Profile icon

ถอดนโยบาย “คนละครึ่ง” เพื่อไทย–ภูมิใจไทย–ประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น

DateClock icon16:28|การเมืองViews0
Thai PBS Verify ตรวจสอบนโยบาย “คนละครึ่ง” พรรคเพื่อไทย - ภูมิใจไทย - ประชาชน ด้านนักวิชาการรัฐศาสตร์มองว่า เป็นนโยบายที่หาเสียงแล้วเข้าใจง่าย ตรงประเด็นความต้องการจของประชาชน ส่วนนักวิชาการด้านเศรษฐศาตร์แนะควรตั้งเพดานรายได้ร้านค้าเพื่อลดการกระจุกตัว และใช้เงื่อนไขคูปองหรือกำหนดเวลาเพื่อเร่งการใช้จ่าย มุ่งแก้ปัญหาพฤติกรรม "ความเฉื่อยในการตัดสินใจ" ของผู้บริโภค

โครงการ “คนละครึ่ง” เริ่มต้นขึ้นในปี 63 ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นหนึ่งในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เพื่อรับมือผลกระทบจากการระบาดของ โควิด-19 ที่ทำให้กำลังซื้อของประชาชนหดตัว โครงการมีจุดประสงค์เพื่อ ช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน, เพิ่มรายได้ให้ร้านค้ารายย่อย, และ กระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ ผ่านการร่วมจ่ายระหว่างรัฐและประชาชนในสัดส่วน 50:50 โดยใช้แอปพลิเคชัน เป๋าตัง เป็นเครื่องมือหลัก ช่วยให้เงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวดำเนินการมาแล้ว 5 เฟส ระหว่างปี 2563–2565 โดยใช้งบประมาณภาครัฐรวมประมาณประมาณ 340,000 ล้านบาท โดยเฉพาะใน เฟสแรก ปี 63 มีผู้ได้รับสิทธิประมาณ 9.98 ล้านคน และมียอดใช้จ่ายรวมกว่า 42,044 ล้านบาท

พรรคภูมิใจไทย  

ภูมิใจไทยหยิบ “คนละครึ่งพลัส” กลับมาเป็นนโยบายหาเสียง

ต่อมาเมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จึงนำโครงการกลับมาปัดฝุ่นใหม่ ใช้ชื่อว่า “คนละครึ่งพลัส”  โดยคณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณรวม ประมาณ 44,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการร่วมจ่ายค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนผ่านแอป เป๋าตัง โดยผู้ได้รับสิทธิ์จะได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐคนละ 2,000–2,400 บาท ต่อคน โดยตั้งเป้าให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ กว่า 100,000 ล้านบาท และส่งเสริมการเติบโตของ GDP ในช่วงท้ายปีได้อีกด้วย เมื่อเสียงตอบรับดีขนาดนี้ เมื่อถึงการเลือกตั้งปี 69 พรรคภูมิใจไทยจึงนำนโยบายนี้กลับมาอีก โดยใช้วาทกรรม “ขอโอกาสประชาชนได้กลับมาใช้หนี้ 2,400บาท” 

  • วันที่ 10 ม.ค. 68: พรรคภูมิใจไทยเริ่มยิงโฆษณาโซเชียลมีเดียชุดแรก ชูนโยบาย “คนละครึ่งพลัส: สานต่อสิ่งดีๆ ที่เคยมี” เพื่อดึงฐานเสียงที่ยังรอเงินจาก Digital Wallet ไม่ไหว
  • วันที่ 1 ส.ค. 68: พรรคภูมิใจไทยประกาศเป็นนโยบายหลักของพรรคในการประชุมใหญ่ โดยระบุสัดส่วนที่ 50:50 และใช้วงเงินเดิมคือไม่เกิน 150-200 บาท/วัน
  • วันที่ 20 ม.ค. 69: ภูมิใจไทยประกาศเพิ่มสิทธิ “คนละครึ่งพลัส X2” สำหรับวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ให้เป็น 60:40 เพื่อดึงยอดจับจ่ายในท้องถิ่น

พรรคเพื่อไทย

เพื่อไทยต่อยอดคนละครึ่ง เปิดตัว “ยิ่งกว่าพลัส” รัฐจ่าย 70% 

ฟากเพื่อไทย หลังจากรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน และ แพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี หาเสียงด้วยการแจกเงินดิจิตอล 10,000 บาท  เพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจแบบ “พายุหมุน” แต่ไม่สามารถเดินหน้าเต็มรูปแบบได้ เนื่องจากปัญหาทางการเมืองและข้อจำกัดด้านงบประมาณ ทำให้โครงการต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบและขอบเขตการใช้งาน ขณะเดียวกัน ฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชน เปรียบโครงการเงินดิจิตอลว่าเป็นเพียง “หย่อมความกดอากาศต่ำ” โดยพยายามชี้ให้เห็นว่าปัญหาเศรษฐกิจต้องการแนวทางเชิงโครงสร้างที่ยั่งยืนมากกว่ามาตรการแจกเงินเฉพาะหน้า ซึ่งเป็นวาทกรรมที่ถูกนำมาใช้ในการถกเถียงทางการเมืองระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านในสภาและเวทีสาธารณะต่าง ๆ

กลับมาในศึกการเลือกตั้งครั้งนี้เปิดตัวยิ่งใหญ่ด้วยโครงการยิ่งกว่าพลัส 70:30 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ให้รัฐช่วยจ่ายค่าใช้จ่าย 70% ขณะที่ประชาชนจ่ายเอง 30% เมื่อซื้อสินค้าหรือบริการจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ เป็นแนวคิดต่อยอดจากมาตรการลักษณะเดียวกับ “คนละครึ่ง” แต่เพิ่มสัดส่วนการสนับสนุนจากภาครัฐให้มากขึ้น เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ กระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ และเพิ่มรายได้ให้ร้านค้ารายย่อย โดยคาดว่าจะใช้ผ่านระบบดิจิทัลและมีการจำกัดวงเงินต่อคน 

  • วันที่ 8-9 ม.ค. 69 : คุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย เปิดตัวนโยบายใหม่ภายใต้สโลแกน “รัฐจ่ายให้ 70% ประชาชนจ่ายเองแค่ 30%” แนวคิดหลัก: เพื่อแก้ปัญหา “คนไม่อยากออกจากบ้าน” เพราะต้องจ่ายเงินเองเยอะเกินไป การปรับสัดส่วนเป็น 70:30 จะช่วยให้คนกล้าจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น โดยเฉพาะในร้านค้าและโรงแรมรายย่อย
  • วันที่ 20-21 ม.ค. 69 : พรรคเพื่อไทยชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมว่าโครงการนี้จะครอบคลุมคนไทยอายุ 16 ปีขึ้นไป โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่:
  • กลุ่มบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (13.5 ล้านคน): ได้รับสิทธิ์สูงสุดเพื่อลดภาระค่าครองชีพ
  • กลุ่มผู้ยื่นภาษี (12 ล้านคน): กระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายผ่านระบบดิจิทัล
  • กลุ่มผู้ไม่ยื่นภาษี (28 ล้านคน): ดึงคนเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลรัฐผ่านแอปพลิเคชัน

พรรคประชาชน

คนละครึ่งเวอร์ชันพรรคประชาชน เน้น SME และภาษี

ด้านพรรคประชาชนที่ผ่านมาไม่เคยพูดถึงนโยบายประชานิยมเลย เน้นการแก้ปัญหาเชิงโครสร้าง แต่ครั้งนี้ยอมโดดเข้าร่วมขบวนนโยบายเศรษฐกิจ โดยใช้ แนวคิดเกี่ยวกับ “คนละครึ่ง” แต่เพิ่มฟังก์ชัน  “หวยใบเสร็จ” เน้นการ”ดึงร้านค้าเข้าสู่ระบบภาษี” และ “เพิ่มรายได้ให้ SME” 

  • กลางปี 2567: พรรคประชาชน เริ่มนำเสนอนโยบาย หวยใบเสร็จ เพื่อจูงใจให้คนซื้อของจากร้านค้าขนาดเล็ก (SME) แทนการเข้าห้างสรรพสินค้า โดยเมื่อซื้อของจากร้าน SME ครบทุก 500 บาท (สะสมได้) ผู้ซื้อจะได้หวย 1 ใบ และผู้ประกอบการก็ได้หวย 1 ใบ เพื่อกระตุ้นให้ทั้งสองฝ่ายอยากออกใบเสร็จและเข้าระบบภาษี 
  • 15 กุมภาพันธ์ 2568: พรรคประชาชนเปิดตัวชุดนโยบายเศรษฐกิจ “เศรษฐกิจไทยคนเท่ากัน” โดยมีการรวมนโยบายเข้าด้วยกัน:
    • คนละครึ่ง SME: รัฐช่วยจ่าย 50% แต่สิทธิ์นี้ใช้ได้ เฉพาะร้านค้าที่มียอดขายไม่เกินที่กำหนด (ไม่ใช่ร้านสะดวกซื้อหรือห้างใหญ่)
    • หวยใบเสร็จ: ทุกการใช้จ่ายผ่าน “คนละครึ่ง SME” จะได้รับสิทธิ์ลุ้นโชคทันที เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ร้านค้าโชห่วยและแผงลอยเปลี่ยนเป็นดิจิทัล 
  • 10 มกราคม 2569: นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน แถลงรายละเอียด “หวยใบเสร็จ”
    • เพิ่มรางวัลแจ็กพอตสำหรับผู้ที่ซื้อสินค้าจากร้านค้าในชุมชน
    • ใช้ระบบ Open Data ให้ประชาชนเช็คได้ว่าเงินภาษีที่ใช้ในโครงการนี้ กระจายตัวไปที่จังหวัดไหนบ้าง

ทำอย่างไรให้เงินกระจายถึงร้านเล็กและเร่งการใช้จ่ายจริง

ศ. ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์ขับเคลื่อนความรับผิดชอบทางการคลัง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า มาตรการ “คนละครึ่ง” เหมาะสำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ซึ่งที่ผ่านมาไทยได้ดำเนินโครงการลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง ทำให้พอเห็นบทเรียนว่า หากจะออกแบบมาตรการให้กระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีที่สุด และช่วยร้านค้าอย่างทั่วถึง ควรปรับเงื่อนไขอย่างไรบ้าง

จากงานวิจัยที่มีอยู่ พบว่าปัญหาหนึ่งคือ เม็ดเงินจากโครงการกระจุกตัวค่อนข้างมาก โดยบทความที่เผยแพร่โดยสถาบันวิจัยระบุว่า ในโครงการคนละครึ่งที่ผ่านมา ตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ร้านค้าที่มีรายได้สูงสุดเพียง กลุ่มท็อป 5% ได้รับเงินจากโครงการไปเป็นสัดส่วนค่อนข้างมาก สะท้อนว่าเงินอาจไม่ได้กระจายไปถึงร้านค้าขนาดเล็กอย่างทั่วถึง

บทเรียนสำคัญคือ หากต้องการให้เงินกระจายมากขึ้น อาจต้องมี เพดานรายได้ของร้านค้า ที่เข้าร่วมโครงการ เช่น จำกัดวงเงินที่ร้านหนึ่งจะได้รับจากโครงการ ไม่เกิน 10 ล้านบาท เป็นต้น

อีกประเด็นคือ การกระตุ้นให้ประชาชนใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ปัจจุบันตัวชี้วัด MPC (Marginal Propensity to Consume) อยู่ที่ประมาณ 0.4 ซึ่งถือว่าไม่สูงมากเมื่อเทียบกับการให้เงินแบบให้เปล่า ดังนั้น หากต้องการให้เกิดการใช้จ่ายมากขึ้น อาจต้องเพิ่มเงื่อนไขในการใช้เงิน

ตัวอย่างเช่น แนวคิดคล้ายคูปองของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ที่กำหนดว่าใช้จ่ายถึงจำนวนหนึ่งก่อนจึงจะได้ส่วนลด หรือกรณีของประเทศจีนที่ใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบมีเงื่อนไข เช่น ต้องใช้จ่ายถึงกี่หยวน รัฐจึงจะช่วยลดให้กี่เปอร์เซ็นต์

ศ. ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์ขับเคลื่อนความรับผิดชอบทางการคลัง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ศ. ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์ขับเคลื่อนความรับผิดชอบทางการคลัง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ขณะที่มาตรการของไทยในอดีต ใช้เพียง “บาทแรกก็ลดได้ทันที” ซึ่งอาจไม่กระตุ้นให้คนเร่งใช้จ่ายมากพอ หากนำแนวคิดของจีนมาประยุกต์ใช้ เช่น กำหนดว่าเงินที่ได้รับต้องใช้ภายในแต่ละวัน หากไม่ใช้ เงินจะลดลงจากวันถัดไป ก็อาจช่วยเร่งการตัดสินใจใช้จ่ายได้มากขึ้น

บทเรียนนี้สำคัญ เพราะที่ผ่านมา มีประชาชนจำนวนมากใช้สิทธิไม่หมด ทำให้เม็ดเงินที่ตั้งใจจะกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสสำคัญ โดยเฉพาะช่วงที่เศรษฐกิจซบเซา ไม่ได้ถูกใช้เต็มประสิทธิภาพ

สาเหตุที่คนใช้เงินไม่หมด ไม่ได้มาจากร้านค้ามีจำนวนน้อย เพราะร้านค้าเข้าร่วมค่อนข้างแพร่หลาย แต่เป็นเรื่องของ พฤติกรรมผู้บริโภค หากไม่มีแรงจูงใจหรือแรงเร่ง คนมักจะรอและชะลอการใช้จ่าย ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “ความเฉื่อยในการตัดสินใจ” หรือ inertia

ดังนั้น หากเป้าหมายของนโยบายคือการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงเวลาที่กำหนด การออกแบบมาตรการจำเป็นต้องสอดคล้องกับพฤติกรรมของประชาชน เพื่อให้เม็ดเงินถูกใช้จริงและเกิดผลทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน

สงคราม “แจก” ท่ามกลางการเลือกตั้ง เมื่อนโยบายเศรษฐกิจถูกบีบให้ต้อง “เห็นผลทันตา”

อ. ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า เรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ถ้าพูดในเชิงพื้นฐาน มันก็ช่วยกระตุ้นได้ระดับหนึ่ง เป็นการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ แต่ถ้าจะคาดหวังว่ามันจะทำให้เศรษฐกิจเติบโตทั้งหมด คงไม่ใช่ เพราะการกระตุ้นเศรษฐกิจต้องทำผ่านหลายมาตรการ เพียงแต่ว่าถ้ามองในบริบทของการเลือกตั้ง นโยบายแบบนี้เป็นนโยบายที่หาเสียงได้ง่าย คนเข้าใจทันทีว่าเลือกพรรคนี้แล้วจะได้อะไร

“ตอนนี้เหลือเวลาเลือกตั้งอีกแค่ประมาณสองสัปดาห์ ก็เลยไม่ต้องไปพูดถึงแผนระยะยาวมาก เอาอะไรที่เข้าใจง่ายและเห็นภาพเร็วที่สุดนี่แหละ ในมุมของการเลือกตั้ง จากที่ผ่านมานโยบายคนละครึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนคุ้นเคยและเห็นภาพมาแล้ว” อ. ดร.ปุรวิชญ์  กล่าว 

อ. ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

อ. ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ที่ผ่านมา โครงการในลักษณะนี้ใช้งบประมาณจำนวนมาก จึงเกิดคำถามถึงความคุ้มค่าระหว่างเม็ดเงินระดับแสนล้านบาทกับผลในการกระตุ้น GDP ที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ภายใต้บริบทสังคมการเมืองในปัจจุบัน นโยบายที่จูงใจประชาชนได้มากที่สุดยังคงเป็นเรื่องเศรษฐกิจและปากท้อง ซึ่งสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในภาวะไม่ดีนัก เมื่อเป็นเช่นนี้ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นจึงเป็นสิ่งที่ “ขายง่าย” ที่สุด ในมุมมองทางรัฐศาสตร์ นโยบายปากท้องคือสิ่งที่ประชาชนต้องการเห็นการจัดการจากรัฐบาล และผลสำรวจความคิดเห็นจากหลายสำนักก็ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า เศรษฐกิจเป็นปัจจัยหลักที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้ง จึงอธิบายได้ว่าทำไมแต่ละพรรคการเมืองจึงแข่งขันกันนำเสนอนโยบายที่เข้าใจง่าย เห็นผลเร็ว และตอบโจทย์ความรู้สึกของประชาชนได้ตรงจุด

Verification Documentกระบวนการตรวจสอบ

  1. ตรวจสอบผ่านไทม์ไลน์: เพื่อไทยชูนโยบาย “ยิ่งกว่าพลัส 70:30” รัฐช่วยจ่าย 70% เพื่อเร่งการใช้จ่ายและช่วยร้านค้ารายย่อย เน้นดึงคน 3 กลุ่มรวม 53.5 ล้านคนเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลดิจิทัลเพื่อแก้ปัญหาปากท้องและวางรากฐานเศรษฐกิจระยะยาว
  2. ตรวจสอบผ่านไทม์ไลน์: ภูมิใจไทยชูนโยบาย “คนละครึ่งพลัส” สานต่อสูตร 50:50 เพื่อรักษาความต่อเนื่องและวินัยการเงินการคลัง พร้อมอัปเกรดสิทธิ์ “X2” เป็น 60:40 ในวันหยุด เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นและชิงฐานเสียงช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง69
  3. ตรวจสอบผ่านไทม์ไลน์: พรรคประชาชนชูนโยบาย “คนละครึ่ง SME + หวยใบเสร็จ” เพื่อช่วยรายย่อยสู้ทุนใหญ่และดึงร้านค้าเข้าสู่ระบบภาษีด้วยแรงจูงใจจากการลุ้นโชค เน้นความโปร่งใสผ่านระบบ Open Data และเพิ่มรางวัลแจ็กพอตในชุมชนเพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างยั่งยืนในศึกเลือกตั้ง 69
  4. ตรวจสอบผ่านแหล่งข่าว:Thai PBS Verify สัมภาษณ์ ศ. ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์ขับเคลื่อนความรับผิดชอบทางการคลัง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปรับ “คนละครึ่ง” โดยตั้งเพดานรายได้ร้านค้าเพื่อลดการกระจุกตัว และใช้เงื่อนไขคูปองหรือกำหนดเวลาเพื่อเร่งการใช้จ่าย มุ่งแก้ปัญหาพฤติกรรม “ความเฉื่อยในการตัดสินใจ” ของผู้บริโภค เพื่อให้เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและทั่วถึงรายย่อยอย่างแท้จริง
  5. ตรวจสอบผ่านแหล่งข่าว: Thai PBS Verify สัมภาษณ์อ. ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า “คนละครึ่ง” เป็นนโยบายที่หาเสียงง่ายและเห็นภาพชัดเจนที่สุดในช่วงโค้งสุดท้าย 2 สัปดาห์ก่อนเลือกตั้ง แม้คุ้มค่าน้อยในเชิง GDP แต่ตอบโจทย์การตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ให้ความสำคัญกับเรื่องปากท้องและเศรษฐกิจระยะสั้นเป็นหลัก
Verify

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Verify

ผู้เขียน

Verify

บทความที่เกี่ยวข้อง

Verify

บทความที่ได้รับความนิยม

Cyber Safe Life : รู้ทันกลลวงให้โลกออนไลน์ปลอดภัยสำหรับทุกคน