Profile icon

“ทรัมป์” แบนวีซ่าคนเป็นเบาหวาน-โรคอ้วน แท้จริงพัก “วีซ่าถาวร” ชั่วคราว

ข่าวบิดเบือนDateClock icon10:39|รอบโลกViews0
Thai PBS Verify ตรวจสอบโพสต์อ้างทรัมป์สั่งปฏิเสธวีซ่า สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน-โรคอ้วน-โรคหัวใจ เนื่องจากเสี่ยงถูกมองเป็นภาระรัฐ แต่ในข้อเท็จจริงคือการระงับวีซ่าถาวรเป็นการชั่วคราว จนกว่าจะยืนยันได้ว่าผู้อพยพจะไม่กลายเป็นภาระสาธารณะ ขณะที่ตามกฎหมายอเมริกาจะไม่ให้สิทธิวีซ่าแก่ผู้เป็นโรคติดต่อ ด้านนักวิชาการชี้มาตรการนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชน และสะท้อนถึงความสัมพันธ์ไทย–สหรัฐฯ ที่มีความห่างเหินมากยิ่งขึ้น

Thai PBS Verify พบแหล่งที่มาจาก: Facebook

เพจเฟซบุ๊กโพสต์เนื้อหา อ้างทรัมป์สั่งปฏิเสธวีซ่า สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน-โรคอ้วน-โรคหัวใจ เนื่องจากเสี่ยงถูกมองเป็นภาระรัฐ

เพจเฟซบุ๊กโพสต์เนื้อหา อ้างทรัมป์สั่งปฏิเสธวีซ่า สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน-โรคอ้วน-โรคหัวใจ เนื่องจากเสี่ยงถูกมองเป็นภาระรัฐ

Thai PBS Verify พบเฟซบุ๊กแชร์ภาพประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า  

“ทรัมป์สั่งปฏิเสธวีซ่า! สั่งปฏิเสธวีซ่า! เบาหวาน-อ้วน-หัวใจ เสี่ยงถูกมองเป็นภาระรัฐ แนวทางใหม่ปี 2025 ของรัฐบาลทรัมป์ ขยายเกณฑ์การปฏิเสธวีซ่า ครอบคลุม โรคเรื้อรัง ไม่ใช่แค่โรคติดต่อ ผู้มี เบาหวาน, โรคหัวใจ หรือโรคอ้วน อาจถูกปฏิเสธ หากไม่สามารถยืนยันว่ามีเงินและความสามารถดูแลสุขภาพตนเองเพียงพอ ผู้สมัครวีซ่าทั่วโลกต้องระวัง! แม้มีเอกสารครบ แต่สุขภาพก็อาจกลายเป็นตัวตัดสินความสำเร็จในการเข้าสหรัฐฯ”

ซึ่งโพสต์ดังกล่าวมีการแสดงความรู้สึก 938 ครั้ง การแสดงความคิดเห็น 172 ครั้ง และแชร์ไปกว่า  242 ครั้ง อย่างไรก็ตามพบว่ามีคอมเมนต์บางส่วนใช้คำพูดโจมตีทรัมป์ถึงนโยบายดังกล่าว

เปิดรายชื่อ 75 ประเทศที่ทรัมป์สั่ง “หยุดออกวีซ่าย้ายถิ่นฐาน” ชั่วคราว

Thai PBS Verify ตรวจสอบเว็บไซต์ travel.state.gov ของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 68 มีการแจ้งว่า  

“Immigrant Visa Processing Updates for Nationalities at High Risk of Public Benefits Usage President Trump has made clear that immigrants must be financially self-sufficient and not be a financial burden to Americans.  The Department of State is undergoing a full review of all policies, regulations, and guidance to ensure that immigrants from these high-risk countries do not utilize welfare in the United States or become a public charge.

Effective January 21, 2026, the Department of State is pausing all visa issuances to immigrant visa applicants who are nationals of the following countries:

Afghanistan, Albania, Algeria, Antigua and Barbuda, Armenia, Azerbaijan, Bahamas, Bangladesh, Barbados, Belarus, Belize, Bhutan, Bosnia and Herzegovina, Brazil, Burma, Cambodia, Cameroon, Cape Verde, Colombia, Cote d’Ivoire, Cuba, Democratic Republic of the Congo, Dominica, Egypt, Eritrea, Ethiopia, Fiji, The Gambia, Georgia, Ghana, Grenada, Guatemala, Guinea, Haiti, Iran, Iraq, Jamaica, Jordan, Kazakhstan, Kosovo, Kuwait, Kyrgyz Republic, Laos, Lebanon, Liberia, Libya, Moldova, Mongolia, Montenegro, Morocco, Nepal, Nicaragua, Nigeria, North Macedonia, Pakistan, Republic of the Congo, Russia, Rwanda, Saint Kitts and Nevis, Saint Lucia, Saint Vincent and the Grenadines, Senegal, Sierra Leone, Somalia, South Sudan, Sudan, Syria, Tanzania, Thailand, Togo, Tunisia, Uganda, Uruguay, Uzbekistan, and Yemen” 

 

แปลเป็นภาษาไทยว่า 

“อัปเดตการดำเนินการวีซ่าถาวรสำหรับสัญชาติที่มีความเสี่ยงสูงต่อการใช้สวัสดิการสาธารณะ ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ยืนยันชัดเจนว่าผู้อพยพต้องสามารถพึ่งพาตนเองทางการเงิน และต้องไม่เป็นภาระต่อประชาชนชาวอเมริกัน กระทรวงการต่างประเทศกำลังดำเนินการทบทวนกฎระเบียบ นโยบาย และแนวปฏิบัติทั้งหมด เพื่อให้มั่นใจว่าผู้อพยพจากประเทศที่มีความเสี่ยงสูงเหล่านี้จะไม่ใช้สวัสดิการของรัฐในสหรัฐอเมริกา หรือกลายเป็น “ภาระสาธารณะ” (Public Charge)

ตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2026 เป็นต้นไป กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ จะ ระงับการออกวีซ่าถาวรทั้งหมด ให้แก่ผู้สมัครที่ถือสัญชาติจากประเทศต่อไปนี้:

อัฟกานิสถาน, แอลเบเนีย, แอลจีเรีย, แอนติกาและบาร์บูดา, อาร์เมเนีย, อาเซอร์ไบจาน, บาฮามาส, บังกลาเทศ, บาร์เบโดส, เบลารุส, เบลีซ, ภูฏาน, บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา, บราซิล, พม่า, กัมพูชา, แคเมอรูน, เคปเวิร์ด, โคลอมเบีย, ไอวอรีโคสต์, คิวบา, สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก, โดมินิกา, อียิปต์, เอริเทรีย, เอธิโอเปีย, ฟิจิ, แกมเบีย, จอร์เจีย, กานา, เกรนาดา, กัวเตมาลา, กินี, เฮติ, อิหร่าน, อิรัก, จาเมกา, จอร์แดน, คาซัคสถาน, โคโซโว, คูเวต, สาธารณรัฐคีร์กีซ, ลาว, เลบานอน, ไลบีเรีย, ลิเบีย, มอลโดวา, มองโกเลีย, มอนเตเนโกร, โมร็อกโก, เนปาล, นิการากัว, ไนจีเรีย, มาซิโดเนียเหนือ, ปากีสถาน, สาธารณรัฐคองโก, รัสเซีย, รวันดา, เซนต์คิตส์และเนวิส, เซนต์ลูเซีย, เซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์, เซเนกัล, เซียร์ราลีโอน, โซมาเลีย, ซูดานใต้, ซูดาน, ซีเรีย, แทนซาเนีย, ประเทศไทย, โตโก, ตูนิเซีย, ยูกันดา, อุรุกวัย, อุซเบกิสถาน และเยเมน” 

ทำเนียบขาวประกาศ รัฐบาลทรัมป์สั่ง “ระงับ” วีซ่าถาวร 75 ประเทศ จนกว่าจะคัดกรองเกณฑ์ภาระรัฐเสร็จสิ้น

Thai PBS Verify ตรวจสอบโพสต์ เพจเฟซบุ๊ก The White House พบว่า เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 68 ที่ผ่านมา มีการโพสต์ข้อความระบุว่า 

“The Trump administration will PAUSE immigrant visa processing from 75 countries until the U.S. can ensure that incoming immigrants will not become a public charge or extract wealth from American taxpayers.AMERICA FIRST.” 

แปลเป็นภาษาไทยว่า  

“รัฐบาลทรัมป์จะ ระงับการดำเนินการวีซ่าถาวร จาก 75 ประเทศชั่วคราว จนกว่าสหรัฐฯ จะสามารถยืนยันได้ว่าผู้อพยพที่เดินทางเข้ามาจะไม่กลายเป็นภาระสาธารณะ หรือเบียดเบียนทรัพยากรจากผู้เสียภาษีชาวอเมริกันได้ อเมริกาต้องมาก่อน (America First)”

เพจเฟซบุ๊ก The White House โพสต์ข้อความระบุว่า “The Trump administration will PAUSE immigrant visa processing from 75 countries until the U.S. can ensure that incoming immigrants will not become a public charge or extract wealth from American taxpayers.AMERICA FIRST.”  เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 68 ที่ผ่านมา

เพจเฟซบุ๊ก The White House โพสต์ข้อความระบุว่า “The Trump administration will PAUSE immigrant visa processing from 75 countries until the U.S. can ensure that incoming immigrants will not become a public charge or extract wealth from American taxpayers.AMERICA FIRST.” เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 68 ที่ผ่านมา

โรคเบาหวาน อ้วน หัวใจ ห้ามเข้าอเมริกา จริงหรือไม่ ? 

ทั้งนี้จาก Federalregister ระบุว่า บุคคลต่างด้าวที่มีลักษณะตามหัวข้อดังต่อไปนี้ จะไม่มีสิทธิได้รับวีซ่า และไม่มีสิทธิได้รับอนุญาตให้เข้าสู่สหรัฐอเมริกา

เหตุผลด้านสุขภาพ (Health-related grounds) บุคคลต่างด้าวจะถือว่าไม่สามารถรับเข้าเมืองได้ ดังนี้

  • มีโรคติดต่อ: ถูกวินิจฉัยว่ามีโรคติดต่อที่มีนัยสำคัญต่อสาธารณสุข ตามระเบียบที่กำหนดโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์
  • ขาดหลักฐานการฉีดวัคซีน: สำหรับผู้ที่ขอวีซ่าถาวร (Immigrant) หากไม่มีเอกสารยืนยันการรับวัคซีนป้องกันโรคที่จำเป็น เช่น คางทูม, หัด, หัดเยอรมัน, โปลิโอ, บาดทะยักและคอตีบ, ไอกรน, ไข้หวัดใหญ่ประเภท B และตับอักเสบบี

มีข้อยกเว้นสำหรับเด็กบุญธรรมที่มีอายุไม่เกิน 10 ปี ในบางกรณี

  • มีความผิดปกติทางร่างกายหรือจิตใจ และมีพฤติกรรมที่อาจหรือเคยเป็นอันตรายต่อทรัพย์สิน ความปลอดภัย หรือสวัสดิภาพของตนเองหรือผู้อื่น
  • เคยมีความผิดปกติและมีประวัติพฤติกรรมดังกล่าว ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นซ้ำหรือนำไปสู่พฤติกรรมที่เป็นอันตรายอื่นๆ
  • สารเสพติด: ถูกวินิจฉัยว่าเป็นผู้ใช้ยาเสพติดในทางที่ผิด หรือเป็นผู้ติดยาเสพติด

Immigrant Visa คืออะไร ?

เมื่อนำคำสำคัญ “Immigrant Visa” ไปค้นหาพบข้อมูล จากThe Daily Journal of the U.S. Government ระุบว่า Immigrant Visa (วีซ่าถาวร) คือ วีซ่าสำหรับบุคคลที่ต้องการ ย้ายถิ่นฐานไปอยู่อาศัยในสหรัฐอเมริกาอย่างถาวร และต้องการขอ “กรีนการ์ด” (Permanent Resident Card)

ผู้ที่ได้รับวีซ่าประเภทนี้จะสามารถ

  • เข้าสหรัฐฯ ในฐานะ “ผู้อพยพถาวร”
  • ได้รับกรีนการ์ดหลังเดินทางเข้า (หรือในบางกรณีทันที)
  •  อาศัย ทำงาน เรียนต่อ หรือบริหารธุรกิจในสหรัฐฯ ได้อย่างถูกกฎหมาย

Immigrant Visa แตกต่างจาก Non-Immigrant Visa (เช่น ท่องเที่ยว B1/B2, นักเรียน F, แลกเปลี่ยน J, ทำงานชั่วคราว H-1B) เพราะ Immigrant Visa คือขั้นตอนเพื่ออยู่ถาวร ไม่ใช่การอยู่ชั่วคราว

ขณะที่ ประเภทของ Immigrant Visa 

แบ่งใหญ่ ๆ เป็น 2 กลุ่ม

  1. Family-Based Immigrant Visa (โดยครอบครัว)

เช่น

คู่สมรสของพลเมืองสหรัฐฯ

บุตร/พ่อแม่ของพลเมืองสหรัฐฯ

ผู้ถือกรีนการ์ดที่ต้องการสปอนเซอร์คู่สมรสหรือบุตร

  1. Employment-Based Immigrant Visa (โดยงาน/นายจ้าง)

เช่น

ผู้มีทักษะพิเศษ (EB-1, EB-2)

บุคลากรผู้เชี่ยวชาญ

นักลงทุน (EB-5)

กลุ่มอื่น ๆ เช่น:

ผู้ลี้ภัย (Refugee/Asylee)

Diversity Visa Lottery

Special Immigrant

 

“โรบินฮู้ด-การเมือง” ทำสหรัฐฯ มองไทยพึ่งพาสวัสดิการรัฐสูง

ผศ. ดร.ประพีร์ อภิชาติสกล อาจารย์ประจำหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า เหตุการณ์ที่ทรัมป์ประกาสยกเลิกวีซ่า 75 ประเทศ โดยมีประเทศไทยคือประเทศหนึ่งในนั้น สร้างความสับสนเป็นอย่างมาก ทั้งในคนไทยในสหรัฐฯ และในประเทศไทยเอง 

เนื่องจากข่าวแรกเริ่มมาจาก Fox News ซึ่งประชาชนมักไม่เชื่อถือเท่าข้อมูลจากรัฐบาลสหรัฐฯ แต่หลังจากผ่านไปสักระยะ ทำเนียบขาวได้ประกาศอย่างเป็นทางการ ซึ่งทำให้ข้อมูลมีความชัดเจนขึ้น และมีรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการคัดกรองบุคคลที่ต้องการเดินทางเข้าประเทศ โดยเฉพาะกรณีผู้ที่มีประวัติโอเวอร์สเตย์

ผศ. ดร.ประพีร์ กล่าวต่อว่าความสับสนส่วนหนึ่งเกิดจากการที่หลายคนคิดว่าคือวีซ่าสำหรับท่องเที่ยว แต่แท้จริงแล้ว เป็นมาตรการที่เกี่ยวกับ “Immigrant Visa” หรือการเข้าเมืองเพื่อการตั้งถิ่นฐาน ไม่ใช่วีซ่าท่องเที่ยว 

อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้เป็นเพียงการ “พักชั่วคราว” เพื่อประเมินความปลอดภัยของผู้ขอวีซ่าจากแต่ละประเทศ ภายใต้แนวคิด “America First” ตามถ้อยแถลงของทำเนียบขาว 

“ส่วนตัวเมื่อเห็นรายชื่อประเทศในประกาศ โดยมองว่าการที่ไทยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกับบางประเทศที่มีภาพลักษณ์ด้านความมั่นคงต่ำ ทำให้รู้สึกสะเทือนใจ และตั้งคำถามถึงศักดิ์ศรีของประเทศ” ผศ. ดร.ประพีร์  กล่าว

ผศ. ดร.ประพีร์ อภิชาติสกล อาจารย์ประจำหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ผศ. ดร.ประพีร์ อภิชาติสกล อาจารย์ประจำหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ผศ. ดร.ประพีร์ ยังกล่าวถึงภาพลักษณ์ของไทยในสายตาต่างชาติว่า ไม่ดีนักในช่วงนี้ ทั้งจากประเด็นทางการเมืองและกรณีการส่งผู้ลี้ภัยกลับจีน รวมถึงปัญหาแรงงานไทยที่ไปทำงานผิดกฎหมายหรือกลุ่มที่เรียกว่า “โรบินฮู้ด” ซึ่งส่งผลให้ไทยถูกมองว่ามีประชาชนจำนวนมากไปพึ่งพาสวัสดิการรัฐของสหรัฐฯ จึงอาจมีผลต่อการประเมินด้านความมั่นคงและนโยบายเข้าเมืองของสหรัฐฯ ต่อไทย โดยรวมแล้วมองว่าความสัมพันธ์ไทย–สหรัฐฯ อยู่ในช่วงห่างเหินมากกว่าช่วงหลังรัฐประหารเสียอีก

ในแง่ผลกระทบต่อประชาชน ผศ. ดร.ประพีร์ เห็นว่าครั้งนี้เป็นผลกระทบโดยตรงต่อภาคประชาชน ไม่เหมือนกรณีในอดีตที่กระทบภาครัฐบาลมากกว่า จึงอาจสร้างความเดือดร้อนและกังวลใจอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องการเดินทาง การตั้งถิ่นฐาน และโอกาสทางเศรษฐกิจ แม้รายละเอียดขั้นสุดท้ายของผลกระทบยังไม่ชัดเจน แต่อาจารย์ชี้ว่า ภาพรวมความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศย่ำแย่ลงอย่างชัดเจน

เรื่องจริงเป็นอย่างไร ?

Thai PBS Verify พบว่าประเด็นดังกล่าว เป็นการบิดเบือนข้อมูล ทรัมป์ไม่ได้สั่งปฏิเสธคนที่มีโรคเรื้อรัง  เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ หรือโรคอ้วน แต่ทรัมป์สั่งยกเลิกวีซ่าประเภท Immigrant Visa สำหรับผู้ที่ย้ายถิ่นฐานไปอยู่อาศัยในสหรัฐอเมริกาอย่างถาวร  สำหรับประเด็นที่อ้างว่า ผู้ที่มีโรคเรื้อรังเป็นภาระทางรัฐ ในกฎหมายของสหรัฐอเมริกา ระบุว่าต้องเป็นโรคติดต่อ  

Verification Documentกระบวนการตรวจสอบ

  1. ตรวจสอบผ่านแหล่งข้อมูล: เมื่อตรวจสอบผ่านกระทรวงต่างประเทศ สหรัฐอเมริกาพบว่ามีการประกาศ ยกเลิกวีซ่าถาวร 75 ประเทศ ซึ่งหนึ่งในนั้นมีประเทศไทย
  2. ตรวจสอบผ่านแหล่งข้อมูล: เมื่อตรวจสอบผ่านเพจเฟซบุ๊ก The White House พบว่ามีการประกาศ รัฐบาลทรัมป์จะ ระงับการดำเนินการวีซ่าถาวร จาก 75 ประเทศชั่วคราว จนกว่าสหรัฐฯ จะสามารถยืนยันได้ว่าผู้อพยพที่เดินทางเข้ามาจะไม่กลายเป็นภาระสาธารณะ
  3. ตรวจสอบผ่านแหล่งข้อมูล: เมื่อตรวจสอบด้วย The Daily Journal of the U.S. Government พบว่า ไม่อนุญาตให้สิทธิแก่ผู้มีโรคติดต่อ 
  4. ตรวจสอบด้วยคำสำคัญ: เมื่อนำคำสำคัญ ”Immigrant Visa” ไปค้นหาพบข้อมูล จาก The Daily Journal of the U.S. Government ระบุว่า Immigrant Visa (วีซ่าถาวร) คือ วีซ่าสำหรับบุคคลที่ต้องการ ย้ายถิ่นฐานไปอยู่อาศัยในสหรัฐอเมริกาอย่างถาวร และต้องการขอ “กรีนการ์ด” (Permanent Resident Card)
  5. ตรวจสอบแหล่งสัมภาษณ์: Thai PBS Verify สัมภาษณ์ ผศ. ดร.ประพีร์ อภิชาติสกล อาจารย์ประจำหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวถึงมาตรการของทรัมป์เป็นการ “พักออก Immigrant Visa” ชั่วคราว ไม่ใช่ยกเลิกวีซ่าท่องเที่ยว แต่เป็นการคัดกรองผู้ตั้งถิ่นฐานจาก 75 ประเทศรวมถึงไทย การที่ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มนี้สะท้อนภาพลักษณ์ประเทศที่ถดถอย ทั้งด้านการเมือง ปัญหาแรงงานผิดกฎหมาย และประเด็นผู้ลี้ภัยมาตรการดังกล่าวส่งผลกระทบตรงต่อประชาชน และสะท้อนความสัมพันธ์ไทย–สหรัฐฯ ที่ห่างเหินมากขึ้น

ผลกระทบของข้อมูลเท็จ

  1. ความวิตกกังวลเกินเหตุ: การปั่นข่าวว่าคนเป็นโรคเบาหวานหรือโรคอ้วนจะถูกแบน ทำให้ประชาชนที่มีโรคประจำตัวเกิดความกลัวว่าจะถูกจำกัดสิทธิในการเดินทางหรือใช้ชีวิต ทั้งที่ในข้อเท็จจริงเป็นเพียงเกณฑ์การคัดกรอง “วีซ่าถาวร” ด้านภาระทางเงินเท่านั้น
  2. การตัดสินใจที่ผิดพลาด: ผู้สมัครวีซ่าอาจตัดสินใจยกเลิกแผนการเดินทางหรือการทำธุรกิจเพียงเพราะหลงเชื่อข้อมูลที่บิดเบือน
  3. ความเข้าใจผิดต่อประเทศปลายทาง: ข้อมูลเท็จทำให้เกิดทัศนคติเชิงลบต่อสหรัฐฯ เกินกว่าความเป็นจริง ส่งผลให้ความสัมพันธ์ในระดับประชาชน (People-to-people) เกิดความสั่นคลอน เติมเชื้อไฟ ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ความมั่นคงและศักดิ์ศรีของประเทศถูกตั้งคำถามมากขึ้น
  4. เปิดช่องโหว่ให้มิจฉาชีพฉวยโอกาส: เช่น การหลอกลวงค่าบริการ มิจฉาชีพอาจใช้ความกลัวจากข่าวเท็จมาแอบอ้างว่า “มีทางลัด” หรือ “ช่วยเคลียร์ประวัติสุขภาพ” เพื่อเรียกเก็บเงินจากผู้ที่กังวลว่าจะถูกปฏิเสธวีซ่า
  5. Phishing/ขโมยข้อมูล: ข้อมูลเท็จมักมาคู่กับลิงก์ปลอมที่อ้างว่าให้ตรวจสอบสิทธิหรืออัปเดตข้อมูลผู้เสียภาษี/ผู้ขอวีซ่า เพื่อขโมยข้อมูลส่วนบุคคล

 

Guidelinesข้อแนะนำเมื่อได้ข้อมูลเท็จนี้ ?

  1. ตรวจสอบ “ประเภท” ของข้อมูลให้ชัดเจน: ข้อมูลเท็จมักมีการปะปนระหว่างความจริงกับความเท็จ (Half-truth) เช่น กรณีข่าวลือเรื่องการแบนคนเป็นโรคเบาหวานหรือโรคอ้วน ซึ่งเป็นการนำนโยบาย “ภาระสาธารณะ” (Public Charge) มาขยายความจนน่ากลัวเกินจริง ทั้งที่ข้อเท็จจริงคือการ “ระงับวีซ่าถาวรชั่วคราว” เพื่อตรวจสอบเกณฑ์รายได้และสวัสดิการเท่านั้น
  2. เช็กแหล่งที่มาที่เป็นทางการ (Official Sources): อย่าเชื่อข้อมูลจากโพสต์ Social Media หรือสำนักข่าวเพียงแห่งเดียว (เช่น Fox News ซึ่งนักวิชาการระบุว่าอาจมีความน่าเชื่อถือต่างจากข้อมูลรัฐบาลโดยตรง) ให้ตรวจสอบที่ เว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ (travel.state.gov) , เพจหรือเว็บไซต์ของทำเนียบขาว (The White House) และประกาศจากสถานทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย
  3. สังเกต “ภาษา” และ “การพาดหัว”: ข้อมูลเท็จมักใช้ภาษาที่รุนแรง สร้างความตื่นตระหนก หรือพาดหัวแบบ Clickbait เช่น “ทรัมป์สั่งแบนคนอ้วน” หากพบเนื้อหาที่กระตุ้นอารมณ์ด้านลบอย่างรุนแรง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าอาจมีการบิดเบือนข้อมูล
Verify

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Verify

ผู้เขียน

Verify

บทความที่เกี่ยวข้อง

Verify

บทความที่ได้รับความนิยม

Cyber Safe Life : รู้ทันกลลวงให้โลกออนไลน์ปลอดภัยสำหรับทุกคน