางการเจรจา การทูต และการหารือ เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย และรักษาสันติภาพรวมถึงเสถียรภาพทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก.

ขณะที่กองทัพเรือ พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์เรือสินค้าไทย MV Mayuree Naree (มยุรีนารี) เกิดเหตุระเบิดได้รับความเสียหายในทะเลบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ลูกเรือไทยต้องอพยพออกจากเรือ โดยขณะนี้ลูกเรือไทยจำนวน 20 คน ได้รับการช่วยเหลือและนำขึ้นฝั่งอย่างปลอดภัยแล้ว จากการปฏิบัติการช่วยเหลือของกองทัพเรือโอมาน

เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 69พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้ส่งข้อความด่วนตรงถึง พลเรือตรี ซาอีฟ บิน นัสเซอร์ อัล ราห์บี (Saif bin Nasser Al Rahbi) ผู้บัญชาการทหารเรือโอมาน เพื่อแสดงความขอบคุณต่อการให้ความช่วยเหลือลูกเรือไทยอย่างทันท่วงที ซึ่งสะท้อนถึงมิตรภาพและความร่วมมืออันดีระหว่างกองทัพเรือทั้งสองประเทศ ในขณะเดียวกัน กองทัพเรือยังคงมี ความห่วงใยต่อชะตากรรมของลูกเรือไทยอีก 3 คน ที่ยังตกค้างบนเรือ โดยผู้บัญชาการทหารเรือได้ขอความร่วมมือจากกองทัพเรือโอมาน ในการเร่งค้นหาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มโอกาสในการพบและช่วยเหลือลูกเรือที่ยังตกค้างให้ได้โดยเร็วที่สุด

กองทัพเรือยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุง มัสกัต เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือลูกเรือไทยอย่างเต็มกำลัง

และขอยืนยันว่า จะใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ในทักช่องทางในการติดตามและช่วยเหลือลูกเรือไทยที่เหลือจนกว่าจะได้รับความชัดเจน

เรื่องจริงเป็นอย่างไร ? 

Thai PBS Verify ตรวจสอบจากกรณีที่มีการแชร์ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ว่า “อิหร่านอนุญาตให้เรือของไทย จีน และรัสเซีย ผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้เป็นกรณีพิเศษ” ข้อมูลดังกล่าว ไม่เป็นความจริง โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ตรวจสอบแล้วพบว่า ไม่มีรายงานอย่างเป็นทางการใดที่ระบุว่าไทยได้รับสิทธิพิเศษในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ 

ขณะเดียวกัน อิหร่านได้แสดงท่าทีชัดเจนตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2569 ว่าจะไม่ยอมให้มีการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และพร้อมดำเนินการอย่างเด็ดขาดกับเรือที่ฝ่าฝืน

ซึ่งเมื่อวันที่ 11 มี.ค. 69 เรือบรรทุกสินค้าสัญชาติไทย “มยุรีนารี” (Mayuree Naree) ถูกโจมตีระหว่างผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่สำนักข่าว Reuters รายงานว่า กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ยอมรับว่าเป็นผู้ยิงใส่เรือลำดังกล่าว โดยอ้างว่าเรือได้รุกล้ำพื้นที่และไม่ตอบสนองต่อคำเตือนจากกองทัพเรืออิหร่าน

สำหรับสถานการณ์ของลูกเรือไทยทั้งหมด 23 คน ล่าสุด กองทัพเรือโอมานได้เข้าช่วยเหลือและนำตัวขึ้นฝั่งอย่างปลอดภัยแล้ว 20 คน ที่เมืองคาซับ ประเทศโอมาน ขณะที่ อีก 3 คนยังคงสูญหาย และคาดว่าอาจติดอยู่ในห้องเครื่องยนต์ของเรือที่ได้รับความเสียหาย โดยกองทัพเรือไทยและโอมานยังคงเร่งดำเนินการค้นหาอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นกับเรือไทยเพียงลำเดียว ในวันเดียวกันยังมีรายงานว่า เรือพาณิชย์อีก 2 ลำ ได้แก่ Express Rome ที่ติดธงชาติไลบีเรีย และ ONE Majesty ที่จดทะเบียนในญี่ปุ่น ถูกโจมตีในพื้นที่ใกล้เคียงด้วย  อย่างไรก็ตาม อิหร่านยังประกาศจุดยืนแข็งกร้าวว่า เรือที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐอเมริกา อิสราเอล หรือพันธมิตรของทั้งสองประเทศ จะถือเป็น “เป้าหมายที่ชอบด้วยกฎหมาย” ในสถานการณ์ความตึงเครียดที่กำลังเกิดขึ้นในภูมิภาค

Verification Documentกระบวนการตรวจสอบ

  1. ตรวจด้วยคำสำคัญ “ช่องแคบฮอร์มุซ”: อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 3 มี.ค. 69 โดยสั่งห้ามส่งออกน้ำมันและพร้อมใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดถึงขั้นทำลายเรือทุกลำที่ฝ่าฝืนเพื่อตอบโต้และกดดันสหรัฐฯ โดยขู่จะตัดวงจรการส่งออกน้ำมันทั้งหมดจากภูมิภาคเอเชียตะวันตกหากสถานการณ์ความขัดแย้งยังไม่ยุติ
  2. ตรวจสอบแหล่งข่าว: กระทรวงดิจิทัลฯ และกระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันข่าวอิหร่านอนุญาตให้เรือไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้เป็นพิเศษนั้น “ไม่เป็นความจริง” ปัจจุบันยังไม่มีรายงานอย่างเป็นทางการว่าไทยได้รับสิทธิดังกล่าว จึงขอความร่วมมือประชาชนอย่าหลงเชื่อหรือส่งต่อข้อมูลบิดเบือนโหนสถานการณ์นี้
  3. ตรวจสอบแหล่งข่าว: กองทัพเรือไทยรายงานเรือสินค้า “มยุรีนารี” ถูกโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวันที่ 11 มี.ค. 69 ขณะเดินทางจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เบื้องต้นกองทัพเรือโอมานช่วยลูกเรือได้แล้ว 20 คน ส่วนอีก 3 คนอยู่ระหว่างเร่งค้นหา โดยทางการไทยกำลังประสานความช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด
  4. ตรวจสอบแหล่งข่าว: UKMTO รายงานเรือสินค้า 3 ลำถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงเรือ “มยุรีนารี” ของไทยที่เกิดไฟไหม้ท้ายเรือ และเรือ ONE Majesty ของญี่ปุ่นที่ได้รับความเสียหาย เหตุการณ์นี้สะท้อนความตึงเครียดที่ปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. 69 โดยมีการโจมตีเรือแล้วอย่างน้อย 10 ครั้ง และส่งผลให้มีลูกเรือเสียชีวิตรวม 7 คน
  5. ตรวจสอบแหล่งข่าว: อิหร่านยอมรับยิงเรือไทย “มยุรีนารี” และเรือไลบีเรียเมื่อ 11 มี.ค. 69 อ้างรุกล้ำพื้นที่และไม่ได้รับอนุญาต ส่งผลให้เรือไทยไฟไหม้และมีลูกเรือสูญหาย 3 คน บริษัทเจ้าของเรือยืนยันเรือถูกวัตถุต้องสงสัยพุ่งชนขณะปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัย โดยลูกเรือ 20 คนปลอดภัยแล้ว และกำลังเร่งค้นหาผู้ที่ยังติดอยู่ในเรือต่อไป

ผลกระทบของข้อมูลเท็จ

  1. สร้างความเข้าใจผิดต่อสถานการณ์ความปลอดภัยทางทะเล: ทำให้ประชาชนเข้าใจว่าการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซปลอดภัยหรือได้รับการยกเว้น ทั้งที่ในความเป็นจริงยังมีความตึงเครียดและข้อกำหนดด้านความปลอดภัย 
  2. กระทบความเชื่อมั่นต่อข้อมูลข่าวสาร: เมื่อข้อมูลที่ถูกแชร์ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง อาจทำให้สังคมสับสนและลดความเชื่อถือทั้งต่อสื่อและข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ระหว่างประเทศ 
  3. สร้างความตื่นตระหนกหรือความกังวลในสังคม: โดยเฉพาะเมื่อมีรายงานว่าเรือไทยถูกโจมตี ข่าวลักษณะนี้อาจทำให้ประชาชนกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของลูกเรือไทยหรือการขนส่งทางทะเล 
  4. กระทบภาพลักษณ์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: การเผยแพร่ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับนโยบายหรือการตัดสินใจของรัฐหนึ่ง อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับบทบาทหรือท่าทีของประเทศนั้น 
  5. ส่งผลต่อภาคเศรษฐกิจและการขนส่งทางทะเล: ข่าวลือเกี่ยวกับเส้นทางขนส่งน้ำมันและความปลอดภัยในช่องแคบสำคัญ อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการและตลาดพลังงานได้

Guidelinesข้อแนะนำเมื่อได้ข้อมูลเท็จนี้ ?

  1. ตรวจสอบแหล่งที่มาก่อนแชร์: ควรตรวจสอบว่าข้อมูลมาจากหน่วยงานรัฐ สื่อหลัก หรือแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือหรือไม่ ก่อนส่งต่อในโซเชียลมีเดีย
  2. เปรียบเทียบข้อมูลจากหลายแหล่งข่าว: หากเป็นประเด็นระหว่างประเทศหรือความมั่นคง ควรตรวจสอบข่าวจากหลายสำนัก เพื่อดูว่าข้อมูลตรงกันหรือไม่
  3. ระวังโพสต์ที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงชัดเจน: โพสต์ที่อ้างคำพูดของรัฐบาลหรือหน่วยงานต่างประเทศ แต่ไม่ระบุแหล่งข่าวหรือเอกสารยืนยัน อาจเป็นข้อมูลคลาดเคลื่อน
  4. ติดตามข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง: เช่น หน่วยงานด้านการเดินเรือ กองทัพเรือ หรือแถลงการณ์จากรัฐบาลประเทศที่เกี่ยวข้อง
  5. หลีกเลี่ยงการแชร์ต่อทันที: หากยังไม่แน่ใจว่าข้อมูลเป็นจริง ควรชะลอการแชร์ เพื่อป้องกันการขยายวงของข้อมูลเท็จ
Verify

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Verify

ผู้เขียน

Verify

บทความที่เกี่ยวข้อง

Verify

บทความที่ได้รับความนิยม

Cyber Safe Life : รู้ทันกลลวงให้โลกออนไลน์ปลอดภัยสำหรับทุกคน