รู้ทันกันได้ : HPV "ไม่ติด" จากห้องน้ำสาธารณะ หรือชักโครก จริงหรือไม่?
HPV ไวรัสที่หลายคนคุ้นชื่อว่าเกี่ยวข้องกับโรคหูดหงอนไก่ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และมะเร็งบางชนิด ช่วงที่ผ่านมามีการแชร์กันในสื่อสังคมออนไลน์ว่าการใช้ห้องน้ำสาธารณะหรือการนั่งชักโครกอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HPV จนหลายคนเกิดความกังวล บทความนี้รวบรวมข้อมูลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยานรีเวช เพื่อไขข้อสงสัยเกี่ยวกับ HPV ตั้งแต่ช่องทางการติดต่อ อาการ ไปจนถึงวิธีป้องกันและการดูแลรักษา
HPV คืออะไร และทำไมถึงต้องระวัง
HPV ย่อมาจาก Human Papillomavirus เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่ในปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 100 – 200 สายพันธุ์ แต่สายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดโรคจริง ๆ นั้นไม่ได้มีมากขนาดนั้น โดยทางการแพทย์จะแบ่งเชื้อ HPV ออกเป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มความเสี่ยงสูงและกลุ่มความเสี่ยงต่ำ
เชื้อ HPV กลุ่มความเสี่ยงสูงคือเชื้อที่สามารถก่อให้เกิดมะเร็งได้หลายชนิด ที่พบบ่อยที่สุดคือมะเร็งปากมดลูก นอกจากนี้ยังทำให้เกิดมะเร็งในช่องปากและลำคอ รวมถึงมะเร็งทางทวารหนักได้อีกด้วย ซึ่งเชื้อกลุ่มความเสี่ยงสูงนี้มีอยู่ประมาณ 14 สายพันธุ์
HPV ติดต่อกันได้อย่างไร
การติดต่อของเชื้อ HPV เกิดจากการสัมผัสผิวหนังต่อผิวหนังระหว่างผู้ที่มีเชื้อกับผู้ที่ไม่มีเชื้อ ช่องทางที่พบได้บ่อยและง่ายที่สุดคือการมีเพศสัมพันธ์
อย่างไรก็ตาม การติดเชื้อ HPV ผ่านเพศสัมพันธ์ไม่ได้จำกัดเฉพาะการสอดใส่ระหว่างชายหญิงเท่านั้น แต่ยังสามารถติดต่อได้จากเพศสัมพันธ์ทางปากหรือทางทวารหนักด้วยเช่นกัน จึงถือว่าเป็นเชื้อที่ติดต่อกันได้ค่อนข้างง่าย ประกอบกับปัจจุบันมีการคัดกรองที่ดีขึ้น จึงทำให้ตรวจพบผู้ติดเชื้อได้มากขึ้นตามไปด้วย
ใช้ห้องน้ำสาธารณะเสี่ยงติด HPV จริงหรือไม่
นี่คือคำถามที่หลายคนกังวลจากข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ คำตอบในทางการแพทย์คือ โอกาสที่จะติดเชื้อ HPV จากห้องน้ำสาธารณะ การนั่งชักโครก หรือการสัมผัสวัสดุและพื้นผิวต่าง ๆ นั้นค่อนข้างยาก ถือว่าน้อยถึงน้อยมาก และไม่ได้เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการติดโรคได้จริง
เหตุผลก็คือ การติดเชื้อ HPV ต้องอาศัยทั้งปริมาณไวรัสในระดับหนึ่งและความแข็งแรงของตัวไวรัสเอง เมื่อเชื้อออกมาอยู่นอกร่างกายมนุษย์แล้ว มันจะไม่แข็งแรงเท่ากับตอนที่อยู่ในร่างกายที่พร้อมจะส่งต่อ เปรียบได้กับไวรัสอื่น ๆ อย่างโควิดหรือ HIV ที่แม้จะมีเชื้อหลงเหลืออยู่บนพื้นผิว แต่ก็ไม่เท่ากับการแพร่จากร่างกายสู่ร่างกายโดยตรง ดังนั้นแม้เชื้ออาจกระจายอยู่บนพื้นผิวได้บ้าง แต่โอกาสที่จะเข้ามาติดเราจริง ๆ ก็มีน้อย
อาการของผู้ติดเชื้อ HPV เป็นอย่างไร
ผู้ที่ติดเชื้อ HPV ส่วนใหญ่มักไม่มีอาการแสดง แต่ต้องแยกตามกลุ่มสายพันธุ์ ดังนี้
เชื้อ HPV กลุ่มความเสี่ยงสูงมักไม่แสดงอาการ แต่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งตามมาได้ ส่วนเชื้อกลุ่มความเสี่ยงต่ำบางครั้งจะทำให้เกิดอาการแสดงเป็นหูดหงอนไก่ขึ้นมาได้ ทั้งนี้ระยะเวลาตั้งแต่ติดเชื้อจนเกิดหูดยังไม่มีตัวเลขที่ชัดเจน เพียงแต่ทราบว่าหากติดสายพันธุ์กลุ่มนี้ก็อาจทำให้เกิดหูดได้
สายพันธุ์ HPV ที่อันตรายและต้องระวังเป็นพิเศษ
แม้เชื้อ HPV จะมีหลายสายพันธุ์ แต่สายพันธุ์ที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือ สายพันธุ์ 16 และ 18 ซึ่งเป็นตัวหลัก เพราะกว่า 70% ของมะเร็งปากมดลูกอาจเกิดจากสองสายพันธุ์นี้ การรู้จักสายพันธุ์ HPV ที่มีความเสี่ยงสูงจึงช่วยให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันและการคัดกรองมากขึ้น
ผู้ชายก็เสี่ยงติด HPV ได้ ไม่ใช่แค่ผู้หญิง
เป็นความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อยว่า HPV เกิดเฉพาะกับผู้หญิงเท่านั้น ความจริงคือเชื้อ HPV ติดได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย และผู้ชายเองก็สามารถเป็นพาหะได้ด้วย
ที่ผ่านมาในฝั่งผู้หญิงมีความรู้และวิธีการคัดกรองที่ชัดเจนอยู่แล้ว แต่ในฝั่งผู้ชายกลับถูกมองข้าม ทั้งที่นอกจากมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิง เชื้อ HPV ยังทำให้เกิดมะเร็งทางทวารหนัก รวมถึงมะเร็งในช่องปากและลำคอ ซึ่งเกิดได้กับทั้งสองเพศ ดังนั้นผู้ชายก็ควรตรวจและระวังไวรัสชนิดนี้เช่นกัน
เนื้อหาเพิ่มเติม HPV ไม่เลือกเพศ : ทำไมผู้ชายควรใส่ใจ
วัคซีน HPV จำเป็นแค่ไหน และใครควรฉีด
HPV เป็นหนึ่งในไม่กี่มะเร็งที่มีวัคซีนป้องกัน จึงแนะนำให้ฉีด โดยวัคซีนจะได้ผลดีที่สุดเมื่อฉีดก่อนมีเพศสัมพันธ์และก่อนได้รับเชื้อ และสามารถฉีดได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย เพราะทั้งสองเพศมีโอกาสติดเชื้อเหมือนกัน ปัจจุบันมีวัคซีนหลัก ๆ ทั้งแบบ 4 สายพันธุ์และ 9 สายพันธุ์ ซึ่งฉีดได้ทั้งสองเพศ
สำหรับผู้ที่เคยรับเชื้อ HPV มาแล้ว วัคซีนจะไม่ได้ช่วยป้องกันหรือรักษาสายพันธุ์ที่ติดไปแล้ว แต่ยังช่วยป้องกันสายพันธุ์อื่น ๆ ที่ยังไม่ได้ติดได้ นอกจากนี้ยังมีความเข้าใจผิดว่าต้องตรวจให้แน่ใจก่อนว่าไม่มีการติดเชื้อจึงจะฉีดได้ ความจริงคือสามารถฉีดได้เลยโดยไม่ต้องรอ ส่วนเชื้อที่ติดอยู่ก็ไปรับการรักษาควบคู่กันไป
การฉีดวัคซีน HPV ต้องฉีดกี่เข็ม
จำนวนเข็มของวัคซีน HPV ขึ้นอยู่กับอายุ โดยปัจจุบันผู้ที่มีอายุเกิน 15 ปีจะฉีดทั้งหมด 3 เข็ม ส่วนผู้ที่อายุน้อยกว่า 15 ปีอาจฉีดเพียง 2 เข็ม
การฉีดจะไม่ได้ฉีดต่อเนื่องติดกัน แต่จะเว้นระยะตามกำหนด ตามจำนวนเข็มที่กำหนดไว้ จึงควรไปรับวัคซีนให้ตรงตามนัดหมาย ทั้งนี้ในปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลว่าต้องฉีดกระตุ้นซ้ำทุก 10 ปีหรือตามระยะเวลาใด เมื่อฉีดครบคอร์สแล้วก็เป็นอันเรียบร้อย
วิธีป้องกัน HPV นอกเหนือจากวัคซีน
นอกจากการฉีดวัคซีนแล้ว การป้องกัน HPV ยังทำได้หลายวิธี เช่น การใส่ถุงยางอนามัย แม้ว่าถุงยางจะไม่สามารถป้องกันเชื้อ HPV ได้ 100% แต่ก็ยังช่วยป้องกันการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ และเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพทางเพศ
ที่สำคัญคือการเข้ารับการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกซึ่งช่วยตรวจดูเชื้อ HPV ได้ และไม่ใช่เรื่องของผู้หญิงเท่านั้น ผู้ชายเองก็ควรตรวจและระวังไวรัสชนิดนี้ด้วยเช่นกัน สำหรับผู้ที่ยังกังวลเรื่องการใช้ห้องน้ำสาธารณะ ก็สามารถเพิ่มความรัดกุมด้วยการใช้สเปรย์แอลกอฮอล์หรือกระดาษทิชชูเปียกที่มีแอลกอฮอล์เช็ดฝารองนั่งก่อนใช้งานได้
การดูแลตัวเองเมื่อตรวจพบเชื้อ HPV
ในปัจจุบันยังไม่มียารักษาที่กำจัดไวรัส HPV ได้โดยตรง แต่หากตรวจพบเชื้อก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นมะเร็งทันที เพราะเชื้อ HPV เป็นเพียงสาเหตุหนึ่งในการเกิดมะเร็งเท่านั้น
หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การตรวจพบได้เร็ว เพราะหากเจอเชื้อตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็จะสามารถดูแลและป้องกันก่อนที่เชื้อจะพัฒนาไปเป็นมะเร็งได้ โรคภัยหลายอย่างอาจอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด แต่ถ้าเรามีวิธีป้องกันที่ถูกต้องและหมั่นดูแลตัวเอง ก็สามารถรักษาความปลอดภัยให้กับตัวเองได้
ชมย้อนหลังรายการ "วันใหม่วาไรตี้" ในช่วง "รู้ทันกันได้" ได้ที่ www.thaipbs.or.th/RuTanKanDai




























































