ภาพไวรัลอ้างเหตุเครนถล่มทับรถไฟที่สีคิ้ว เป็นเหตุการณ์จริง แต่ภาพสร้าง AI (เหตุการณ์จริง-ภาพปลอม)

Thai PBS Verify พบแหล่งที่มาข่าวปลอมจาก: Facebook
จากเหตุการณ์เครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงล้มทับขบวนรถไฟ ในพื้นที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 69 ที่มีรายงานเครนก่อสร้างโครงสร้างยกระดับโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ถล่มทับรถไฟขบวนด่วนพิเศษที่ 21 เส้นทางกรุงเทพฯ–อุบลราชธานี ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและผู้เสียชีวิต
ขณะเดียวกัน บนสื่อสังคมออนไลน์มีการแชร์ภาพอุบัติเหตุลักษณะคล้ายกัน เป็นภาพร่างผู้เสียชีวิตถูกคลุมด้วยผ้าวางอยู่บนรางรถไฟ โดยมีการระบุข้อความว่า
“ขอให้ 22 ดวงวิญญาณจงไปสู่สุคติ ไปสู่ภพภูมิที่ดีนะคะ”
ซึ่งภาพดังกล่าวมียอดถูกใจกว่า 120,000 ครั้ง และแชร์ต่อกว่า 16,000 ครั้ง
อย่างไรก็ตาม ภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่โดยไม่ระบุแหล่งที่มา ไม่ระบุวัน-เวลา อย่างชัดเจน และไม่พบการเผยแพร่ภาพเดียวกันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือสื่อมวลชนที่ลงพื้นที่รายงานเหตุการณ์ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า ภาพดังกล่าวอาจไม่ได้เป็นภาพถ่ายจากเหตุการณ์จริง แต่อาจเป็นภาพที่ถูกสร้างขึ้นหรือดัดแปลงด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
โพสต์อ้างภาพเหตุการณ์เครนถล่มทับรถไฟ
ภาพดังกล่าวสร้างจาก AI หรือไม่
เมื่อนำภาพดังกล่าวไปตรวจสอบด้วยเครื่องมือตรวจสอบรูปภาพ Google Lens พบว่าในส่วนของเมนู “เกี่ยวกับรูปภาพนี้” (About this image) ของ Google ระบุว่า ภาพดังกล่าวเป็นภาพที่ถูกสร้างด้วย AI ของ Google
เมื่อนำภาพดังกล่าวไปตรวจสอบด้วยเครื่องมือตรวจสอบรูปภาพ Google Lens พบว่าในส่วนของเมนู “เกี่ยวกับรูปภาพนี้” (About this image) ของ Google ระบุว่า ภาพดังกล่าวเป็นภาพที่ถูกสร้างด้วย AI
นอกจากนี้ เมื่อนำภาพดังกล่าวไปตรวจสอบด้วยเครื่องมือตรวจสอบภาพ AI จากเว็บไซต์ Hive Moderation พบว่าภาพดังกล่าวมีแนวโน้มสร้างจาก AI เช่นกัน
เมื่อนำภาพดังกล่าวไปตรวจสอบด้วยเครื่องมือตรวจสอบภาพ AI จากเว็บไซต์ Hive Moderation พบว่าภาพดังกล่าวมีแนวโน้มสร้างจาก AI 99.8%
เปรียบเทียบรถไฟจากเหตุการณ์จริงและรถไฟในภาพ AI
เมื่อย้อนกลับไปตรวจสอบข้อมูลจากรายงานข่าว พบว่าขบวนรถไฟที่ประสบอุบัติเหตุดังกล่าวคือขบวนด่วนพิเศษที่ 21 โดยจากการตรวจสอบข้อมูลบนเว็บไซต์ของการรถไฟแห่งประเทศไทยระบุว่า รถไฟโดยสารในขบวนดังกล่าวเป็นชนิด Daewoo
ขบวนรถไฟที่ประสบอุบัติเหตุดังกล่าวคือขบวนด่วนพิเศษที่ 21 โดยจากการตรวจสอบข้อมูลบนเว็บไซต์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ระบุว่า รถไฟโดยสารในขบวนดังกล่าวเป็นชนิด Daewoo

รถไฟโดยสารยี่ห้อ Daewoo ซึ่งเป็นขบวนที่ประสบอุบัติเหตุ (ภาพบน) จะมีตำแหน่งประตูอยู่บริเวณหัวและท้ายขบวน ขณะที่รถไฟดีเซลราง ATR (ภาพล่าง) จะมีประตูอยู่ตรงกลางตู้โดยสาร ซึ่งตรงกับลักษณะของรถไฟที่ปรากฏในภาพที่ถูกเผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์
ความแตกต่างของโครงสร้างตัวรถดังกล่าวบ่งชี้ว่า ภาพที่ถูกแชร์ไม่ได้เป็นภาพจากเหตุการณ์จริง แต่เป็นภาพที่ถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
เปรียบเทียบระหว่างภาพเหตุการณ์ที่สร้างจาก AI (ด้านบน) มีประตูอยู่ตรงกลางของรถไฟ และภาพจากเหตุการณ์จริง (ด้านล่าง) มีประตูอยู่ท้ายขบวนและเป็นรุ่น Daewoo
ขณะเดียวกัน ยังพบข้อสังเกตเกี่ยวกับตำแหน่งการวางร่างผู้เสียชีวิต เมื่อเปรียบเทียบกับภาพจากเหตุการณ์จริง พบว่า ร่างผู้เสียชีวิตไม่ได้ถูกวางไว้บนรางรถไฟ แต่ถูกเคลื่อนย้ายไปวางนอกพื้นที่เกิดเหตุ
ภาพที่สร้างจาก AI มีร่างผู้เสียชีวิตนอนเรียงอยู่ตรงรางรถไฟ
ภาพตำแหน่งการวางร่างผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์จริง ภาพจาก ทีมข่าวภาพ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา
การรถไฟฯ ยืนยัน ภาพดังกล่าวไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
เมธาพัฒน์ สุนทรวราภาส ผู้อำนวยการศูนย์ประชาสัมพันธ์ การรถไฟแห่งประเทศไทย ยืนยันว่า ภาพรถไฟที่ถูกเผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์ไม่ใช่ภาพจริง จากเหตุการณ์จริง
นอกจากนี้ ตัวแทนการรถไฟแห่งประเทศไทยยังยืนยันเรื่องยี่ห้อรถไฟกับ Thai PBS Verify ว่า รถไฟที่ประสบอุบัติเหตุคือรถไฟโดยสารยี่ห้อ Daewoo ซึ่งการรถไฟฯ จัดซื้อมาจากประเทศเกาหลีใต้
ขณะที่ภาพซึ่งตรวจพบว่า เป็นภาพที่สร้างขึ้นด้วย AI มีลักษณะโครงสร้างและส่วนประกอบของตัวรถคล้ายกับรถไฟดีเซลราง ATR ซึ่งเป็นรถไฟที่การรถไฟฯ จัดซื้อมาจากประเทศญี่ปุ่น และไม่ใช่รถไฟที่เกิดเหตุในครั้งนี้
เรื่องจริงเป็นอย่างไร
เหตุการณ์เครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน ถล่มทับรถไฟขบวนด่วนพิเศษที่ 21 เส้นทางกรุงเทพฯ–อุบลราชธานี ในพื้นที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 69 เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงและมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม ภาพสภาพรถไฟพังถ่ายจากมุมสูงพร้อมร่างผู้เสียชีวิตที่ถูกคลุมผ้าวางอยู่บนรางรถไฟ ซึ่งถูกแชร์บนสื่อสังคมออนไลน์ ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยผลการตรวจสอบด้วยเครื่องมือตรวจสอบภาพ AI พบว่า เป็นภาพที่ถูกสร้างขึ้นด้วย AI อีกทั้งลักษณะรถไฟและตำแหน่งการวางร่างผู้เสียชีวิตในภาพ ไม่สอดคล้องกับข้อมูลและภาพจากเหตุการณ์จริง ขณะที่การรถไฟแห่งประเทศไทยยืนยันว่า ภาพดังกล่าวเป็นภาพปลอมและไม่ใช่ภาพจากจุดเกิดเหตุ
กระบวนการตรวจสอบ
1.ตรวจสอบด้วยเครื่องมือตรวจสอบภาพ Google Lens: ในเมนู “เกี่ยวกับรูปภาพนี้” (About this image) ของ Google ระบุว่าเป็นภาพที่ถูกสร้างขึ้นด้วย AI ของ Google
2.ตรวจสอบรูปภาพจากเครื่องมือตรวจสอบภาพ AI: ตรวจสอบโดยใช้เครื่องมือจากเว็บไซต์ Hive Moderation พบว่าภาพดังกล่าวมีแนวโน้มถูกสร้างจาก AI สูงถึง 99.8%
3.ตรวจสอบข้อเท็จจริงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง: การรถไฟแห่งประเทศไทยยืนยันว่า ภาพดังกล่าวไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์ที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา รวมทั้งตรวจสอบเปรียบเทียบลักษณะรถไฟในภาพกับข้อมูลจากการรถไฟแห่งประเทศไทย พบว่ารถไฟที่เกิดเหตุจริงเป็นรถโดยสารยี่ห้อ Daewoo ซึ่งมีตำแหน่งประตูอยู่บริเวณหัวและท้ายขบวน แตกต่างจากรถไฟในภาพที่มีลักษณะคล้ายรถดีเซลราง ATR ซึ่งมีประตูอยู่ตรงกลางตู้โดยสาร
ผลกระทบของข้อมูลเท็จนี้
- สร้างความเข้าใจผิดของข้อมูล อาจทำให้ประชาชนเข้าใจสถานการณ์ผิดไปจากข้อเท็จจริง ทั้งในแง่ความรุนแรงของเหตุการณ์และรายละเอียดที่เกิดขึ้น
- บั่นทอนความน่าเชื่อถือของข้อมูลข่าวสาร เมื่อข้อมูลเท็จแพร่กระจาย อาจทำให้ประชาชนสับสน ไม่มั่นใจในข่าวจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และส่งผลต่อการรับรู้ข้อมูลในสถานการณ์วิกฤต
- เปิดช่องให้การใช้ AI ในทางที่ผิดแพร่หลายมากขึ้น หากภาพที่สร้างด้วย AI ถูกแชร์โดยไม่มีการตรวจสอบ อาจทำให้เกิดการเลียนแบบ ใช้ AI สร้างภาพหรือข้อมูลเท็จในเหตุการณ์อื่น ๆ เพิ่มความยากในการแยกแยะความจริงในอนาคต
ข้อแนะนำเมื่อได้ข้อมูลเท็จนี้ ?
1.อย่าเพิ่งเชื่อหรือแชร์ต่อทันที ภาพหรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ร้ายแรงมักกระตุ้นอารมณ์ ควรหยุดพิจารณาก่อนว่าเป็นข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือหรือไม่
2.ตรวจสอบแหล่งที่มาและรายละเอียดของโพสต์ สังเกตว่าข่าวหรือโพสต์มีการระบุวัน เวลา สถานที่ และที่มาของภาพหรือข้อมูลอย่างชัดเจนหรือไม่ หากไม่มีข้อมูลเหล่านี้ ควรตั้งข้อสงสัยเป็นพิเศษ
3.เปรียบเทียบกับข้อมูลจากหน่วยงานทางการหรือสื่อหลัก ตรวจสอบว่ามีรายงานหรือภาพเดียวกันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือสื่อมวลชนที่ลงพื้นที่รายงานเหตุการณ์หรือไม่
4.ใช้เครื่องมือตรวจสอบภาพหรือ AI ช่วยยืนยัน สามารถใช้เครื่องมือค้นหาภาพย้อนกลับ หรือเครื่องมือตรวจจับภาพที่สร้างด้วย AI เพื่อช่วยประเมินความน่าเชื่อถือของภาพ
5.หากไม่แน่ใจ ควรหยุดการส่งต่อ การไม่แชร์ต่อคือวิธีที่ช่วยลดการแพร่กระจายของข้อมูลเท็จ และช่วยรักษาพื้นที่ข้อมูลข่าวสารให้ถูกต้องมากขึ้น









