คลิปอ้าง “กัมพูชาทวงสัญญา 7 ฉบับ” ขอรักษาฟรี-ทุนเรียน 800 ล้าน แท้จริงบิดเบือน-ไม่มีอยู่จริงใน MOU

Thai PBS Verify พบแหล่งที่มาของข่าวปลอมจาก: Facebook
คลิปอ้าง กัมพูชาทวงสัญญา 7 ฉบับขอรักษาฟรี-ทุนเรียน 800 ล้าน จี้และรัฐบาลทบทวนหวั่นไทยเสียเปรียบ
Thai PBS Verify ตรวจสอบเพจเฟซบุ๊กชื่อ กระแสไทย หลังโพสต์คลิปวิดีโอพร้อมข้อความระบุว่า
กัมพูชาทวงสัญญา 7 ฉบับขอรักษาฟรี-ทุนเรียน 800 ล้าน จี้และรัฐบาลทบทวนหวั่นไทยเสียเปรียบ
สำหรับเนื้อหาในคลิปดังกล่าวมีความยาว 10 นาทีโดยระบุว่า
เอาล่ะครับท่านผู้ชม เป็นเรื่องแล้วครับงานนี้ นั่งไม่ติดเก้าอี้กันแล้วครับ ที่กระทรวงบัวแก้ว ล่าสุดเพื่อนบ้านตัวแสบของเรากัมพูชามาเคาะประตูบ้านทวงสัญญากันยิก ๆ ถามว่าทวงอะไร ก็ทวงไอ้สัญญา MOU 7 ฉบับ ที่รัฐบาลยุคคุณอุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ไปเซ็นประเคนให้เขาไว้น่ะสิครับ งานนี้บอกเลยว่ายับ ไทยเราเสียเปรียบจนแทบจะถอดกางเกงให้เขาอยู่แล้ว ถามว่าทำไมเขาถึงกล้าทวงขนาดนี้ ก็เพราะเขาเห็นเราเป็นหมูในอวยไงครับ เขาเห็นว่าการเมืองเรากำลังฝุ่นตลบ รัฐบาลกำลังตั้งไข่ เขาก็รีบฉวยโอกาสนี้บี้เอาผลประโยชน์ทันที แล้วไอ้คนที่ต้องมารับหน้าเสื่อตามล้างตามเช็ดก็หนีไม่พ้นข้าราชการประจำน้ำดีอย่างท่านทูตสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ที่ต้องกุมขมับกับมรดกบาปที่นักการเมืองทิ้งไว้ให้ มาดูกันชัด ๆ ครับว่าไส้ในมันเน่าเฟะขนาดไหน 7 ฉบับที่เขาจี้ทวงเนี่ย มีตั้งแต่เรื่องรักษาฟรี ให้ทุนเรียนฟรี สร้างถนนให้ ยันรับซื้อพืชผลเกษตร ถามคำเดียวครับท่านผู้ชม ฟังแล้วรู้สึกยังไง นี่เรากำลังทำบุญล้างซวยหรือกำลังบริหารประเทศ รัฐบาลไปเซ็นสัญญาพวกนี้ไว้ตอนไหน แอบไปตกลงกันตอนเราเผลอหรือเปล่า วันนี้ผมจะลากไส้ออกมาดูทีละขดให้เห็นกันไปเลยว่าภาษีพวกท่านกำลังจะละลายแม่น้ำโขงไปฟรี ๆ
ประเด็นแรกที่ผมของขึ้นที่สุดคือการให้สิทธิ์คนกัมพูชา มารักษาฟรี รวมถึงทหารที่เจ็บจากการสู้รบ เดี๋ยวนะครับ ถามว่าทหารเขาเจ็บจากไหน ก็เจ็บจากการยิงปะทะกันตามชายแดนไม่ใช่เหรอ แล้วเราจะเอางบประมาณสาธารณสุขที่คนไทยยังนอนรอคิวกันหน้าสลอนตามโรงพยาบาลรัฐ มาซ่อมคนที่มีโอกาสจะถือปืนหันใส่เราเนี่ยนะ คิดได้ยังไง สมองส่วนไหนคิด นี่มันไม่ใช่แค่ใจดี แต่มันคือการชักศึกเข้าบ้านชัด ๆ โรงพยาบาลชายแดนเราทุกวันนี้ หมอพยาบาลก็ทำงานกันจนสายตัวแทบขาดอยู่แล้ว จะให้เขามาแบกรับภาระรักษาคนต่างด้าวฟรี ๆ อีกเหรอครับ ถามว่าทำแบบนี้คนไทยได้อะไร ได้บุญหรอครับ ผมบอกเลยว่าบุญมันกินไม่ได้ แต่ความมั่นคงของชาติมันกินได้ครับ
มาต่อที่เรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ 800 ล้านบาทครับท่านผู้ชม จะเอาไปแจกเป็นทุนการศึกษาให้เด็กเขมรเข้ามาเรียน ถามว่าเด็กไทยลูกหลานชาวนาในภาคอีสาน ภาคเหนือ ยังไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม ต้องกู้หนี้ยืมสิน กู้ กยศ. เป็นหนี้หัวโต จบมาก็ต้องตามใช้หนี้กันหน้ามืด แต่หนี้รัฐบาลไทยใจป๋า ควัก 800 ล้านประเคนให้เขาฟรี ๆ ถามว่าทำเพื่ออะไร หวังให้เขารักเหรอ ตลกครับ เขามาเรียนจบเขาก็กลับไปพัฒนาประเทศเขา หรือไม่ก็มาแย่งงานคนไทยทำ นี่มันเอาเนื้อหนูไปปะเนื้อช้างชัด ๆ เอาเงินภาษีคนไทยไปสร้างปัญญาชนให้ประเทศอื่น เพื่อให้เขากลับมาแข่งขันกับลูกหลานเราเอง ท่านผู้ชมคิดว่ามันฉลาดหรือมันโง่กันแน่ครับ อีกเรื่องที่น่าเจ็บใจไม่แพ้กัน จะควักงบสร้างถนนเชื่อมชายแดนให้เขาอีกหลายร้อยล้าน ถามหน่อยครับถนนฝั่งเราดีหรือยัง หลุมบ่อยังกับดวงจันทร์ แต่จะไปราดยางมาตอยให้เพื่อนบ้าน ถามว่าสร้างเสร็จใครได้ประโยชน์ ขนสินค้าไทยไปขาย หรือขนแรงงานเถื่อน ขนยาเสพติด ขนของหนีภาษีเข้ามาถล่มตลาดไทย นี่มันการเปิดประตูเมืองให้ม้าไม้เมืองทรอยชัด ๆ คิดกันบ้างไหมครับว่าความมั่นคงชายแดนจะเหลืออะไร ถ้าเราไปอำนวยความสะดวกให้เขาขนาดนั้น ถนนเส้นนี้สร้างไปอาจจะได้แค่ค่าผ่านทางไม่กี่บาท แต่สิ่งที่เสียไปคือความมั่นคงที่ประเมินค่าไม่ได้ ถามว่าคุ้มไหม ตอบเลยว่าไม่คุ้มครับ มีแต่เจ๊งกับเจ๊ง ยังไม่หมดแค่นั้นครับท่านผู้ชม
เรื่องถนนหนทางว่าเจ็บแล้ว มาเจอเรื่องปากท้องเกษตรกรไทย ข้อนี้นี่บอกเลยว่ากระอักเลือด สัญญาข้อที่บอกว่าจะรับซื้อพืชผลเกษตรจากเขาเนี่ย ท่านผู้ชมครับ ทุกวันนี้ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด ของไทยเราเองราคาก็ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ชาวนาชาวไร่นั่งมองฟ้าฝนน้ำตาจะไหล พอด่านปิดปุ๊บ ราคาของไทยพุ่งขึ้น เกษตรกรลืมตาอ้าปากได้เพราะของมันขาดตลาด แต่พอจะไปเปิดรับซื้อของเขาเข้ามา ของไทยก็ราคาตกรูดสิครับแบบนี้ ถามจริง ๆ ท่านเป็นรัฐมนตรีเกษตรของไทยหรือของกัมพูชากันแน่ ทำแบบนี้ชาวนาไทยตายอย่างเขียดครับ ตายทั้งเป็น
ลองหลับตานึกภาพตามผมนะครับ ถ้าเรายอมตามน้ำ ยอมทำตาม MOU ทั้ง 7 ฉบับนี้เป๊ะ ๆ สภาพประเทศไทยจะเป็นยังไง โรงพยาบาลชายแดนจะเต็มไปด้วยคนต่างด้าวที่มารักษาฟรี งบประมาณแผ่นดิน 800 ล้านหายวับไปกับตา ถนนหนทางกลายเป็นเส้นทางลำเลียงของผิดกฎหมาย และเกษตรกรไทยต้องขายที่นาเพราะสู้ราคาพืชผลเพื่อนบ้านที่ต้นทุนต่ำกว่าไม่ได้ นี่คือหายนะที่รออยู่หน้าประตูบ้านครับ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ ไทยเราก็ไม่ต่างอะไรกับหมูในอวยรอให้เขาเชือดนิ่ม ๆ แล้วถามว่าทำไมกัมพูชาถึงเร่งยิก ๆ ทวงเช้าทวงเย็นเอาตอนนี้ ก็เพราะเขารู้ทันเกมการเมืองบ้านเราไงครับ เขารู้ว่าการเมืองไทยกำลังฝุ่นตลบ รัฐบาลคุณแพทองธารกำลังเปรี้ยว ๆ หวาน ๆ ยังตั้งหลักไม่ถูก เขาก็ต้องรีบตีเหล็กตอนร้อน รีบตักตวงตอนที่เรายังมึนหมัด เขาไม่ได้มองเราเป็นพี่น้องหรอกครับ ในเวทีนี้เขามองเราเป็นตู้ ATM ที่กดรหัสผิด ๆ ถูก ๆ ก็เงินไหลออกมาเอง ยิ่งรัฐบาลดูอ่อนแอเขายิ่งรุกฆาต งานนี้คนที่น่าเห็นใจที่สุดไม่ใช่นักการเมืองนะครับ แต่คือข้าราชการประจำน้ำดีอย่างท่านสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และทีมงานกระทรวงบัวแก้ว คนเซ็นน่ะนักการเมืองไปเซ็นเอาหน้า เซ็นเอาภาพลักษณ์ สร้างภาพว่ารักกันปานจะกลืนกิน แต่พอถึงเวลาปฏิบัติ คนที่ต้องไปนั่งเจรจาหน้าดำคร่ำเครียด ไปบอกปัด ไปดึงเชงเพื่อรักษาผลประโยชน์ชาติคือข้าราชการครับ มันเหมือนนักการเมืองไปก่อเรื่องทิ้งไว้กลางห้องรับแขกแล้วเดินหนีไป ปล่อยให้ข้าราชการมาตามเช็ดตามล้าง แล้วบอกว่า เอ้า ทำให้สะอาดนะ อย่าให้เหม็น มันยุติธรรมไหมครับ ถามลึกลงไปอีกว่า ทำไมรัฐบาลยุคก่อนถึงกล้าเซ็นอะไรที่เสียเปรียบขนาดนี้ มันมีอะไรใต้โต๊ะไหม หรือมีดีลลับ ๆ ของคนแดนไกลกับผู้นำเพื่อนบ้านหรือเปล่า อันนี้ผมไม่ฟันธงนะ แต่กลิ่นมันตุครับท่านผู้ชม มันเหมือนเอาผลประโยชน์ชาติไปแลกกับความสัมพันธ์ส่วนตัว หรือแลกกับสัมปทานธุรกิจของใครบางคนหรือเปล่า
เรื่องนี้ต้องขุดครับ มันผิดปกติวิสัยของการเจรจาระหว่างประเทศที่ฝ่ายนึงยอมเสียเปรียบทุกประตูแบบนี้ ถ้าไม่มีอะไรในกอไผ่ผมยอมให้เหยียบหน้าเลย เอาเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัด ๆ นะครับท่านผู้ชม การทำ MOU แบบนี้ มันเหมือนท่านเดินเข้าร้านตัดผม แต่ไปตะโกนสั่งก๋วยเตี๋ยวน้ำตกกินนะครับ มันผิดที่ผิดทาง ผิดวัตถุประสงค์ไปหมด กระทรวงการต่างประเทศมีหน้าที่รักษาผลประโยชน์ชาติ ไม่ใช่กระทรวงสังคมสงเคราะห์หรือมูลนิธิแจกทาน การทูตคือการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม ยื่นหมูยื่นแมว ไม่ใช่การบรรณาการแบบสมัยอยุธยาที่ต้องขนเงินขนทองไปถวายเขาเพื่อให้เขาพอใจ ตื่นครับ ตื่น เลิกหน้ามืดตามัวกันได้แล้ว อ่ะ ใน 7 ข้อเนี่ย มีข้อเดียวที่ผมพอกล้อมแกล้มรับได้คือการคืนโบราณวัตถุ อันไหนของเขาจริง พิสูจน์ได้ว่าขโมยมา คืนไปเถอะครับ เราคนไทยมีศักดิ์ศรี เราไม่ต้องการเก็บของโจรไว้ในบ้าน แต่เดี๋ยวก่อนนะครับ ต้องตรวจสอบให้ดีนะครับ ไม่ใช่เขาชี้ชิ้นไหนก็จะเอาชิ้นนั้น แล้วเราก็รีบห่อใส่กล่องให้เขาเหมือนคนรับใช้ แล้วไอ้ที่เขาเคลมมั่วซั่วว่าวัฒนธรรมไทยเป็นของเขาเนี่ย โขนเอย มวยไทยเอย เราได้ทวงถามความยุติธรรมคืนบ้างไหม หรือยอมให้เขาโขกสับฝ่ายเดียว ยอมให้เขาสร้างกระแสชาตินิยมทับถมเราอยู่ฝ่ายเดียวแบบนี้ มันใช้ได้ที่ไหน มาถึงตรงนี้รัฐบาลชุดปัจจุบันครับ ท่านแพทองธาร มีทางเลือกไม่มาก 1 คือเดินหน้าต่อตามน้ำไป แล้วเตรียมตัวโดนด่าว่าขายชาติ หรือ 2 รื้อใหม่ ต้องกล้าทบทวน กล้าบอกเพื่อนบ้านว่า เฮ้ยเพื่อน อันนี้ไม่แฟร์ว่ะ เราต้องเจรจาใหม่บนพื้นฐานของความเท่าเทียม อันไหนเราเสียเปรียบต้องตัดทิ้ง อย่าไปกลัวเขาโกรธ ถ้าเขาจะโกรธเพียงเพราะเราลุกขึ้นมาปกป้องผลประโยชน์ของคนไทย ก็เชิญโกรธไปเลยครับ เชิญงอนไปให้พอ แล้วเราจะดูซิว่าถ้าไม่มีไทยช่วยเขาจะอยู่ได้ไหม จำไว้นะครับ การจะเป็นพี่ใหญ่ในอาเซียนไม่จำเป็นต้องใช้เงินฟาดหัวใคร การเป็นพี่ใหญ่คือต้องมีความมั่นคง มีจุดยืนที่แข็งแกร่ง และทำให้เขาเกรงใจ ไม่ใช่ทำให้เขาเคยตัว
ถ้าเรายังทำตัวเป็นป๋าใจดี จ่ายไม่อั้นแบบนี้ สักวันเราจะหมดตัว แล้วเขาก็จะถีบหัวเราส่งเพราะหมดประโยชน์แล้ว นี่คือสัจธรรมของโลกครับ ไม่มีใครคบใครเพราะสงสารหรอก เขาคบกันที่ผลประโยชน์ทั้งนั้น สุดท้ายครับท่านผู้ชม เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เงิน 800 ล้าน เงินสร้างถนน เงินค่ารักษาพยาบาล คือเงินภาษีของท่านทั้งนั้น คือเงินที่ควรจะเอามาซ่อมถนนหน้าบ้านท่าน เอามาพัฒนาโรงเรียนลูกหลานท่าน เอามาซื้อเครื่องมือแพทย์ให้คนไทย ผมฝากไว้ให้คิดและช่วยกันจับตาดู อย่าให้ใครมาลักหลับเซ็นสัญญาขายชาติกันอีก ถ้าท่านรักประเทศไทย ถ้าท่านไม่อยากให้ลูกหลานต้องไปเป็นเบี้ยล่างใคร แชร์คลิปนี้ออกไปครับ ให้รู้ว่าคนไทยไม่ได้กินหญ้า เรากินข้าวแล้วเรารู้ทัน ถ้าชอบการวิเคราะห์แบบถึงลูกถึงคน ตีแผ่ความจริงแบบไม่เกรงใจหน้าอินทร์หน้าพรหมแบบนี้ กดติดตามกดกระดิ่งช่องของเราไว้เลยครับ เราจะเกาะติดเรื่องนี้ไม่ปล่อย ใครทำอะไรกับประเทศไทยไว้ เราจะลากไส้ออกมาให้หมด แล้วเจอกันใหม่คลิปหน้า สวัสดีครับ
ภายในคลิปดังกล่าวเป็นภาพของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกโพสต์เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมาจนทำให้มีผู้เข้ามาชมกว่า 980,000 ครั้ง รวมถึงแสดงความรู้สึกกว่า 27,000 ครั้ง และแชร์โพสต์ดังกล่าวไปกว่า 15,000 ครั้ง ซึ่งผู้เข้าชมส่วนใหญ่คิดว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องจริง
MOU 7 ฉบับ มีเนื้อหาอย่างไร ?
จากการค้นหาด้วยคำสำคัญ Thai PBS Verify พบข่าวการลงนามบันทึกความเข้าใจและความตกลงรวม 7 ฉบับ โดยเป็นการลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2568 ในโอกาสครบรอบ 75 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต ไทย-กัมพูชา โดยมี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ณ ขณะนั้น กับ สมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา เป็นสักขีพยานการลงนาม แต่เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นเรื่อง โครงสร้างพื้นฐาน, การพัฒนาฝีมือแรงงานระหว่างประเทศ และการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ไม่ได้มีเรื่อง “รักษาฟรีให้ทหาร” หรือ “ทุนเรียนฟรี 800 ล้าน” ดังที่ถูกกล่าวอ้าง
ฉบับที่ 1: การบริหารและบำรุงรักษาสะพานมิตรภาพไทย-กัมพูชา (หนองเอี่ยน-สตึงบท)
ฉบับที่ 2: ความร่วมมือด้านมลพิษข้ามแดน (ฝุ่น PM 2.5)
ฉบับที่ 3: การปรับปรุงศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานกัมพูชา-ไทย
ฉบับที่ 4-5: บันทึกข้อตกลงด้านการจ้างแรงงานและการคุ้มครองสิทธิแรงงาน
ฉบับที่ 6: ความช่วยเหลือทางวิชาการออกแบบถนนหมายเลข 57
ฉบับที่ 7: การก่อสร้างสะพานข้ามพรมแดนใหม่ (บ้านผักกาด จ.จันทบุรี)
น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ณ ขณะนั้น กับ สมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา เป็นสักขีพยานการลงนาม MOU 7 ฉบับ เมื่อ 23 เมษายน 2568
คลิปการลงนามของทั้งสองประเทศ
รองโฆษกพรรคเพื่อไทย ยืนยันบิดเบือน
อย่างไรก็ตาม นายพายุ เนื่องจำนงค์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความชี้แจงกรณีดังกล่าว พร้อมระบุว่า
ขออนุญาตอธิบาย: จากที่ได้การที่มีการโพสต์โจมตีอดีตนายกฯแพทองธารว่าได้ “ประเคน” หรือ “ยกประโยชน์” ให้กับกัมพูชาล้วน ๆ จากการลงนาม MOU จำนวน 7 ฉบับ ซึ่งไม่เป็นความจริง… เพราะแท้ที่จริงแล้ว การลงนามในเวลานั้นมีเจตนาเพื่อเสริมสร้างมิตรภาพและความเข้าใจระหว่างสองประเทศ และเสริมมูลค่าทางการค้าของทั้งสองประเทศอย่างมหาศาล ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพด้านบุคคลและด้านโลจิสติกส์
โดยเนื้อหาของบันทึกความเข้าใจเหล่านี้แบ่งออกเป็นหัวข้อดังต่อไปนี้:
ฉบับที่ 1 – บันทึกเรื่องด้านกรรมสิทธิ์ การใช้ และการบำรุงรักษา สะพานมิตรภาพ ไทย–กัมพูชา (ที่หนองเอี่ยน–สตึงบท)
ฉบับที่ 2 – บันทึกเรื่องด้านความร่วมมือและการแก้ปัญหามลพิษข้ามแดนระหว่างกระทรวงสิ่งแวดล้อมของทั้งสองประเทศ
ฉบับที่ 3 – หนังสือแลกเปลี่ยนเพื่อปรับเปลี่ยนสาระสำคัญของความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งศูนย์พัฒนาฝีมือสำหรับแรงงาน ไทย-กัมพูชา
ฉบับที่ 4 – บันทึกเรื่องความร่วมมือด้านการจ้างแรงงานระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชา
ฉบับที่ 5 – บันทึกเรื่องความเข้าใจด้านการใช้แรงงานและการทำงานอย่างถูกกฎหมาย
ฉบับที่ 6 – บันทึกเรื่องการหารือด้านความช่วยเหลือเชิงวิชาการ สำหรับการออกแบบทางของโครงการปรับปรุง ถนนหมายเลข 57 และถนนหมายเลข 5
ฉบับที่ 7 – ความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยการก่อสร้างสะพานข้ามพรมแดนแห่งใหม่ ที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี
ซึ่ง ณ วันที่ลงนามนั้นอยู่บนบริบทของการร่วมมือกันเพื่อประโยชน์ของประชาชนของทั้งสองประเทศเพื่อนบ้านในช่วงสงบสุข แต่ในภายหลังจากนั้นเมื่อเข้าสู่ภาวะสงคราม/ความขัดแย้ง.. MOU หรือบันทึกความเข้าใจเหล่านี้ สามารถที่จะถูกระงับหรือยกเลิกได้ เพราะไม่ใช่สนธิสัญญาที่ผูกมัดถาวร และสามารถปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมของสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน
ดังนั้นมันจึงไม่ใช่การ “ประเคน” ผลประโยชน์ให้กับทางกัมพูชาที่มีผลต่อเนื่องมาจากตอนนั้นตามที่ได้มีการบิดเบือนกัน.. ซึ่งก็ขอเสริมว่าในตอนนั้นก็ได้มีการเปิดเผยรายละเอียดและเนื้อหาของบันทึกความเข้าใจเหล่านี้ผ่านทางสื่ออย่างโปร่งใส และไม่ได้มีใครทักท้วงว่าเป็นการเจรจาที่ทำให้ไทยเสียผลประโยชน์แต่อย่างใดครับ
นายพายุ เนื่องจำนงค์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความชี้แจง ระบุ MOU 7 ฉบับ เป็นการลงนามในด้านการค้า การเพิ่มประสิทธิภาพบุคคล และด้านโลจิสติกส์ ไม่เกี่ยวข้องกับการรักษาทหารกัมพูชา หรือ การให้ทุนด้านการศึกษาแก่เด็กกัมพูชา
งบช่วยเหลือการศึกษาเด็กกัมพูชา 800 ล้านบาท มีจริงหรือไม่ ?
จากการค้นหาด้วยคำสำคัญ เราพบว่า “ไม่มีงบช่วยเหลือด้านการศึกษาจำนวน 800 ล้านบาทที่เจาะจงให้เด็กกัมพูชาฟรี” ปรากฏอยู่ในแผนงบประมาณของทั้งรัฐบาลชุดปัจจุบัน หรือรัฐบาลชุดก่อนหน้า มีเพียงงบของ Thailand International Cooperation Agency หรือ TICA จาก กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ที่ประเทศไทยมีการให้ความร่วมมือทางวิชาการและการพัฒนาให้กับเพื่อนบ้าน ซึ่งลักษณะการจ่ายเงินจะจ่ายเป็นค่าวิทยากร, ค่าสถานที่อบรมในไทย, หรือค่าก่อสร้างอาคารในต่างประเทศที่ไทยไปสนับสนุน ไม่ได้เป็นการโอนเงินสด ให้รัฐบาลต่างประเทศไปบริหารเอง ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ แต่เป็นงบประมาณที่จำกัดและครอบคลุมหลายประเทศ (CLMV) โดยในปี 2568 มีการใช้งบประมาณอยู่ที่ 625,267,160 บาท ซึ่งไม่ได้มีมูลค่าสูงถึง 800 ล้านบาท และไม่ได้จ่ายให้สำหรับเด็กกัมพูชาเพียงกลุ่มเดียว
แผนและความก้าวหน้าการดำเนินงานและการใช้งบประมาณ ประจำปี พ.ศ. 2568 กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
การให้การช่วยเหลือการศึกษา-รักษาพยาบาล เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ?
นโยบาย “การศึกษาเพื่อปวงชน” หรือ Education for All (EFA) ถือเป็นนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาที่ไทยให้แก่ประเด็กต่างด้าวหรือไม่มีสัญชาติ ซึ่งรวมถึงกัมพชา โดยมีจุดเริ่มต้นแบ่งออกเป็น 2 ช่วงเวลา
1. จุดเริ่มต้นในระดับสากล (พ.ศ. 2533)
นโยบายนี้เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการครั้งแรกของโลกที่ประเทศไทยในการประชุม “การศึกษาเพื่อปวงชน” (World Conference on Education for All) ณ จอมเทียน พัทยา เมื่อปี พ.ศ. 2533 ในรัฐบาล พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้มีการรับรอง “ปฏิญญาจอมเทียน” ซึ่งประเทศไทยและประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้กับประชากรทุกคน (เด็ก เยาวชน และผู้ใหญ่) อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม
2. จุดเริ่มต้นทางกฎหมายสำหรับ “ทุกคน” ในไทย (พ.ศ. 2548)
ส่วนจุดเริ่มต้นของนโยบายที่อนุญาตให้ “เด็กต่างด้าวหรือเด็กไม่มีสัญชาติ” เข้าเรียนในโรงเรียนไทยได้ฟรี เกิดขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 5 กรกฎาคม 2548 ในรัฐบาลของ นายทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ณ ขณะนั้น ได้ผ่านมติเห็นชอบให้สถานศึกษาจัดการศึกษาแก่ บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย โดยให้รัฐสนับสนุนงบประมาณรายหัวให้เท่ากับเด็กไทย ซึ่งมตินี้คือหัวใจหลักที่ทำให้ไทยกลายเป็นประเทศชั้นนำในอาเซียนด้านการเปิดรับเด็กทุกคนเข้าสู่ระบบการศึกษา (Education for All) โดยไม่เกี่ยงสถานะทางกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม นโยบาย Education for All ไม่ใช่การ “แจกเงิน” ให้ต่างประเทศ แต่คือการที่ประเทศไทยรับผิดชอบจัดการศึกษาให้กับ เด็กทุกคนที่อยู่บนแผ่นดินไทย เพื่อให้คนเหล่านี้มีความรู้และไม่กลายเป็นภาระหรือปัญหาสังคมในอนาคต
ขณะที่ การช่วยเหลือด้าน “การรักษาพยาบาล” แก่บุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทยหรือผู้มีปัญหาสถานะ มีจุดเริ่มต้นแบ่งออกเป็น 2 ช่วงเวลา ได้แก่
- พ.ศ. 2553 ครม. ในรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2553 ให้จัดตั้ง “กองทุนให้ความช่วยเหลือด้านสาธารณสุขแก่บุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ” เพื่อให้สิทธิการรักษาพยาบาลแก่บุคคลที่ได้รับเลขประจำตัว 13 หลัก (กลุ่มที่รอพิสูจน์สัญชาติหรือกลุ่มดั้งเดิม) ให้ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานเทียบเท่ากับสิทธิ “บัตรทอง” ของคนไทย
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ปี 2553
- พ.ศ. 2556 – 2558 รัฐบาลชุดต่อมา คือ รัฐบาลชุด นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ขยายนโยบายให้ครอบคลุมกลุ่มแรงงานต่างด้าวและผู้ติดตาม (รวมถึงเด็กต่างด้าว) ผ่าน “บัตรประกันสุขภาพต่างด้าว” โดยเน้นหลักการที่ว่า “ทุกคนบนแผ่นดินไทยต้องเข้าถึงการรักษา” เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดต่อ ซึ่งส่งผลดีต่อความมั่นคงทางสาธารณสุขของคนไทยโดยรวม
นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ปี 2556
ความแตกต่างระหว่าง “สิทธิเรียนฟรี” กับ “สิทธิรักษาพยาบาล” เป็นอย่างไร ?
แม้ทั้งสองนโยบายจะยึดหลักมนุษยธรรม แต่มีรายละเอียดการบริหารจัดการที่ต่างกันซึ่งมักถูกนำมาบิดเบือน
- ด้านการศึกษา (เรียนฟรี): รัฐอุดหนุนงบประมาณรายหัวให้แก่สถานศึกษาโดยตรง เพื่อให้เด็กทุกคน (รวมถึงเด็กกัมพูชาและสัญชาติอื่นที่อยู่ในไทย) ได้เรียน เพื่อไม่ให้เด็กเหล่านี้กลายเป็นปัญหาสังคมหรืออาชญากรรมในอนาคต
- ด้านการรักษาพยาบาล (ไม่ได้ฟรีสำหรับทุกคน): กลุ่มบุคคลที่มีปัญหาสถานะ (กลุ่มที่เกิดในไทยหรืออยู่นานแล้วแต่รอสัญชาติ) รัฐจัดงบประมาณผ่านกองทุนเฉพาะเพื่อดูแล
- กลุ่มแรงงานต่างด้าวและบุตร: “ต้องซื้อบัตรประกันสุขภาพ” ด้วยตนเอง ไม่ได้ใช้เงินภาษีของคนไทยรักษาฟรีตามที่เป็นข่าวลือ การซื้อบัตรนี้ช่วยให้สถานพยาบาลชายแดนมีงบประมาณไปบริหารจัดการและไม่ต้องแบกรับภาระหนี้สูญจากการรักษาตามหลักมนุษยธรรม

เรื่องจริงเป็นอย่างไร ?
เนื้อหา MOU 7 ฉบับ มีการลงนามจริงเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2568 แต่เนื้อหาเน้นไปที่การสร้างสะพานมิตรภาพ, การแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5, การพัฒนาฝีมือแรงงาน และการออกแบบถนน ไม่มีข้อตกลงใดที่ระบุเรื่องการให้สิทธิรักษาฟรีแก่ทหารกัมพูชาหรือการแจกทุนการศึกษา 800 ล้านบาท
งบช่วยเหลือ 800 ล้านบาท: ไม่พบยอดงบประมาณนี้ในระบบงบประมาณแผ่นดินที่เจาะจงให้กัมพูชาเพียงประเทศเดียว งบประมาณที่ใกล้เคียงที่สุดคืองบของ TICA (ปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 625 ล้านบาท) ซึ่งใช้สำหรับโครงการความร่วมมือทางวิชาการในหลายประเทศ (CLMV) ไม่ใช่การโอนเงินสดให้รัฐบาลต่างประเทศ
การรักษาพยาบาลและการศึกษา: นโยบายที่มีอยู่จริงเป็นการดูแล “บุคคลที่พำนักอยู่บนแผ่นดินไทย” เพื่อความมั่นคงทางสาธารณสุขและสังคม (ป้องกันโรคระบาดและอาชญากรรม) ไม่ใช่การทำสัญญาประเคนสิทธิให้คนนอกประเทศตามที่กล่าวอ้าง
กระบวนการตรวจสอบ
Thai PBS Verify ได้ดำเนินการตรวจสอบตามขั้นตอนดังนี้
ตรวจสอบเอกสารทางราชการ: การค้นหาด้วยคำสำคัญทำการสืบค้นรายชื่อและเนื้อหา MOU ทั้ง 7 ฉบับที่ลงนามในรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พบว่าข้อมูลในคลิปขัดแย้งกับเนื้อหาในเอกสารจริงอย่างสิ้นเชิง
ตรวจสอบงบประมาณแผ่นดิน: ตรวจสอบงบประมาณของกระทรวงการต่างประเทศและกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) พบว่างบประมาณที่อ้างว่า 800 ล้านบาทนั้น เป็นตัวเลขที่คลาดเคลื่อน และรูปแบบการใช้เงินเป็นการช่วยเหลือทางวิชาการ ไม่ใช่การแจกทุนฟรี
ตรวจสอบประวัติกฎหมายและมติ ครม.: เมื่อย้อนรอยมติ ครม. ปี 2548 (ด้านการศึกษา) และ ปี 2553/2556 (ด้านสาธารณสุข) พบว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการกับปัญหาภายในประเทศไทย ไม่เกี่ยวข้องกับการเจรจาเสียเปรียบทางการทูตตามคลิปดังกล่าว
ผลกระทบของข้อมูลเท็จนี้
สร้างความแตกแยกและชาตินิยมสุดโต่ง: การบิดเบือนว่าไทยเสียเปรียบเพื่อนบ้านอย่างรุนแรง กระตุ้นให้เกิดความโกรธแค้นและความเกลียดชังระหว่างประเทศ
ทำลายความเชื่อมั่นต่อพรรคการเมืองที่ถูกกล่าวอ้าง: การกล่าวหาด้วยข้อมูลบิดเบือน ทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อผู้ที่ถูกโจมตีโดยไม่มีโอกาสได้ชี้แจงถึงข้อเท็จจริง
บิดเบือนการใช้งบประมาณภาษี: ทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกหวงแหนและไม่พอใจการบริหารจัดการงบประมาณบนพื้นฐานของข้อมูลที่ผิด
ภาพบันทึกหน้าจอแสดงความคิดเห็นของประชาชนที่พบว่าส่วนใหญ่เชื่อว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องจริง
ข้อแนะนำเมื่อได้ข้อมูลเท็จนี้ ?
อย่าเพิ่งเชื่อคำกล่าวอ้างเลื่อนลอย: หากมีการระบุตัวเลขงบประมาณสูง ๆ (เช่น 800 ล้าน) หรือสัญญาที่ดูเสียเปรียบผิดปกติ ให้ลองค้นหาด้วยคำสำคัญ เพื่อค้นหาข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ
สังเกตภาษาที่ใช้เร้าอารมณ์: ข่าวปลอมหรือ IO มักใช้คำรุนแรง เช่น “ประเคน”, “เน่าเฟะ”, “ขายชาติ” เพื่อกระตุ้นให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล
ตรวจสอบแหล่งที่มา: เพจที่มักโพสต์ข้อมูลโจมตีทางการเมืองโดยไม่มีเอกสารอ้างอิงชัดเจน มักเป็นแหล่งกระจายข่าวบิดเบือน
เช็กข้อมูลจากหน่วยงานโดยตรง: สามารถตรวจสอบความจริงได้ที่เว็บไซต์ กรมประชาสัมพันธ์ หรือ กระทรวงการต่างประเทศ








