เปิดตำนาน "นารายณ์บรรทมสินธุ์ใต้น้ำ" ภาพสลักโบราณกลางป่าเมืองดอกบัว

สังคม
15:19
จำนวนผู้ชม 142
เปิดตำนาน "นารายณ์บรรทมสินธุ์ใต้น้ำ" ภาพสลักโบราณกลางป่าเมืองดอกบัว

ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของไทย แต่เป้าหมายหลักของ “พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์” แม่ทัพภาคที่ 2 ต้องการเปิดเส้นทางลาดตระเวนศึกษาธรรมชาติ และผลักดัน “นารายณ์บรรทมสินธุ์ใต้น้ำ”ภาพแกะสลักใต้น้ำนูนต่ำ แห่งเดียวของไทยอายุกว่าพันปี ในดินแดนอีสานใต้

ที่ตั้งอยู่ที่ “วังมน” ลำโดมใหญ่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ายอดโดม ต.โดมประดิษฐ์ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี พื้นที่รอยต่ออุทยานแห่งชาติภูจองนายอย ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี และธรรมชาติอย่างยั่งยืน

ข้อมูลจากเพจป่าลั่นความจริง ตอนหนึ่งระบุว่า ปี 2521 ราษฎรบ้านแข้ด่อน 4 คน ได้แก่ นายสำรอง โลกุล, นายเดช สารัตน์, นายหนูสิน ภาโว และนายตึ๋ง ดวงบุบผา ค้นพบภาพแกะสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์ โดยบังเอิญขณะออกหาป่าและอาหารป่า ภาพนี้สลักอยู่บนแผ่นหินธรรมชาติทางทิศขวาของลำโดมใหญ่ที่เรียกว่า “วังมน” มีความยาวประมาณ 120 เซนติเมตร สูง 50 เซนติเมตร

ปิดตำนาน "นารายณ์บรรทมสินธุ์ใต้น้ำ" ภาพสลักโบราณกลางป่าเมืองดอกบัว

ปิดตำนาน "นารายณ์บรรทมสินธุ์ใต้น้ำ" ภาพสลักโบราณกลางป่าเมืองดอกบัว

“วังมน” เป็นจุดที่มีน้ำขังตลอดปี และมีปลาชุกชุม การค้นพบภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์ ทำให้ความทราบถึงสำนักพระราชวัง ต่อมาปี พ.ศ.2534 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน ทอดพระเนตรภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์ ทรงพระดำเนินโดยทางเท้า ระยะทาง 14 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง สร้างความปลาบปลื้มให้กับราษฎรในตำบลโดมประดิษฐ์เป็นที่สุด

สำหรับภาพสลักมีขนาดยาวประมาณ 120 เซนติเมตร สูง 50 เซนติเมตร มีศิลาองค์พระนารายณ์ หรือพระวิษณุ บรรทมตะแคงขวาเหนือพญาอนันตนาคราช โดยยังมองเห็นเศียรนาคได้อย่างชัดเจนถึง 3 เศียร บริเวณพระนาภีมีก้านดอกบัวผุดขึ้นมา อันเป็นสัญลักษณ์แห่งการกำเนิดโลก ตามคติศาสนาฮินดู ขณะที่บริเวณปลายพระบาท ปรากฏรูปสตรี ซึ่งนักโบราณคดีสันนิษฐานว่าอาจเป็น “พระลักษมี” เทวีแห่งความอุดมสมบูรณ์และโชคลาภ

ปิดตำนาน "นารายณ์บรรทมสินธุ์ใต้น้ำ" ภาพสลักโบราณกลางป่าเมืองดอกบัว

ปิดตำนาน "นารายณ์บรรทมสินธุ์ใต้น้ำ" ภาพสลักโบราณกลางป่าเมืองดอกบัว

ภาพแกะสลักแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในยุคอารยธรรมขอม ช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 15–17 หรือมีอายุเก่าแก่กว่า 1,000 ปี นับเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนอิทธิพลทางศิลปกรรม และความเชื่อของอาณาจักรขอมที่เคยรุ่งเรืองในดินแดนอีสานใต้

สิ่งที่ทำให้ “พระนารายณ์บรรทมสินธุ์ใต้น้ำ” แตกต่างจากโบราณสถานทั่วไป คือการผสมผสานระหว่างศิลปกรรมและธรรมชาติ ได้อย่างกลมกลืน เพราะภาพสลักนี้ไม่ได้ตั้งอยู่ภายในปราสาทหินหรือเทวสถานขนาดใหญ่ แต่ซ่อนตัวอยู่บนโขดหินกลางลำน้ำ ท่ามกลางป่าลึก ราวกับเป็นสมบัติลับแห่งอารยธรรมโบราณ

พงษ์พิศิษฏ์ กรมขันธ์ นักโบราณคดีปฏิบัติการ สำนักศิลปากรที่ 9 อุบลราชธานี ในฐานะผู้เรียบเรียงข้อมูลระบุว่า หลังการค้นพบภาพนารายบรรทมศิลป์ ในปี 2552 ชาวตำบลโดมประดิษฐ์จึงได้ริเริ่มประเพณีขึ้นเขาบวงสรวงพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ จัดขึ้นในช่วงเดือน 4 ตามปฎิทินจันทรคติ

การเดินทางเริ่มจากวัดป่าภูวังน้ำจั้น บ้านแข้ด่อน ตำบลโดมประดิษฐ์ อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ด้วยการเดินเท้าลัดเลาะขึ้นไปตามแนวลำโดมใหญ่ โดยใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมง มีจุดแวะพักระหว่างทางเป็นเวิ้งน้ำที่สวยงาม 2 จุด คือ วังเวิน วังเดื่อ และวังมน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีทัศนียภาพที่สวยงามทั้งลานหิน เพิงผา ต้นไม้รูปร่างสวยงาม และเวิ้งน้ำกว้างใสสะอาดมีน้ำขังตลอดปี ตั้งอยู่ในพื้นที่อุทยานเห่งชาติภูจองนายอย (ทางทิศตะวันออก) และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ายอดโดม (ตะวันตกและเป็นที่ตั้งของภาพสลัก)

ปิดตำนาน "นารายณ์บรรทมสินธุ์ใต้น้ำ" ภาพสลักโบราณกลางป่าเมืองดอกบัว

ปิดตำนาน "นารายณ์บรรทมสินธุ์ใต้น้ำ" ภาพสลักโบราณกลางป่าเมืองดอกบัว

รูปเคารพนารายณ์บรรทมสินธุ์ มีการกล่าวถึงตามคัมภีร์ต่างหลายคัมภีร์ เช่น คัมภีร์วิษณุปุราณะ(Vishnu Purana) คัมภีร์ปัทมะปุราณะ (Padma Purana) คัมภีร์ไวขานสาคม (Vaikhanasagana) คัมภีร์เทวตามุตราประกม (Devatamutra Prakama) คัมภีร์วิษณุธรรโมตตร (Vishnudharmottara) คัมภีร์อปาราจิตปริฉฉะ (Aparajitaprichcha) เป็นต้น

มักกล่าวถึงโดยสอดคล้องกันว่า พระองค์บรรทมเหนืออนันตนาคราช ในเกษียรสมุทร ตอนที่พักผ่อนระหว่างกัลป์ ซึ่งไม่ปรากฏดอกบัวผุดขึ้นมาจากพระนาภี บ้างก็ว่าเป็นตอนที่สร้างโลกใหม่ มีดอกบัวผุดจากพระนาภีและมีพระพรหมประทับเหนือดอกบัวนั้น

โดยลักษณะของภาพสลักและรูปแบบทางศิลปะ สลักเป็นภาพพระนารายณ์บรรทมตะแคงขวา บนลำตัวของพระยาอนันตนาคราช 3 เศียร มี 2 กร พระกรขวาตั้งขึ้นรองรับพระเศียร พระเกศามุ่นมวยรัดด้วยประคำ พระกรรณสวมกุณฑล (ตุ้มหู) พระศอประดับกรองศอสลักอย่างคร่าว ๆ พระกรซ้ายวางแนบไปกับพระองค์ เหนือพระเพลา ทรงสมพต (ผ้านุ่งสั้น) ซ้อน 2 ผืน ผืนในยกชายเป็นปีกโค้งออกสองข้าง ผืนนอกชักขอบผ้าด้านหน้าเป็นวงโค้ง

ปิดตำนาน "นารายณ์บรรทมสินธุ์ใต้น้ำ" ภาพสลักโบราณกลางป่าเมืองดอกบัว

ปิดตำนาน "นารายณ์บรรทมสินธุ์ใต้น้ำ" ภาพสลักโบราณกลางป่าเมืองดอกบัว

ด้านล่างประดับเข็มขัดสลักคล้ายพวงอุบะห้อยลง ที่พระนาภี มีก้านบัวผุดชูขึ้นด้านบนเป็นดอกบัวตูม ที่พระเพลามีพระลักษมี 2 กร ประทับนั่ง พระเศียรสวมกระบังหน้า พระกรรณสวมกุณฑล (ตุ้มหู) ท่อนบนเปลือยเปล่า พระกรขวาวางไว้ใกล้พระชานุ พระกรซ้ายวางไกล้กับพระบาท เศียรพระยาอนันตนาคราช หันเข้าหาพระเศียร และเป็นนาคมีหงอนแบบหยาบ ๆ ลำตัวทอดยาวมาจนถึงพระบาทของพระนารายณ์ สลักปลายหางตวัดโค้งขึ้น แต่ยังคงเป็นเพียงเส้นโครงร่าง จากลักษณะทางศิลปะโดยรวมผู้เขียนเห็นว่า สามารถกำหนดอายุได้ในช่วง ปลายพุทธศตวรรษที่ 15 ถึงพุทธศตวรรษที่ 16

คติความเชื่อที่ปรากฏจากภาพสลัก โดยส่วนใหญ่แล้ว ในประเทศไทยสามารถพบภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์นี้ ตามปราสาทหินหรือศาสนสถาน และมิได้จำกัดว่าต้องเป็นศาสนสถานของไวษณพนิกาย เนื่องจากภาพสลักส่วนใหญ่ ปรากฏที่ศาสนสถานของไศวนิกาย ยกเว้นบางแห่งเท่านั้นที่ไม่สามารถกำหนดได้ชัดเจน

ปิดตำนาน "นารายณ์บรรทมสินธุ์ใต้น้ำ" ภาพสลักโบราณกลางป่าเมืองดอกบัว

ปิดตำนาน "นารายณ์บรรทมสินธุ์ใต้น้ำ" ภาพสลักโบราณกลางป่าเมืองดอกบัว

หากเชื่อมโยงแนวคิดคติความเชื่อของภาพสลักองค์นี้ คงพอจะอนุมานได้ว่า เป็นภาพสลักที่สลักขึ้นเนื่องในความเชื่อของศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย โดยภาพสลักนี้สร้างเคร่งครัดตามแนวแกนทิศเหนือ – ใต้อย่างชัดเจน

แม้กระทั่งสถานที่ตั้งเหมาะแก่การพักแรมหรืออยู่อาศัยได้ชั่วคราว ย่อมแสดงถึงแรงผลักดันหรือความมุ่งหมาย ที่จะใช้พื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรม หรือบวงสรวงบูชา หรืออาจเป็นศาสนสถานอีกรูปแบบหนึ่ง รวมทั้งการเลือกพื้นที่อันอาจถือได้ว่า เป็นต้นกำเนิดของลำน้ำย่อมแสดงเห็นถึง ความเชื่อเรื่องการให้กำเนิดหรือการสร้างโลกอันบริสุทธิ์

และทุกอย่างที่สร้างแล้วโดยพรหมมันย่อมไหลลงไปข้างล่าง ก่อเกิดเป็นสรรพสิ่งต่าง ๆ อันเปรียบได้กับการสร้างโลกขององค์พระนารายณ์

อขอบคุณข้อมูล: เพจคลังวิชาการ สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา และเพจป่าลั่นความจริง

อ่านข่าว

หนึ่งเดียวในไทย ภาพสลักนูนต่ำ "นารายณ์บรรทมสินธุ์ใต้น้ำ" อุบลฯ

“ท่องเที่ยวโลก”เข้าโหมด Wait & See สงครามกระทบเชื่อมั่นนักเที่ยว