โพสต์อ้าง UN โหวต ปธน.ทรัมป์ 12-3 เป็นอาชญากรระหว่างประเทศ แท้จริงเป็นข่าวปลอมสร้างกระแส

Thai PBS Verify พบที่มาของข่าวบิดเบือนจาก: Threads
โพสต์ของผู้ใช้ Threads แชร์ข่าวอ้าง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถูกสหประชาชาติลงมติ 12 ต่อ 3 เป็นอาชญากรระหว่างประเทศ
Thai PBS Verify พบโพสต์ข่าวบนแพลตฟอร์ม Threads ที่ถูกเผยแพร่โดยผู้ใช้ janewilcox480 เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 โดยมีเนื้อความดังนี้
UN Votes 12-3: Trump is International Criminal
ซึ่งเมื่อมีการนำไปแปลด้วย Google Translate จะสามารถแปลได้ว่า
สหประชาชาติลงมติ 12 ต่อ 3: ทรัมป์เป็นอาชญากรระหว่างประเทศ
โดยโพสต์ดังกล่าว สามารถเรียกยอดไลก์ได้กว่า 31,000 ครั้ง การรีโพสต์กว่า 2,200 ครั้ง การแชร์ต่อกว่า 713 ครั้ง และการแสดงความเห็นกว่า 1,100 ครั้ง โดยมีความเห็นส่วนใหญ่ ไปทางที่เชื่อว่าข่าวนี้เป็นเรื่องจริง และสนับสนุนให้มีการจับตัว โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แต่มีบางส่วนที่ออกมาตั้งข้อสังเกต และแย้งว่าเป็นข่าวปลอม
ข่าวการโหวต ปธน.ทรัมป์ เป็นอาชญากรเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ?
Thai PBS Verify ได้มีการค้นหาคำสำคัญบน Google Search แต่กลับไม่พบข่าว ใด ๆ ที่สนับสนุนข่าวของผู้ใช้ Threads ที่ได้มีการเผยแพร่ข่าวดังกล่าวแต่อย่างใด รวมถึงบนเว็บไซต์ข่าวของ UN ด้วยเช่นกัน
การค้นหาบน Google Search ด้วยคำสำคัญ กลับไม่พบข่าวที่เกี่ยวข้องกับผลโหวตของ UN
อย่างไรก็ตามข่าวที่มีความใกล้เคียงกับการกล่าวหาดังกล่าวมากที่สุด เป็นเพียงบทสัมภาษณ์ของ นาย Reed Brody ที่ถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 โดย Democracy Now โดยมีใจความดังนี้
The United States and Israel launched a devastating war against Iran on Saturday without approval by the U.S. Congress or support by United Nation Security Council, making President Donald Trump’s attack illegal under both domestic and international law, says veteran war crimes prosecutor Reed Brody
”The U.N. Charter is not ambiguous,” says Brody. “President Trump has presumptively committed … the international crime of aggression, as he did in Venezuela and just as Vladimir Putin did in Ukraine”
ซึ่งเมื่อมีการนำไปแปลด้วย Google Translate แปลข้อความได้ว่า
รีด โบรดี้ อัยการคดีอาชญากรรมสงครามอาวุโส กล่าวว่า สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลได้เปิดฉากสงครามทำลายล้างต่ออิหร่านเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยไม่ได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาสหรัฐฯ หรือการสนับสนุนจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ทำให้การโจมตีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผิดกฎหมายทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ
“กฎบัตรสหประชาชาติไม่ได้คลุมเครือ” โบรดี้กล่าว “ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กระทำความผิดฐานรุกรานระหว่างประเทศโดยปริยาย เช่นเดียวกับที่เขากระทำในเวเนซุเอลา และเช่นเดียวกับที่วลาดิมีร์ ปูติน กระทำในยูเครน”
ข่าวจาก Democracy News ที่ได้มีการสัมภาษณ์กับนาย Reed Brody และเผยแพร่เมื่อวันที่ 2 มี.ค. 69
แต่เนื้อหาดังกล่าวก็ไม่มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการระบุว่า ปธน.ทรัมป์ เป็นอาชญากรสงครามแต่อย่างใด
UN รายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์อิหร่านไว้อย่างไรบ้าง ?
นอกจากนี้ทาง Thai PBS Verify ยังได้มีการสืบหาข้อมูลเพิ่มเติม จนได้พบกับข่าวบนเว็บไซต์ของสหประชาชาติ เกี่ยวกับเหตุโจมตีโรงเรียน โดยจะสามารถสรุปใจความได้ ดังนี้
องค์การสหประชาชาติ (UN) ได้มีการเรียกร้องเร่งด่วนให้มีการคุ้มครองพลเรือน พร้อมเตือนถึงการพลัดถิ่นของประชากรและความต้องการด้านมนุษยธรรมที่เพิ่มสูงขึ้น
โฆษกสำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ได้กล่าวถึงเหตุการณ์สลด เกี่ยวกับรายงานการโจมตีโรงเรียนเด็กประถมในเมืองมินาบ ส่งผลให้มีนักเรียนเสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย
หัวหน้าฝ่ายสิทธิมนุษยชนของ UN รู้สึกตกใจอย่างรุนแรง ต่อผลกระทบที่มีมาถึงพลเรือน และโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างรวดเร็ว เป็นกลาง และถี่ถ้วน ต่อเหตุการณ์ในเมืองมินาบ
นอกจากนี้ยังมีการย้ำว่า หากพบว่าการโจมตีมุ่งเป้าไปที่พลเรือนหรือวัตถุพลเรือน หรือเป็นการโจมตีแบบไม่แยกแยะ จะถือเป็นการ ละเมิดต่อกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง และอาจะเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม
เนื้อข่าวบนเว็บไซต์ UN ที่รายงานเกี่ยวกับวิกฤตในอิหร่าน เมื่อวันที่ 3 มี.ค. 69
เรื่องจริงเป็นอย่างไร ?
ข่าวดังกล่าว “เป็นข่าวปลอม” สหประชาชาติ (UN) ไม่เคยมีการลงมติ 12 ต่อ 3 เพื่อตัดสินว่าโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นอาชญากรระหว่างประเทศแต่อย่างใด จากการตรวจสอบพบว่าข่าวนี้เกิดจากการนำความเห็นส่วนบุคคลมาบิดเบือนให้ดูเหมือนเป็นมติอย่างเป็นทางการ
ที่มาที่ใกล้เคียงที่สุดคือบทสัมภาษณ์ของ นายรีด โบรดี้ (Reed Brody) อัยการคดีอาชญากรรมสงครามอาวุโส ที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อ Democracy Now เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 โดยเขาให้ความเห็นว่า การโจมตีอิหร่านของทรัมป์ “ผิดกฎหมาย” และเข้าข่าย “การรุกรานระหว่างประเทศโดยปริยาย” แต่ทั้งหมดเป็นเพียง ความเห็นทางกฎหมายของบุคคลคนเดียว ไม่ใช่การลงมติจากคณะมนตรีความมั่นคงหรือสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ
กระบวนการตรวจสอบ
-
สืบค้นจากแหล่งข้อมูลทางการ: เราตรวจสอบคลังข้อมูลและข่าวประชาสัมพันธ์บนเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ United Nations (UN) ในช่วงเดือนมีนาคม 2569 ไม่พบรายงานการลงมติหรือการประชุมที่เกี่ยวข้องกับข้อหาอาชญากรสงครามของโดนัลด์ ทรัมป์
-
ตรวจสอบคำสำคัญ: จากการค้นหาคำว่า “UN Votes 12-3 Trump International Criminal” ผ่าน Google Search ไม่พบสำนักข่าวหลักใดรายงานข่าวนี้ ซึ่งหากมีการลงมติสำคัญระดับนี้จริง จะต้องเป็นข่าวด่วนไปทั่วโลก
-
คัดกรองเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง: พบว่ารายงานของ UN ในช่วงเวลาดังกล่าว (3 มี.ค. 69) พูดถึงเพียงการแสดงความกังวลต่อเหตุโจมตีโรงเรียนในเมืองมินาบ ประเทศอิหร่าน และเตือนว่าการโจมตีพลเรือนอาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม แต่ไม่มีการระบุชื่อทรัมป์ในฐานะอาชญากร
ผลกระทบจากข้อมูลเท็จนี้
-
สร้างความแตกแยกทางการเมือง: โพสต์ดังกล่าวเรียกยอดไลก์ได้กว่า 31,000 ครั้ง และเกิดการปะทะทางความคิดในช่องคอมเมนต์ ซึ่งเป็นการเติมเชื้อไฟให้กับความขัดแย้งระดับโลก
-
บิดเบือนความเข้าใจต่อองค์กรระหว่างประเทศ: การอ้างตัวเลขการโหวต (12 ต่อ 3) ทำให้ผู้รับสารเชื่อว่า UN มีมติเอกฉันท์ ซึ่งส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์และความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศ
-
สร้างความตื่นตระหนกเกินจริง: ข้อมูลเท็จนี้อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดว่าโลกกำลังเข้าสู่ภาวะสงครามเต็มรูปแบบที่มีกฎหมายระหว่างประเทศเข้ามาตัดสินผู้นำในทันที
ภาพบันทึกหน้าจอแสดงความคิดเห็นภายในโพสต์ของผู้ใช้บัญชี janewilcox480
ข้อแนะนำเมื่อได้ข้อมูลเท็จนี้ ?
- ตรวจสอบแหล่งข่าวต้นทาง: หากมีการอ้างมติจาก UN ให้ตรวจสอบที่เว็บไซต์ทางการ (un.org) หรือ UN News โดยตรง หากไม่มีข้อมูลปรากฏอยู่ ให้สันนิษฐานว่าเป็นข่าวปลอม
- ตรวจสอบสำนักข่าวหลัก: หาก UN ลงมติเรื่องใหญ่ขนาดนี้ สำนักข่าวอย่าง Reuters, AP หรือ Thai PBS จะต้องรายงานทันที หากเห็นแค่ในโซเชียลมีเดีย ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นข่าวปลอม
- ใช้เครื่องมือ Fact-Check: นำหัวข้อข่าวไปค้นหาในเว็บไซต์ตรวจสอบข้อเท็จจริงระดับสากล
- ไม่สนับสนุนวงจรข่าวปลอม: ไม่กดไลก์ ไม่แชร์ และไม่คอมเมนต์ต่อข้อมูลที่เห็นชัดว่าเป็นเท็จ เพื่อลดการทำงานของอัลกอริทึมที่จะช่วยกระจายโพสต์นั้นให้กว้างขึ้น









