วิกฤตข้าวหอมมะลิไทย ราคาพุ่ง-คู่แข่งแย่งตลาด 9 เดือนส่งออกหอมมะลิ ดิ่ง 8% ผู้ส่งออกชี้ตลาดข้าวพรีเมียมของไทย เผชิญแรงกดดันจากคู่แข่งมากขึ้น เผย "กัมพูชา" ส่งผกาลำดวน ชิงส่วนแบ่งตลาดราคาถูกกว่าไทย 300 ดอลลาร์/ตัน จี้รัฐเร่งพัฒนาสายพันธุ์ ก่อนไทยจะกลายเป็นผู้ผลิตเพื่อส่งออกเป็นผลิตเพื่อบริโภคใประเทศ
“หอมมะลิไทย” เสี่ยงเสียตลาดพรีเมียม “กัมพูชา”รุกชิงส่วนแบ่ง จี้รัฐเร่งพัฒนาสายพันธุ์
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า สมาคมฯ ตั้งเป้าหมายการส่งออกข้าวไทยปี 2569 ไว้ที่ 7 ล้านตัน ลดลงจากปี 2568 ที่ส่งออกได้ 7.9 ล้านตัน เนื่องจากประเมินว่าอินเดียมีสต็อกข้าวจำนวนมาก และมีแนวโน้มระบายข้าวจากสต็อกภาครัฐเข้าสู่ตลาดเอกชนประมาณ 20 ล้านตัน ส่งผลให้มีปริมาณข้าวออกมาแข่งขันในตลาดโลกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะด้านราคา ซึ่งอินเดียมีต้นทุนต่ำกว่าไทย
นอกจากนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เป็นอีกปัจจัยกดดันการส่งออกข้าวไทย โดยเฉพาะตลาดอิรัก ซึ่งเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย ปีที่ผ่านมาไทยส่งออกข้าวไปอิรักประมาณ 1 ล้านตัน แต่ช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 ส่งออกได้เพียง 90,000 กว่าตัน เนื่องจากข้อจำกัดด้านการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แม้ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาเริ่มกลับมาส่งออกได้ แต่ต้องเปลี่ยนเส้นทางผ่านประเทศที่ 3 เช่น ตุรกี จอร์แดน และซีเรีย ทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 150 ดอลลาร์ต่อตัน ส่งผลให้ผู้นำเข้าชะลอคำสั่งซื้อ
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย
อย่างไรก็ตาม ไทยยังได้แรงหนุนจากฟิลิปปินส์และมาเลเซีย ที่นำเข้าข้าวเพิ่มขึ้น เพื่อสำรองสต็อกรับความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ช่วยชดเชยตลาดตะวันออกกลางที่หายไปได้บางส่วน แต่ยังไม่เต็มจำนวน โดยช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปีไทยต้องส่งออกเพิ่มอีกประมาณ 700,000 ตัน จึงจะทำได้ตามเป้าหมาย 7 ล้านตัน ซึ่งยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ห่วงส่งออกหอมมะลิหดต่อเนื่อง จี้รัฐปฏิรูปภาคผลิต
นายชูเกียรติ กล่าวเพิ่มเติมว่า มีความกังวลต่อแนวโน้มการส่งออกข้าวหอมมะลิไทย โดยปี 2569 คาดว่าจะหดตัวเกือบ 10% และปี 2570 อาจลดลงอีก 10–15% จากการแข่งขันของผู้ส่งออกรายใหม่
โดยเฉพาะกัมพูชาที่ปีนี้คาดว่าจะส่งออกข้าวได้มากกว่า 1 ล้านตัน ขณะที่ราคาข้าวหอมมะลิไทยเสนอขายประมาณ 1,100 ดอลลาร์ต่อตัน เทียบกับข้าวหอมกัมพูชาประมาณ 800 ดอลลาร์ต่อตัน และข้าวใหม่ที่เสนอขายราว 750 ดอลลาร์ต่อตัน มีส่วนต่างสูงถึง 300–350 ดอลลาร์ต่อตัน ทำให้ผู้ซื้อในตลาดสำคัญอย่างสหรัฐอเมริกา และจีนบางส่วนหันไปซื้อข้าวกัมพูชามากขึ้น
“หอมมะลิไทย” เสี่ยงเสียตลาดพรีเมียม “กัมพูชา”รุกชิงส่วนแบ่ง จี้รัฐเร่งพัฒนาสายพันธุ์
ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ยังมีโอกาสผลักดันต้นทุนขนส่งและค่าระวางเรือให้สูงขึ้น จากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะตลาดระยะไกลอย่างแอฟริกา ซึ่งไทยอาจเสียเปรียบอินเดียที่มีระยะทางขนส่งใกล้กว่า ปัจจุบันค่าระวางขนส่งข้าวไปแอฟริกาเพิ่มขึ้นประมาณ 20 ดอลลาร์ต่อตัน และอาจปรับขึ้นอีก ทำให้ปัจจัยด้านราคาและต้นทุนขนส่งมีผลต่อการตัดสินใจของผู้นำเข้ามากขึ้น
นายชูเกียรติ กล่าวว่า สมาคมฯ ได้หารือกับภาคการผลิตและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเสนอแนวทางปรับโครงสร้างการผลิตข้าวไทย โดยเห็นว่าการแก้ปัญหาระยะยาวต้องเร่งลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตต่อไร่จากระดับประมาณ 300–400 กิโลกรัมต่อไร่ให้สูงขึ้น พัฒนาแหล่งน้ำและระบบชลประทาน ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักร ตลอดจนพัฒนาพันธุ์ข้าวให้มีผลผลิตและคุณภาพตอบโจทย์ตลาด
“หอมมะลิไทย” เสี่ยงเสียตลาดพรีเมียม “กัมพูชา”รุกชิงส่วนแบ่ง จี้รัฐเร่งพัฒนาสายพันธุ์
ทั้งนี้ ราคาข้าวที่อยู่ในระดับสูงอาจเป็นผลดีต่อเกษตรกรในระยะสั้น แต่ไม่สามารถรับประกันความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวได้ เพราะราคาตลาดโลกขึ้นอยู่กับอุปสงค์และอุปทาน ซึ่งผู้ผลิตและผู้ส่งออกไม่สามารถกำหนดราคาเองได้ สิ่งที่ภาคการผลิตสามารถควบคุมได้คือการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาตลาดข้าวไทยและข้าวหอมมะลิไม่ให้สูญเสียส่วนแบ่งตลาดต่อเนื่อง
ข้าวไทยแพงกว่าคู่แข่ง กดดันคำสั่งซื้อ-ส่วนแบ่งตลาด
นายชูเกียรติ กล่าวว่า ปัจจัยที่น่ากังวลอีกด้านคือราคาข้าวไทยที่อยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ ซึ่งผู้ส่งออกคาดหวังว่าผลผลิตข้าวใหม่ช่วงปลายปีจะช่วยให้ราคาปรับลดลงและแข่งขันได้มากขึ้น แต่ปัจจุบันข้าวหอมมะลิกัมพูชาที่เตรียมออกสู่ตลาดเสนอขายประมาณ 750 ดอลลาร์ต่อตัน ขณะที่ข้าวหอมมะลิไทยมีต้นทุนสูงกว่ามาก ทำให้ผู้นำเข้าบางส่วนหันไปซื้อข้าวกัมพูชา เนื่องจากสามารถทำกำไรจากการจำหน่ายต่อได้มากกว่า
“หอมมะลิไทย” เสี่ยงเสียตลาดพรีเมียม “กัมพูชา”รุกชิงส่วนแบ่ง จี้รัฐเร่งพัฒนาสายพันธุ์
ข้าวหอมกัมพูชา ผกาลำดวน มีสายพันธุ์ใกล้เคียงกับข้าวหอมมะลิไทย แม้ที่ผ่านมาเคยมีคุณภาพด้อยกว่าเล็กน้อย แต่ปัจจุบันกัมพูชามีการลงทุนและปรับปรุงโรงสีมากขึ้น ทำให้คุณภาพข้าวใกล้เคียงกับไทย ประกอบกับปัญหาปิดพรมแดน ทำให้ข้าวกัมพูชาที่เคยส่งเข้ามาแปรรูปในไทยไม่สามารถเข้ามาได้ จึงนำผลผลิตไปสีและส่งออกเองมากขึ้น เพิ่มแรงกดดันต่อข้าวไทยในตลาดต่างประเทศ
ข้าวขาวไทยเสียเปรียบราคา เวียดนาม-อินเดียต้นทุนต่ำกว่า
ส่วนตลาดข้าวขาวยังเผชิญการแข่งขันด้านราคาอย่างหนัก โดยราคาข้าวไทยอยู่ที่ประมาณ 480 ดอลลาร์ต่อตัน สูงกว่าเวียดนามที่ประมาณ 420 ดอลลาร์ต่อตัน ปากีสถาน 415 ดอลลาร์ต่อตัน และอินเดียประมาณ 385 ดอลลาร์ต่อตัน ส่งผลให้ตลาดฟิลิปปินส์และมาเลเซีย เริ่มชะลอคำสั่งซื้อในช่วงนี้ ขณะเดียวกันปัญหาฝนตกต่อเนื่อง และการขาดแคลนแรงงานในภาคการผลิตและส่งออก ทำให้การส่งมอบสินค้าล่าช้า กดดันตัวเลขส่งออกในเดือนที่ผ่านมาให้ลดลงเหลือเพียงกว่า 500,000 ตัน
“หอมมะลิไทย” เสี่ยงเสียตลาดพรีเมียม “กัมพูชา”รุกชิงส่วนแบ่ง จี้รัฐเร่งพัฒนาสายพันธุ์
นอกจากนี้ การขาดแคลนแรงงานในโรงสี โกดัง และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก โดยเฉพาะแรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับประเทศ และไม่กลับเข้ามาทำงาน ยังเป็นอุปสรรคต่อการส่งมอบสินค้า ผู้ประกอบการมีความเสี่ยงจากบทลงโทษหากใช้แรงงานผิดกฎหมาย สมาคมฯ จึงเสนอให้ภาครัฐเร่งจัดหาแรงงานจากประเทศอื่นมาทดแทน รวมถึงเร่งความร่วมมือด้านแรงงานเพื่อแก้ปัญหาในระยะสั้น
สำหรับเป้าหมายส่งออกข้าวปี 2570 สมาคมฯ เบื้องต้นมีแนวโน้มคงเป้าหมายไว้ที่ 7 ล้านตัน คาดว่าฟิลิปปินส์และมาเลเซียจะยังนำเข้าข้าวต่อเนื่อง จากความต้องการสำรองอาหารและความเสี่ยงจากเอลนีโญ รวมถึงหวังว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะคลี่คลาย เพื่อให้ไทยกลับมาส่งออกไปอิรักได้สะดวกขึ้น และอินโดนีเซียอาจกลับมานำเข้าข้าว หากได้รับผลกระทบจากเอลนีโญ
“หอมมะลิไทย” เสี่ยงเสียตลาดพรีเมียม “กัมพูชา”รุกชิงส่วนแบ่ง จี้รัฐเร่งพัฒนาสายพันธุ์
ในวันที่ 18 พ.ย.นี้ สมาคมฯจะมีการหารือกับผู้นำเข้าข้าวจากฮ่องกง ที่มาดูข้าวที่ไทยและจะมีการหารือกับกรมกาารคาต่างประเทศ เพื่อประชาสัมพันธ์ข้าวไทย เป็นการพบปะกันเพื่ออัพเดทสถานการณ์ข้าวทั้ง 2 ฝ่าย
กังวล 'ผกาลำดวน กัมพูชา" ชิงตลาดสหรัฐ-ฮ่องกง
นายวันนิวัฒ กิติเรียงลาภ รองเลขาธิการสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยในการประชุมประเมินภาวะการผลิตและการค้าข้าวนาปี ปีการเพาะปลูก 2569/70 เขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ว่า สถานการณ์ส่งออกข้าวไทยในปีนี้ มีแนวโน้มน่ากังวลหากย้อนดูตัวเลขส่งออกข้าวไทย พบว่า ปี 2567 ส่งออกได้ 10 ล้านตัน ปี 2568 ลดลงเหลือ 8.3 ล้านตัน ส่วนปี 2569 ผ่านช่วง 9 เดือนแรกส่งออกได้เพียง 5.5 ล้านตัน สมาคมฯ ประเมินว่าทั้งปีจะส่งออกได้ประมาณ 6.8 ล้านตัน และมีโอกาสต่ำกว่า 7 ล้านตัน
นายวันนิวัฒ กิติเรียงลาภ รองเลขาธิการสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย
สำหรับสถานการณ์ข้าวพรีเมียม โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิไทย พบสัญญาณชะลอตัวชัดเจน ปี 2567-2568 ไทยส่งออกข้าวหอมมะลิได้ประมาณ 1.438 ล้านตัน แต่ช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ ยอดส่งออกกลับลดลง 8% หรือหายไป 100,000-200,000 ตัน ขณะที่ข้าวหอมไทย รวมถึงข้าวหอมปทุม มีปริมาณส่งออกลดลงประมาณ 10.5% โดยตลาดสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นตลาดหลักลดลงถึง 18% ส่วนฮ่องกงลดลง 3.4% สะท้อนว่าข้าวพรีเมียมของไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากคู่แข่งมากขึ้น
กัมพูชาเริ่มขยายตลาดเข้าสหรัฐฯ ครึ่งแรกปีนี้ส่งออกข้าวไปแล้วกว่า 6,855 ตัน และคาดทั้งปีจะทะลุ 10,000 ตัน ขณะที่ฮ่องกงยอดนำเข้าข้าวไทยลดลงต่อเนื่อง 3 ปี จากเคยส่งออกได้ถึง 138,000 ตันในปี 2566 ปีนี้ลดลง 10.8% สวนทางกับกัมพูชาที่ส่งออกข้าวไปฮ่องกงเพิ่มขึ้นจาก 18,900 ตันในปี 2568 เป็น 23,100 ตันในช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ โดยมีข้าวหอมพันธุ์ “ผกาลำดวน” เป็นสินค้าสำคัญ ซึ่งมีคุณสมบัติหอมนุ่มใกล้เคียงข้าวหอมมะลิไทย และมีราคาที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่าย
“หอมมะลิไทย” เสี่ยงเสียตลาดพรีเมียม “กัมพูชา”รุกชิงส่วนแบ่ง จี้รัฐเร่งพัฒนาสายพันธุ์
พาณิชย์ ขอโทษ ส่งออกไม่ได้ตามเป้า อย่าโทษรัฐบาล
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า ปัญหาที่ทำให้ไทยส่งออกข้าวได้ลดลง มาจากเรื่องราคา เพราะข้าวไทยมีราคาสูงกว่าคู่แข่งมาก โดยข้าวขาว 5% ของไทย สูงกว่าอินเดีย 21.3% ปากีสถาน 12.2% เวียดนาม 11.6% และยิ่งในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ที่ทุกประเทศเจอวิกฤตจากสงคราม ราคาพลังงาน ทำให้ต้องรัดเข็มขัด ราคาจึงเป็นเรื่องสำคัญ ตลาดอิรัก ที่เคยส่งออกได้กว่า 1 ล้านตัน มีปัญหาส่งออกไปไม่ได้ จากสงคราม ตลาดอินโดนีเซีย งดนำเข้าข้าว และเงินบาทผันผวน แข็งค่าขึ้น รวมถึงค่าระวางเรือสูงขึ้น ซึ่งล้วนแต่มีผลกระทบต่อการส่งออก
ต้องขอโทษ ที่ทำไม่ได้ตามเป้า ทั้งข้าวและสินค้าเกษตรตัวอื่น เพราะปีนี้สถานการณ์หนัก ทั้งจากสงคราม ค่าขนส่ง กำลังซื้อของประเทศต่าง ๆ ที่ลดลง โดยข้าว ไม่ใช่ลดแค่ไทย ประเทศส่งออกหลัก ก็ลด เว้นแค่อินเดีย การบริโภคก็ลด เพราะเมื่อราคาแพงขึ้น คนก็หันไปบริโภคแป้งที่ทำจากอย่างอื่นแทนข้าว อย่าไปโทษรัฐบาล โทษการเมือง ดิฉันเป็นอธิบดี ขอรับผิดชอบเอง เพราะเป็นหน้าที่โดยตรง
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ
ส่วนการขายข้าวจีทูจีให้กับจีน ได้มีการเจรจากับคอฟโก รัฐวิสาหกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่จีนอยากซื้อ แต่เนื่องจากข้าวไทยราคาสูง ทำให้การเจรจาตกลงกันไม่ได้ คุยกันไปถึง 5 ครั้ง ก็ยังตกลงไม่ได้ ทำให้การส่งมอบไม่บรรลุเป้าหมาย โดยสัญญาข้าวจีทูจีนกับจีนล่าสุด 1.22 ล้านตัน ส่งมอบไปแล้ว 7.6 แสนตัน ซึ่งกรมจะพยายามเจรจาต่อเนื่องในข่วง 2 เดือนที่เหลือ เพื่อตกลงราคาและส่งมอบข้าวต่อไป
สำหรับการส่งออกข้าวไทยในช่วง 9 เดือน (ม.ค. – ก.ย.) ไทยส่งออกข้าว 4.99 ล้านตัน มูลค่ากว่า 2,962 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ ประมาณ 94,912 ล้านบาท โดยส่งออกไปตลาดในภูมิภาคอาเซียน เช่น ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยภูมิภาคเอเชีย เป็นภูมิภาคที่มีปริมาณนำเข้าข้าวไทยเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน มีปริมาณ 1.71 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 13.25% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งใกล้เคียงกับปริมาณการส่งออกข้าวไปยังภูมิภาคแอฟริกา ที่ส่งออกปริมาณ 1.73 ล้านตัน สะท้อนการกระจายตลาดที่สมดุลมากขึ้น
“หอมมะลิไทย” เสี่ยงเสียตลาดพรีเมียม “กัมพูชา”รุกชิงส่วนแบ่ง จี้รัฐเร่งพัฒนาสายพันธุ์
ชาวนาห่วงต้นทุนพุ่ง จี้รัฐเร่งจ่ายเงินค้าง 1,554 ล้าน
นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เปิดเผยว่า ชาวนากำลังเผชิญปัญหาต้นทุนการผลิตสูงขึ้นต่อเนื่อง จากราคาน้ำมัน ปุ๋ย และสารเคมีทางการเกษตร โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่เพิ่มจากประมาณ 29-30 บาทต่อลิตรเมื่อต้นปี เป็น 44 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการเตรียมดินและเก็บเกี่ยวเพิ่มขึ้น ขณะที่ค่าจ้างรถเกี่ยวข้าวจากเดิมไร่ละประมาณ 600 บาท ปัจจุบันขยับขึ้นเป็น 800-1,000 บาทต่อไร่
แม้ต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่ผลผลิตต่อไร่ยังอยู่ในระดับเดิม โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสานที่ผลผลิตเฉลี่ยไม่ถึง 500 กิโลกรัมต่อไร่ ขณะที่ภาคกลางอยู่ที่ประมาณ 600-700 กิโลกรัมต่อไร่ ทำให้ชาวนาต้องปรับลดการใช้ปุ๋ยจากเดิม 2 รอบต่อฤดู เหลือเพียง 1 รอบ และลดปริมาณการใช้ลง เพื่อควบคุมต้นทุนการผลิต
นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย
ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิและข้าวชนิดอื่นในภาคอีสาน ขณะนี้อยู่ในระดับที่ยังพอประคองได้ โดยชาวนามองว่าราคาข้าวไม่ควรต่ำกว่า 13 บาทต่อกิโลกรัม หากต่ำกว่านี้จะเริ่มไม่คุ้มกับต้นทุนการผลิต พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐให้ความสำคัญกับการจัดหาแหล่งน้ำ พัฒนาเมล็ดพันธุ์ และลดต้นทุนปัจจัยการผลิต มากกว่าการช่วยเหลือเฉพาะหน้า
นายปราโมทย์ กล่าวว่า อีกประเด็นที่ต้องเร่งแก้ไขคือเงินช่วยเหลือเกษตรกรที่ค้างจ่าย 1,554 ล้านบาท แม้ผ่านความเห็นชอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการจ่ายเงิน โดยรัฐบาลเคยรับปากว่าจะดำเนินการให้ภายในสิ้นเดือนนี้ จึงต้องการให้เร่งรัดตามกำหนด พร้อมเตือนว่าหากยังไม่ได้รับเงิน อาจเกิดการรวมตัวเรียกร้องของเกษตรกรในหลายพื้นที่
“หอมมะลิไทย” เสี่ยงเสียตลาดพรีเมียม “กัมพูชา”รุกชิงส่วนแบ่ง จี้รัฐเร่งพัฒนาสายพันธุ์
ชาวนาเสนอให้รัฐบาลแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งการพัฒนาแหล่งน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และลดต้นทุน เพื่อให้ข้าวไทยแข่งขันได้ในระยะยาว พร้อมย้ำว่าการดูแลราคาข้าวให้เหมาะสมกับต้นทุนเป็นเรื่องจำเป็นต่อการรักษารายได้เกษตรกร
เรียกได้ว่า ปีนี้น่าจะเป็นอีกหนึ่งปีของการส่งออกข้าวที่เจอมรสุม ทั้งภายในและภายนอก การจะดันให้ยอดส่งออกข้าวให้ไปถึงฝั่งฝันที่ 7 ล้านตัน ในปีนี้ใช้คำว่า "หืดขึ้นคอ" ก็ว่าได้ คงต้องลุ้นว่า อีก 2 เดือนที่เหลือของปีนี้ ไทยจะสามารถส่งออกได้เฉลี่ย 900,000 ตัน ได้หรือไม่ แต่ที่แน่ๆไทยยังรั้งท้ายเวียนนามที่เป็นผู้ส่งออกข้าวเบอร์ 2 ของโลก หากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เร่งพัฒนาสายพันธุ์ข้าวที่ทันคู่แข่ง ไทยก็จะยังเป็นผู้ส่งอออกข้าวเบอร์3 ของโลกไปอีกนาน ส่วนปี 2570 สมาคมผู้ส่งออกข้าวยังคงตั้งเป้าไว้ที่ 7 ล้านตันหรืออาจจะลดลงมาเหลือ 6.5 ล้านตันคงต้องติดตาม
อ่านข่าว:
"เอลนีโญ" หนุนตลาด "เอเชีย" แห่นำเข้าข้าวพุ่ง "มาเลเซีย" ซื้อสูงสุดรอบ 20 ปี
ข้าวไทย "ราคาสูง" ฉุดแข่งโลก จี้รัฐลดต้นทุน–เพิ่มผลผลิต
“ข้าวไทย” เจอศึกหนัก คู่แข่งรอบด้าน จับตา “เอลนีโญ” หนุนดีมานด์โลก
ตลาดหลักเร่งซื้อข้าวไทย ดันส่งออกครึ่งปีหลัง คาดแตะเป้า 7 ล้านตัน
