ภัยเงียบ.. ยกของหนักเสี่ยงหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
อาการปวดหลังเป็นปัญหาที่หลายคนเคยเผชิญ บางคนปวดเพียงไม่กี่วันแล้วหาย แต่บางคนมีอาการชาร้าวลงขาเรื้อรังจนกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่พบบ่อยของอาการเหล่านี้คือ "หมอนรองกระดูก" เคลื่อนหรือปลิ้นไปกดทับเส้นประสาท บทความนี้รวบรวมความรู้จาก นายแพทย์นันทวัฒน์ อุตตโม ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์เฉพาะทางโรคกระดูกสันหลัง ศูนย์ผ่าตัดส่องกล้องและผ่าตัดกระดูกสันหลังแบบแผลเล็ก โรงพยาบาลทหารผ่านศึก เพื่อให้เข้าใจตั้งแต่สาเหตุ อาการ แนวทางการรักษา ไปจนถึงวิธีป้องกันไม่ให้หมอนรองกระดูกเสื่อมก่อนวัย
หมอนรองกระดูกคืออะไร ทำหน้าที่อะไรในร่างกาย
หมอนรองกระดูกเป็นอวัยวะที่อยู่ระหว่างข้อต่อกระดูกสันหลังแต่ละข้อ ทำหน้าที่รองรับแรงกระแทกของร่างกาย และช่วยให้กระดูกสันหลังเคลื่อนไหวได้อย่างยืดหยุ่น โครงสร้างของหมอนรองกระดูกแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนเปลือกนอกที่ห่อหุ้ม และส่วนในที่เป็นเจลลักษณะคล้ายไส้ในซาลาเปา หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ เมื่อใดที่เปลือกนอกฉีกหรือปริออก เจลด้านในของหมอนรองกระดูกก็จะทะลักออกมากดทับเส้นประสาทที่อยู่ใกล้เคียง จนเกิดอาการปวดร้าวลงขาตามมา
โดยหมอนรองกระดูกมีอยู่ในทุกข้อต่อของร่างกาย ตั้งแต่ข้อมือ ข้อเท้า ไปจนถึงกระดูกสันหลัง แต่บริเวณที่พบปัญหาหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทได้บ่อยที่สุดคือช่วงเอวและหลัง ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ระดับคอลงมาถึงเอว
สาเหตุที่ทำให้หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
ตามปกติหมอนรองกระดูกจะมีความยืดหยุ่นและไม่ปลิ้นออกมาง่ายๆ แต่เมื่อมีแรงกดหรือแรงเบียดสะสมมากเกินไป ไม่ว่าจะจากการก้มยกของหนักผิดจังหวะ อุบัติเหตุ หรือแม้แต่พฤติกรรมที่ดูเหมือนไม่หนักหนา เช่น การนั่งนานๆ ก็สามารถทำให้หมอนรองกระดูกปริแตกและปลิ้นออกมาได้เช่นกัน
พฤติกรรมการใช้ชีวิตในปัจจุบันที่เปลี่ยนไป เช่น การนั่งทำงานเป็นเวลานาน การก้มเล่นโทรศัพท์มือถือบ่อยครั้ง หรือการนอนแบบกึ่งนั่งกึ่งนอนเล่นมือถือ ล้วนเพิ่มแรงกระแทกสะสมให้กับหมอนรองกระดูกโดยไม่รู้ตัว แม้จะไม่ได้ยกของหนักเลยก็ตาม
นอกจากพฤติกรรมแล้ว "อายุ" ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ เพราะหมอนรองกระดูกเริ่มเสื่อมสภาพได้ตั้งแต่ช่วงอายุ 25 - 30 ปีขึ้นไป ซึ่งเร็วกว่าที่หลายคนคิด ส่งผลให้ปัจจุบันพบผู้ป่วยกลุ่มวัยทำงานและวัยรุ่นที่มีปัญหาหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทมากขึ้นกว่าในอดีตที่มักพบเฉพาะในผู้สูงอายุ อีกทั้งน้ำหนักตัวที่มากเกินไปประกอบกับกล้ามเนื้อที่ไม่แข็งแรงพอ ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้หมอนรองกระดูกเคลื่อนซ้ำได้อีกในระยะยาว
อาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทที่ควรสังเกต
ความแตกต่างระหว่างอาการปวดกล้ามเนื้อทั่วไปกับอาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทคือ อาการปวดกล้ามเนื้อมักชี้ตำแหน่งได้ชัดเจนบริเวณด้านข้างของแกนลำตัว ในขณะที่หมอนรองกระดูกที่ปลิ้นหรือเคลื่อนไปทับเส้นประสาทจะทำให้เกิดอาการปวดร้าวลงสะโพกหรือลงขาตามแนวเส้นประสาทที่ถูกกดทับ
ในรายที่มีอาการรุนแรงขึ้น อาจมีอาการชาร่วมด้วย กล้ามเนื้อขาอ่อนแรงหรือลีบ และในกรณีที่รุนแรงที่สุดหมอนรองกระดูกอาจปลิ้นไปกดทับเส้นประสาทที่ควบคุมการขับถ่าย ทำให้กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ ซึ่งถือเป็นสัญญาณอันตรายที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที
หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ต้องผ่าตัดเสมอไปหรือไม่
ข่าวดีคือผู้ป่วยหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทประมาณ 80% ไม่จำเป็นต้องผ่าตัด สามารถหายได้ด้วยการทำกายภาพบำบัด รับประทานยา ปรับพฤติกรรม หรือในบางรายอาจใช้วิธีฉีดยาเข้าโพรงเหนือไขสันหลังเพื่อบรรเทาอาการปวด
การผ่าตัดจะพิจารณาในกรณีที่รักษาด้วยวิธีข้างต้นแล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือผู้ป่วยมีอาการรุนแรง เช่น ขาอ่อนแรง กล้ามเนื้อลีบ ชา หรือควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ ปัจจุบันเทคโนโลยีการผ่าตัดหมอนรองกระดูกก้าวหน้าไปมาก มีทั้งการผ่าตัดด้วยกล้องไมโครสโคปที่ช่วยให้เห็นเส้นประสาทชัดเจนขึ้น และการผ่าตัดแบบส่องกล้องเอ็นโดสโคป ซึ่งใช้แผลผ่าตัดที่เล็กมาก ทำให้ปลอดภัยและฟื้นตัวได้เร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดยังคงเป็นทางเลือกสุดท้ายเสมอ
วิธีป้องกันหมอนรองกระดูกเสื่อมและทับเส้นประสาท
เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีวิธีซ่อมแซมหมอนรองกระดูกที่เสื่อมแล้วให้กลับมาเป็นปกติได้ (ยังอยู่ในขั้นตอนงานวิจัย เช่น การใช้สเต็มเซลล์) การป้องกันจึงสำคัญที่สุด โดยมีข้อแนะนำหลักดังนี้
- ไม่นั่งนานเกินไป ควรใช้หลัก 50, 5 คือ นั่งไม่เกิน 50 นาที แล้วลุกขึ้นเปลี่ยนอิริยาบถหรือยืดเส้นยืดสายประมาณ 5 นาที ก่อนกลับมานั่งต่อ ไม่ควรนั่งติดต่อกันหลายชั่วโมง
- ระวังท่าก้มยกของหนัก ไม่ควรก้มตัวลงไปยกของทันที ควรย่อตัวลงและเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องและหลังเล็กน้อยก่อนยกขึ้น
- ออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อหน้าท้องและหลัง เพื่อช่วยพยุงและลดภาระที่ตกกับหมอนรองกระดูกโดยตรง ทั้งนี้ควรเพิ่มน้ำหนักหรือความหนักของการฝึกอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่หักโหม
- ระวังการบิดหรือเอี้ยวตัวเร็วและแรงเกินไป เพราะเป็นอีกหนึ่งพฤติกรรมที่กระตุ้นให้หมอนรองกระดูกปลิ้นได้ง่าย
- ควบคุมน้ำหนักตัว ไม่ให้มากเกินไป เพราะน้ำหนักตัวที่มากร่วมกับกล้ามเนื้อที่ไม่แข็งแรงพอ จะเพิ่มความเสี่ยงให้หมอนรองกระดูกเคลื่อนซ้ำได้
สรุป ดูแลหมอนรองกระดูกอย่างไรให้ห่างไกลอาการปวดหลัง
หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทไม่ใช่ปัญหาที่เกิดเฉพาะในผู้สูงอายุอีกต่อไป แต่เป็นผลจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการนั่งนาน ก้มเล่นโทรศัพท์ หรือยกของผิดท่า ข่าวดีคือส่วนใหญ่สามารถรักษาให้หายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด และที่สำคัญที่สุดคือการป้องกันตั้งแต่วันนี้ ด้วยการปรับพฤติกรรม ลุกขยับร่างกายสม่ำเสมอ และออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อหน้าท้องและหลังให้แข็งแรง เพื่อช่วยประคองและชะลอความเสื่อมของหมอนรองกระดูกในระยะยาว




























































