ถอดนโยบาย “คนละครึ่ง” เพื่อไทย–ภูมิใจไทย–ประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น

โครงการ “คนละครึ่ง” เริ่มต้นขึ้นในปี 63 ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นหนึ่งในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เพื่อรับมือผลกระทบจากการระบาดของ โควิด-19 ที่ทำให้กำลังซื้อของประชาชนหดตัว โครงการมีจุดประสงค์เพื่อ ช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน, เพิ่มรายได้ให้ร้านค้ารายย่อย, และ กระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ ผ่านการร่วมจ่ายระหว่างรัฐและประชาชนในสัดส่วน 50:50 โดยใช้แอปพลิเคชัน เป๋าตัง เป็นเครื่องมือหลัก ช่วยให้เงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวดำเนินการมาแล้ว 5 เฟส ระหว่างปี 2563–2565 โดยใช้งบประมาณภาครัฐรวมประมาณประมาณ 340,000 ล้านบาท โดยเฉพาะใน เฟสแรก ปี 63 มีผู้ได้รับสิทธิประมาณ 9.98 ล้านคน และมียอดใช้จ่ายรวมกว่า 42,044 ล้านบาท
ภูมิใจไทยหยิบ “คนละครึ่งพลัส” กลับมาเป็นนโยบายหาเสียง
ต่อมาเมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จึงนำโครงการกลับมาปัดฝุ่นใหม่ ใช้ชื่อว่า “คนละครึ่งพลัส” โดยคณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณรวม ประมาณ 44,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการร่วมจ่ายค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนผ่านแอป เป๋าตัง โดยผู้ได้รับสิทธิ์จะได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐคนละ 2,000–2,400 บาท ต่อคน โดยตั้งเป้าให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ กว่า 100,000 ล้านบาท และส่งเสริมการเติบโตของ GDP ในช่วงท้ายปีได้อีกด้วย เมื่อเสียงตอบรับดีขนาดนี้ เมื่อถึงการเลือกตั้งปี 69 พรรคภูมิใจไทยจึงนำนโยบายนี้กลับมาอีก โดยใช้วาทกรรม “ขอโอกาสประชาชนได้กลับมาใช้หนี้ 2,400บาท”
- วันที่ 10 ม.ค. 68: พรรคภูมิใจไทยเริ่มยิงโฆษณาโซเชียลมีเดียชุดแรก ชูนโยบาย “คนละครึ่งพลัส: สานต่อสิ่งดีๆ ที่เคยมี” เพื่อดึงฐานเสียงที่ยังรอเงินจาก Digital Wallet ไม่ไหว
- วันที่ 1 ส.ค. 68: พรรคภูมิใจไทยประกาศเป็นนโยบายหลักของพรรคในการประชุมใหญ่ โดยระบุสัดส่วนที่ 50:50 และใช้วงเงินเดิมคือไม่เกิน 150-200 บาท/วัน
- วันที่ 20 ม.ค. 69: ภูมิใจไทยประกาศเพิ่มสิทธิ “คนละครึ่งพลัส X2” สำหรับวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ให้เป็น 60:40 เพื่อดึงยอดจับจ่ายในท้องถิ่น

เพื่อไทยต่อยอดคนละครึ่ง เปิดตัว “ยิ่งกว่าพลัส” รัฐจ่าย 70%
ฟากเพื่อไทย หลังจากรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน และ แพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี หาเสียงด้วยการแจกเงินดิจิตอล 10,000 บาท เพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจแบบ “พายุหมุน” แต่ไม่สามารถเดินหน้าเต็มรูปแบบได้ เนื่องจากปัญหาทางการเมืองและข้อจำกัดด้านงบประมาณ ทำให้โครงการต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบและขอบเขตการใช้งาน ขณะเดียวกัน ฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชน เปรียบโครงการเงินดิจิตอลว่าเป็นเพียง “หย่อมความกดอากาศต่ำ” โดยพยายามชี้ให้เห็นว่าปัญหาเศรษฐกิจต้องการแนวทางเชิงโครงสร้างที่ยั่งยืนมากกว่ามาตรการแจกเงินเฉพาะหน้า ซึ่งเป็นวาทกรรมที่ถูกนำมาใช้ในการถกเถียงทางการเมืองระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านในสภาและเวทีสาธารณะต่าง ๆ
กลับมาในศึกการเลือกตั้งครั้งนี้เปิดตัวยิ่งใหญ่ด้วยโครงการยิ่งกว่าพลัส 70:30 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ให้รัฐช่วยจ่ายค่าใช้จ่าย 70% ขณะที่ประชาชนจ่ายเอง 30% เมื่อซื้อสินค้าหรือบริการจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ เป็นแนวคิดต่อยอดจากมาตรการลักษณะเดียวกับ “คนละครึ่ง” แต่เพิ่มสัดส่วนการสนับสนุนจากภาครัฐให้มากขึ้น เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ กระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ และเพิ่มรายได้ให้ร้านค้ารายย่อย โดยคาดว่าจะใช้ผ่านระบบดิจิทัลและมีการจำกัดวงเงินต่อคน
- วันที่ 8-9 ม.ค. 69 : คุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย เปิดตัวนโยบายใหม่ภายใต้สโลแกน “รัฐจ่ายให้ 70% ประชาชนจ่ายเองแค่ 30%” แนวคิดหลัก: เพื่อแก้ปัญหา “คนไม่อยากออกจากบ้าน” เพราะต้องจ่ายเงินเองเยอะเกินไป การปรับสัดส่วนเป็น 70:30 จะช่วยให้คนกล้าจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น โดยเฉพาะในร้านค้าและโรงแรมรายย่อย
- วันที่ 20-21 ม.ค. 69 : พรรคเพื่อไทยชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมว่าโครงการนี้จะครอบคลุมคนไทยอายุ 16 ปีขึ้นไป โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่:
- กลุ่มบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (13.5 ล้านคน): ได้รับสิทธิ์สูงสุดเพื่อลดภาระค่าครองชีพ
- กลุ่มผู้ยื่นภาษี (12 ล้านคน): กระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายผ่านระบบดิจิทัล
- กลุ่มผู้ไม่ยื่นภาษี (28 ล้านคน): ดึงคนเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลรัฐผ่านแอปพลิเคชัน
คนละครึ่งเวอร์ชันพรรคประชาชน เน้น SME และภาษี
ด้านพรรคประชาชนที่ผ่านมาไม่เคยพูดถึงนโยบายประชานิยมเลย เน้นการแก้ปัญหาเชิงโครสร้าง แต่ครั้งนี้ยอมโดดเข้าร่วมขบวนนโยบายเศรษฐกิจ โดยใช้ แนวคิดเกี่ยวกับ “คนละครึ่ง” แต่เพิ่มฟังก์ชัน “หวยใบเสร็จ” เน้นการ”ดึงร้านค้าเข้าสู่ระบบภาษี” และ “เพิ่มรายได้ให้ SME”
- กลางปี 2567: พรรคประชาชน เริ่มนำเสนอนโยบาย “หวยใบเสร็จ“ เพื่อจูงใจให้คนซื้อของจากร้านค้าขนาดเล็ก (SME) แทนการเข้าห้างสรรพสินค้า โดยเมื่อซื้อของจากร้าน SME ครบทุก 500 บาท (สะสมได้) ผู้ซื้อจะได้หวย 1 ใบ และผู้ประกอบการก็ได้หวย 1 ใบ เพื่อกระตุ้นให้ทั้งสองฝ่ายอยากออกใบเสร็จและเข้าระบบภาษี
- 15 กุมภาพันธ์ 2568: พรรคประชาชนเปิดตัวชุดนโยบายเศรษฐกิจ “เศรษฐกิจไทยคนเท่ากัน” โดยมีการรวมนโยบายเข้าด้วยกัน:
- คนละครึ่ง SME: รัฐช่วยจ่าย 50% แต่สิทธิ์นี้ใช้ได้ เฉพาะร้านค้าที่มียอดขายไม่เกินที่กำหนด (ไม่ใช่ร้านสะดวกซื้อหรือห้างใหญ่)
- หวยใบเสร็จ: ทุกการใช้จ่ายผ่าน “คนละครึ่ง SME” จะได้รับสิทธิ์ลุ้นโชคทันที เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ร้านค้าโชห่วยและแผงลอยเปลี่ยนเป็นดิจิทัล
- 10 มกราคม 2569: นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน แถลงรายละเอียด “หวยใบเสร็จ”
- เพิ่มรางวัลแจ็กพอตสำหรับผู้ที่ซื้อสินค้าจากร้านค้าในชุมชน
- ใช้ระบบ Open Data ให้ประชาชนเช็คได้ว่าเงินภาษีที่ใช้ในโครงการนี้ กระจายตัวไปที่จังหวัดไหนบ้าง
ทำอย่างไรให้เงินกระจายถึงร้านเล็กและเร่งการใช้จ่ายจริง
ศ. ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์ขับเคลื่อนความรับผิดชอบทางการคลัง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า มาตรการ “คนละครึ่ง” เหมาะสำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ซึ่งที่ผ่านมาไทยได้ดำเนินโครงการลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง ทำให้พอเห็นบทเรียนว่า หากจะออกแบบมาตรการให้กระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีที่สุด และช่วยร้านค้าอย่างทั่วถึง ควรปรับเงื่อนไขอย่างไรบ้าง
จากงานวิจัยที่มีอยู่ พบว่าปัญหาหนึ่งคือ เม็ดเงินจากโครงการกระจุกตัวค่อนข้างมาก โดยบทความที่เผยแพร่โดยสถาบันวิจัยระบุว่า ในโครงการคนละครึ่งที่ผ่านมา ตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ร้านค้าที่มีรายได้สูงสุดเพียง กลุ่มท็อป 5% ได้รับเงินจากโครงการไปเป็นสัดส่วนค่อนข้างมาก สะท้อนว่าเงินอาจไม่ได้กระจายไปถึงร้านค้าขนาดเล็กอย่างทั่วถึง
บทเรียนสำคัญคือ หากต้องการให้เงินกระจายมากขึ้น อาจต้องมี เพดานรายได้ของร้านค้า ที่เข้าร่วมโครงการ เช่น จำกัดวงเงินที่ร้านหนึ่งจะได้รับจากโครงการ ไม่เกิน 10 ล้านบาท เป็นต้น
อีกประเด็นคือ การกระตุ้นให้ประชาชนใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ปัจจุบันตัวชี้วัด MPC (Marginal Propensity to Consume) อยู่ที่ประมาณ 0.4 ซึ่งถือว่าไม่สูงมากเมื่อเทียบกับการให้เงินแบบให้เปล่า ดังนั้น หากต้องการให้เกิดการใช้จ่ายมากขึ้น อาจต้องเพิ่มเงื่อนไขในการใช้เงิน
ตัวอย่างเช่น แนวคิดคล้ายคูปองของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ที่กำหนดว่าใช้จ่ายถึงจำนวนหนึ่งก่อนจึงจะได้ส่วนลด หรือกรณีของประเทศจีนที่ใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบมีเงื่อนไข เช่น ต้องใช้จ่ายถึงกี่หยวน รัฐจึงจะช่วยลดให้กี่เปอร์เซ็นต์
ศ. ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์ขับเคลื่อนความรับผิดชอบทางการคลัง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ขณะที่มาตรการของไทยในอดีต ใช้เพียง “บาทแรกก็ลดได้ทันที” ซึ่งอาจไม่กระตุ้นให้คนเร่งใช้จ่ายมากพอ หากนำแนวคิดของจีนมาประยุกต์ใช้ เช่น กำหนดว่าเงินที่ได้รับต้องใช้ภายในแต่ละวัน หากไม่ใช้ เงินจะลดลงจากวันถัดไป ก็อาจช่วยเร่งการตัดสินใจใช้จ่ายได้มากขึ้น
บทเรียนนี้สำคัญ เพราะที่ผ่านมา มีประชาชนจำนวนมากใช้สิทธิไม่หมด ทำให้เม็ดเงินที่ตั้งใจจะกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสสำคัญ โดยเฉพาะช่วงที่เศรษฐกิจซบเซา ไม่ได้ถูกใช้เต็มประสิทธิภาพ
สาเหตุที่คนใช้เงินไม่หมด ไม่ได้มาจากร้านค้ามีจำนวนน้อย เพราะร้านค้าเข้าร่วมค่อนข้างแพร่หลาย แต่เป็นเรื่องของ พฤติกรรมผู้บริโภค หากไม่มีแรงจูงใจหรือแรงเร่ง คนมักจะรอและชะลอการใช้จ่าย ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “ความเฉื่อยในการตัดสินใจ” หรือ inertia
ดังนั้น หากเป้าหมายของนโยบายคือการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงเวลาที่กำหนด การออกแบบมาตรการจำเป็นต้องสอดคล้องกับพฤติกรรมของประชาชน เพื่อให้เม็ดเงินถูกใช้จริงและเกิดผลทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน
สงคราม “แจก” ท่ามกลางการเลือกตั้ง เมื่อนโยบายเศรษฐกิจถูกบีบให้ต้อง “เห็นผลทันตา”
อ. ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า เรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ถ้าพูดในเชิงพื้นฐาน มันก็ช่วยกระตุ้นได้ระดับหนึ่ง เป็นการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ แต่ถ้าจะคาดหวังว่ามันจะทำให้เศรษฐกิจเติบโตทั้งหมด คงไม่ใช่ เพราะการกระตุ้นเศรษฐกิจต้องทำผ่านหลายมาตรการ เพียงแต่ว่าถ้ามองในบริบทของการเลือกตั้ง นโยบายแบบนี้เป็นนโยบายที่หาเสียงได้ง่าย คนเข้าใจทันทีว่าเลือกพรรคนี้แล้วจะได้อะไร
“ตอนนี้เหลือเวลาเลือกตั้งอีกแค่ประมาณสองสัปดาห์ ก็เลยไม่ต้องไปพูดถึงแผนระยะยาวมาก เอาอะไรที่เข้าใจง่ายและเห็นภาพเร็วที่สุดนี่แหละ ในมุมของการเลือกตั้ง จากที่ผ่านมานโยบายคนละครึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนคุ้นเคยและเห็นภาพมาแล้ว” อ. ดร.ปุรวิชญ์ กล่าว
อ. ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ที่ผ่านมา โครงการในลักษณะนี้ใช้งบประมาณจำนวนมาก จึงเกิดคำถามถึงความคุ้มค่าระหว่างเม็ดเงินระดับแสนล้านบาทกับผลในการกระตุ้น GDP ที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ภายใต้บริบทสังคมการเมืองในปัจจุบัน นโยบายที่จูงใจประชาชนได้มากที่สุดยังคงเป็นเรื่องเศรษฐกิจและปากท้อง ซึ่งสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในภาวะไม่ดีนัก เมื่อเป็นเช่นนี้ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นจึงเป็นสิ่งที่ “ขายง่าย” ที่สุด ในมุมมองทางรัฐศาสตร์ นโยบายปากท้องคือสิ่งที่ประชาชนต้องการเห็นการจัดการจากรัฐบาล และผลสำรวจความคิดเห็นจากหลายสำนักก็ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า เศรษฐกิจเป็นปัจจัยหลักที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้ง จึงอธิบายได้ว่าทำไมแต่ละพรรคการเมืองจึงแข่งขันกันนำเสนอนโยบายที่เข้าใจง่าย เห็นผลเร็ว และตอบโจทย์ความรู้สึกของประชาชนได้ตรงจุด
กระบวนการตรวจสอบ
- ตรวจสอบผ่านไทม์ไลน์: เพื่อไทยชูนโยบาย “ยิ่งกว่าพลัส 70:30” รัฐช่วยจ่าย 70% เพื่อเร่งการใช้จ่ายและช่วยร้านค้ารายย่อย เน้นดึงคน 3 กลุ่มรวม 53.5 ล้านคนเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลดิจิทัลเพื่อแก้ปัญหาปากท้องและวางรากฐานเศรษฐกิจระยะยาว
- ตรวจสอบผ่านไทม์ไลน์: ภูมิใจไทยชูนโยบาย “คนละครึ่งพลัส” สานต่อสูตร 50:50 เพื่อรักษาความต่อเนื่องและวินัยการเงินการคลัง พร้อมอัปเกรดสิทธิ์ “X2” เป็น 60:40 ในวันหยุด เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นและชิงฐานเสียงช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง69
- ตรวจสอบผ่านไทม์ไลน์: พรรคประชาชนชูนโยบาย “คนละครึ่ง SME + หวยใบเสร็จ” เพื่อช่วยรายย่อยสู้ทุนใหญ่และดึงร้านค้าเข้าสู่ระบบภาษีด้วยแรงจูงใจจากการลุ้นโชค เน้นความโปร่งใสผ่านระบบ Open Data และเพิ่มรางวัลแจ็กพอตในชุมชนเพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างยั่งยืนในศึกเลือกตั้ง 69
- ตรวจสอบผ่านแหล่งข่าว:Thai PBS Verify สัมภาษณ์ ศ. ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์ขับเคลื่อนความรับผิดชอบทางการคลัง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปรับ “คนละครึ่ง” โดยตั้งเพดานรายได้ร้านค้าเพื่อลดการกระจุกตัว และใช้เงื่อนไขคูปองหรือกำหนดเวลาเพื่อเร่งการใช้จ่าย มุ่งแก้ปัญหาพฤติกรรม “ความเฉื่อยในการตัดสินใจ” ของผู้บริโภค เพื่อให้เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและทั่วถึงรายย่อยอย่างแท้จริง
- ตรวจสอบผ่านแหล่งข่าว: Thai PBS Verify สัมภาษณ์อ. ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า “คนละครึ่ง” เป็นนโยบายที่หาเสียงง่ายและเห็นภาพชัดเจนที่สุดในช่วงโค้งสุดท้าย 2 สัปดาห์ก่อนเลือกตั้ง แม้คุ้มค่าน้อยในเชิง GDP แต่ตอบโจทย์การตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ให้ความสำคัญกับเรื่องปากท้องและเศรษฐกิจระยะสั้นเป็นหลัก










