เทียบฟอร์ม "คนละครึ่งพลัส-ไทยช่วยไทยพลัส" โครงการไหน ปชช. คุ้มกว่ากัน ?

เศรษฐกิจ
13:52
จำนวนผู้ชม 150
เทียบฟอร์ม "คนละครึ่งพลัส-ไทยช่วยไทยพลัส" โครงการไหน ปชช. คุ้มกว่ากัน ?
แม้ "คนละครึ่งพลัส" และ "ไทยช่วยไทยพลัส" จะกำหนดวงเงินรัฐช่วยสูงสุดวันละ 200 บาทเหมือนกัน แต่ต่างกันที่สูตรร่วมจ่าย ทำให้ประชาชนจ่าย "เงินจริง" ต่างกัน และสะท้อนเป้าหมายนโยบายที่ต่างกัน ระหว่างกระตุ้นเศรษฐกิจกับลดภาระค่าครองชีพ

วันนี้ (20 พ.ค.2569) สังคมเริ่มเปรียบเทียบระหว่าง "คนละครึ่งพลัส" กับ "ไทยช่วยไทยพลัส" ที่แม้จะมีโครงสร้างคล้ายกัน คือ "ระบบรัฐร่วมจ่าย" แต่เมื่อพิจารณาในเชิงลึกกลับพบว่า ทั้ง 2 โครงการมีแนวคิด เป้าหมาย และผลกระทบต่อกระเป๋าเงินประชาชนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

จุดที่เหมือนกันของทั้ง 2 โครงการ คือการกำหนดวงเงินรัฐช่วยสูงสุด "วันละ 200 บาท" เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนออกมาจับจ่ายใช้สอยในระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะร้านค้ารายย่อย ร้านอาหาร และธุรกิจชุมชน

แต่ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ "สูตรร่วมจ่าย"

เปิดสูตร "คนละครึ่งพลัส"

สำหรับคนละครึ่งพลัส ที่เน้นกระตุ้นเศรษฐกิจ ใช้ระบบ 50:50 หรือรัฐช่วยครึ่งหนึ่ง ประชาชนจ่ายอีกครึ่งหนึ่ง นั่นหมายความว่า หากประชาชนต้องการใช้สิทธิให้เต็มเพดานที่รัฐช่วยวันละ 200 บาท จะต้องมียอดซื้อรวม 400 บาท/วัน โดยแบ่งเป็น

  • รัฐช่วย 200 บาท
  • ประชาชนจ่ายเอง 200 บาท

โมเดลนี้ถูกออกแบบมาเพื่อ "ดึงกำลังซื้อ" จากประชาชนให้มากที่สุด เพราะทุก 1 บาทที่รัฐช่วย จะมีเงินจากประชาชนใส่เข้ามาอีก 1 บาท ทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นทันที

ในมุมเศรษฐกิจมหภาค คนละครึ่งจึงถือเป็นมาตรการที่ "เร่งการใช้จ่าย" ได้ค่อนข้างแรง เพราะสามารถสร้างยอดใช้จ่ายรวมได้สูงกว่าวงเงินที่รัฐอุดหนุนจริง

ตัวอย่างเช่น หากรัฐใช้งบช่วยเหลือ 200 บาท จะทำให้เกิดยอดใช้จ่ายรวมถึง 400 บาทในระบบ

อย่างไรก็ตามโครงการนี้ก็ข้อเสียสำคัญคือ ประชาชนต้องมี "กำลังจ่ายสูงพอ" จะร่วมจ่ายครึ่งหนึ่ง ซึ่งสำหรับกลุ่มรายได้น้อยหรือผู้มีภาระค่าใช้จ่ายสูง อาจทำให้ไม่สามารถใช้สิทธิได้เต็มจำนวน

เปิดสูตร "ไทยช่วยไทยพลัส"

ขณะที่ไทยช่วยไทยพลัสเน้นลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ปรับแนวคิดใหม่เป็นระบบ 60:40 หรือรัฐช่วยร้อยละ 60 และประชาชนจ่ายเองร้อยละ 40 แม้ยังคงเพดานรัฐช่วยสูงสุดวันละ 200 บาทเหมือนเดิม แต่ประชาชนใช้เงินจริงน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด นั่นคือหากต้องการใช้สิทธิเต็มเพดาน 200 บาท จะต้องมียอดซื้อรวมเพียงประมาณ 333.33 บาท/วัน โดยแบ่งเป็น

  • รัฐช่วย 200 บาท
  • ประชาชนจ่ายเอง 133.33 หรือประมาณ 133 บาท

จุดนี้ทำให้ไทยช่วยไทยพลัสถูกมองว่า "ช่วยลดภาระค่าครองชีพ" ได้มากกว่า เพราะประชาชนไม่จำเป็นต้องควักเงินสูงเท่าคนละครึ่งเพื่อให้ได้รับสิทธิสูงสุดจากรัฐ

โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว ค่าครองชีพสูง หนี้ครัวเรือนพุ่ง และกำลังซื้ออ่อนแรง มาตรการที่ทำให้ประชาชนใช้เงินจริงน้อยลง ย่อมเข้าถึงคนจำนวนมากได้ง่ายกว่า

เทียบตรง ๆ โครงการไหน "คุ้มกว่า" สำหรับประชาชน

หากมองในมุม "เงินที่ประชาชนต้องควักจริง" ไทยช่วยไทยพลัส จะได้เปรียบชัดเจน โดยกกรณีใช้สิทธิรัฐสนับสนุนเต็มเพดานต่อวัน

คนละครึ่งพลัส

  • ซื้อสินค้า 400 บาท
  • รัฐช่วย 200 บาท
  • ประชาชนจ่าย 200 บาท

ไทยช่วยไทยพลัส

  • ซื้อสินค้า 333.33 บาท
  • รัฐช่วย 200 บาท
  • ประชาชนจ่าย 133.33 บาท

จากตัวเลขนี้ จะเห็นว่าประชาชนในไทยช่วยไทยพลัสจ่ายเงินจริงน้อยกว่าประมาณ 66 บาท/วัน หรือ 330 บาท/เดือน (คำนวณจากยอดเงินสูงสุดที่รัฐสนับสนุน เดือนละ 1,000 บาท)

แล้วถ้าซื้อของแพงขึ้นล่ะ ?

ประเด็นสำคัญที่หลายคนเริ่มตั้งคำถามคือ หากประชาชนซื้อของ "เกินเพดาน 200 บาท" เช่น ซื้อสินค้า 500 บาท หรือมากกว่านั้น โครงการไหนจะคุ้มกว่ากัน

คนละครึ่งพลัส

  • รัฐช่วยได้สูงสุด 200 บาท
  • ประชาชนจ่ายเอง 300 บาท

ไทยช่วยไทยพลัส

  • รัฐช่วยได้สูงสุด 200 บาท
  • ประชาชนจ่ายเอง 300 บาท เช่นกัน

แม้สุดท้ายประชาชนจะจ่ายเงินจริงเท่ากัน แต่จุดต่างอยู่ที่ "ช่วงก่อนชนเพดาน"

สำหรับไทยช่วยไทยพลัส รัฐจะช่วยเต็มเพดาน 200 บาท ตั้งแต่ยอดซื้อประมาณ 333 บาทเท่านั้น หลังจากนั้นยอดใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ประชาชนต้องรับภาระเองทั้งหมด

แต่คนละครึ่งพลัส รัฐยังช่วยต่อเนื่องตามสัดส่วนไปจนถึงยอดซื้อ 400 บาท จึงทำให้ "ช่วงได้รับประโยชน์" จากรัฐยาวกว่า

จุดคุ้มทุนของแต่ละโครงการ

หากอธิบายแบบง่ายที่สุด จุดคุ้มทุนคือ "จุดที่รัฐช่วยเต็มเพดาน"

คนละครึ่งพลัส

รัฐช่วยเต็ม 200 บาท ที่ยอดซื้อ 400 บาท

ไทยช่วยไทยพลัส

รัฐช่วยเต็ม 200 บาท ที่ยอดซื้อประมาณ 333 บาท

นั่นหมายความว่า

  • หากประชาชนซื้อของไม่เกินประมาณ 333 บาท ไทยช่วยไทยพลัสคุ้มกว่า เพราะจ่ายเงินจริงน้อยกว่า
  • หากซื้อช่วง 333-400 บาท คนละครึ่งพลัสเริ่มได้เปรียบ เพราะรัฐยังช่วยเพิ่มตามสัดส่วนได้
  • หากซื้อมากกว่า 400 บาท ทั้ง 2 โครงการแทบไม่ต่างกัน เพราะเพดานที่รัฐช่วยสูงสุดที่ 200 บาทเท่ากัน

แล้วสุดท้าย "ประชาชนคุ้มไหม ?"

คำตอบอาจไม่มีสูตรตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้จ่ายของแต่ละคน แม้ทั้ง 2 โครงการจะมีรูปแบบคล้ายกัน แต่จริง ๆ แล้วถูกออกแบบมาคนละวัตถุประสงค์

คนละครึ่งพลัสเน้น "กระตุ้นเศรษฐกิจ" รัฐบาลต้องการให้ประชาชนออกมาใช้เงินมากที่สุด เพื่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบ เศรษฐกิจฐานราก ร้านอาหาร ตลาดสด และร้านค้าชุมชนจะได้อานิสงส์จากยอดขายที่เพิ่มขึ้น

ไทยช่วยไทยพลัสเน้น "ลดภาระค่าครองชีพ" รัฐช่วยในสัดส่วนสูงขึ้น เพื่อให้ประชาชนใช้เงินจริงน้อยลง และยังพอมีเงินเหลือสำหรับค่าใช้จ่ายด้านอื่นในชีวิตประจำวัน

  • คนที่ใช้จ่ายไม่สูงมากต่อวัน ไทยช่วยไทยพลัสจะให้ความรู้สึก "ประหยัดกว่า"
  • แต่คนที่มียอดซื้อสูงเป็นประจำ อาจมองว่าคนละครึ่งให้ "กำลังซื้อรวม" มากกว่า

อ่านข่าวอื่น :

ทีมสุดซอยยื่นหลักฐาน DSI ฟัน "บริษัทค้าน้ำมัน" สืบหาบอสเบื้องหลังขบวนการ

หนึ่งเดียวในไทย ภาพสลักนูนต่ำ "นารายณ์บรรทมสินธุ์ใต้น้ำ" อุบลฯ

"คปท." ยื่นฝ่ายค้าน ส่งศาลฎีกา ตั้งคณะไต่สวน ป.ป.ช. ปมยกคำร้องคดี "ศักดิ์สยาม"

เตือน 14 จังหวัด เสี่ยง "น้ำป่าไหลหลาก-ดินถล่ม" 20-22 พ.ค.นี้