ตรวจสอบพบ: ข้อความบิดเบือนเกี่ยวกับเนื้อหาและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 60

Thai PBS Verify พบแหล่งที่มาข่าวปลอมจาก: Facebook

พบโพสต์อ้างข้อมูลเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ว่า หากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะทำให้ประชาชนไทยเสียผลประโยชน์และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อสร้างผลประโยชน์ให้นักการเมือง
ระบุว่า
รัฐธรรมนูญ 2560
คดีความ = ไม่มีวันหมดอายุ
เมื่อมีคดีความ = ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ
โกงกิน = ประหารชีวิต / จำคุกตลอดชีวิต
รวยผิดปกติ ฟอกเงิน = จำคุก 15-30 ปี ยึดทรัพย์ ห้ามโดยสารเครื่องบิน First Class ฟรี
บริหารประเทศเสียหาย = จำคุก 15-30 ปี
ประโยชน์เหล่านี้เพื่อประชาชนคนไทย พี่น้องไทยไม่ชอบหรือ ?
ที่พวกมันจะแก้รัฐธรรมนูญ จุดประสงค์ใหญ่ เพื่อพวกมันเอง (นักการเมือง) ล้วน ๆ
ข้อมูลเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 60 จากภาพดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่
เมื่ออ้างอิงเนื้อหาจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 จะพบว่าไม่มีบทบัญญัติใดระบุโทษหรือเงื่อนไขตามที่โพสต์กล่าวอ้าง ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดให้คดีความไม่มีอายุความ การห้ามเดินทางออกนอกประเทศ โทษประหารชีวิตในคดีทุจริต หรือบทลงโทษเรื่องการห้ามโดยสารเครื่องบินชั้นหนึ่งแต่อย่างใด
องค์ประกอบเนื้อหาของรัฐธรรมนูญปี 2560 แบ่งออกเป็น 16 หมวด และบทเฉพาะกาล ครอบคลุมหลักการทั่วไป โครงสร้างรัฐ สิทธิและเสรีภาพของประชาชน หน้าที่ของรัฐ อำนาจหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ รวมถึงกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ โดย รายละเอียดเรื่องความผิด โทษทางอาญา หรือบทลงโทษเฉพาะกรณี จะถูกกำหนดไว้ในกฎหมายลำดับรอง เช่น ประมวลกฎหมายอาญา หรือกฎหมายเฉพาะอื่น ๆ ไม่ได้อยู่ในตัวรัฐธรรมนูญโดยตรง
องค์ประกอบเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ ปี 60 มี 16 หมวดรวมบทเฉพาะกาล ประกอบไปด้วย
หมวด 1 บททั่วไป
หมวด 2 พระมหากษัตริย์
หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย
หมวด 4 หน้าที่ของปวงชนชาวไทย
หมวด 5 หน้าที่ของรัฐ
หมวด 6 แนวนโยบายแห่งรัฐ
หมวด 7 รัฐสภา
- ส่วนที่ 1 บททั่วไป
- ส่วนที่ 2 สภาผู้แทนราษฎร
- ส่วนที่ 3 วุฒิสภา
- ส่วนที่ 4 บทที่ใช้แก่สภาทั้งสอง
- ส่วนที่ 5 การประชุมร่วมกันของรัฐสภา
หมวด 8 คณะรัฐมนตรี
หมวด 9 การขัดกันแห่งผลประโยชน์
หมวด 10 ศาล
- ส่วนที่ 1 บททั่วไป
- ส่วนที่ 2 ศาลยุติธรรม
- ส่วนที่ 3 ศาลปกครอง
- ส่วนที่ 4 ศาลทหาร
หมวด 11 ศาลรัฐธรรมนูญ
หมวด 12 องค์กรอิสระ
- ส่วนที่ 1 บททั่วไป
- ส่วนที่ 2 คณะกรรมการการเลือกตั้ง
- ส่วนที่ 3 ผู้ตรวจการแผ่นดิน
- ส่วนที่ 4 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
- ส่วนที่ 5 คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (มาตรา ๒๓๘-๒๔๕)
- ส่วนที่ 6 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
หมวด 13 องค์กรอัยการ
หมวด 14 การปกครองส่วนท้องถิ่น
หมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
หมวด 16 การปฏิรูปประเทศ
บทเฉพาะกาล
ข้อเท็จจริงของคำกล่าวอ้างเรื่องรัฐธรรมนูญ 2560
สำหรับคำกล่าวอ้างเรื่อง “คดีความ = ไม่มีวันหมดอายุ”
ข้อเท็จจริง คือ รัฐธรรมนูญ 2560 ไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับอายุความคดีอาญาดังกล่าว แต่เรื่องคดีความปรากฏอยู่ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 7 ที่กำหนดว่า ระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีระหว่างถูกดำเนินคดีไม่ให้นับรวมเป็นอายุความ และหากหลบหนีในระหว่างต้องโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุด จะไม่ให้นำบทบัญญัติเรื่องอายุความตามประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับ
สำหรับคำกล่าวอ้างเรื่อง “เมื่อมีคดีความ = ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ”
ข้อเท็จจริง คือรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดข้อห้ามดังกล่าว การจำกัดการเดินทางเป็นอำนาจของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108 ซึ่งเปิดโอกาสให้ศาลกำหนดเงื่อนไขในการปล่อยตัวชั่วคราว (การประกันตัว) รวมถึงการห้ามออกนอกราชอาณาจักร และในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 39 กำหนดให้นำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับโดยอนุโลม
สำหรับคำกล่าวอ้างเรื่อง “โกงกิน = ประหารชีวิต/จำคุกตลอดชีวิต”
ข้อเท็จจริง คือ รัฐธรรมนูญ 2560 ไม่มีบทกำหนดโทษอาญา โทษประหารชีวิตและโทษจำคุกตลอดชีวิตในความผิดเกี่ยวกับการทุจริต แต่ความผิดดังกล่าวปรากฏอยู่ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148, 149, 201 และ 202 ซึ่งเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการและกระบวนการยุติธรรม
ขณะที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตไม่มีโทษประหารชีวิต แต่มีโทษจำคุกตลอดชีวิตในบางกรณี เช่น มาตรา 173 และ 174 เกี่ยวกับการเรียกรับทรัพย์หรือประโยชน์โดยมิชอบ
สำหรับคำกล่าวอ้างเรื่อง “ร่ำรวยผิดปกติ ฟอกเงิน = จำคุก 15-30 ปี”
ข้อเท็จจริง คือ รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 234–236 กำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในการตรวจสอบกรณีร่ำรวยผิดปกติ แต่ไม่ได้มีการกำหนดบทลงโทษ แต่บทลงโทษทางอาญาจะปรากฏอยู่ในกฎหมายอื่น เช่น พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 167 ซึ่งกำหนดโทษกรณียื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 60 ซึ่งกำหนดโทษจำคุกตั้งแต่ 1–10 ปี
สำหรับคำกล่าวอ้างเรื่อง “การบริหารประเทศเสียหาย = จำคุก 15-30 ปี”
ข้อเท็จจริง คือ รัฐธรรมนูญไม่มีบทกำหนดโทษในกรณีดังกล่าว ความรับผิดทางอาญาของเจ้าหน้าที่รัฐปรากฏอยู่ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 172 ซึ่งกำหนดโทษจำคุกตั้งแต่ 1–10 ปี
สำหรับคำกล่าวอ้างเรื่อง “ห้ามโดยสารเครื่องบิน First Clss ฟรี”
ข้อเท็จจริง คือ ข้อกำหนดเรื่องการโดยสารเครื่องบินชั้นหนึ่งไม่ได้อยู่ในรัฐธรรมนูญ แต่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2560 มาตรา 53 และมาตรา 53/1 ซึ่งระบุเงื่อนไขและตำแหน่งที่สามารถใช้สิทธิดังกล่าวได้
จากเนื้อหาในโพสต์ที่อ้างว่าเป็นบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 นั้นเป็นเนื้อหาบิดเบือน เนื่องจากรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด มีหน้าที่กำหนดโครงสร้างอำนาจของรัฐ หลักการปกครอง และการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ไม่ได้มีบทบัญญัติกำหนดโทษทางอาญาโดยตรง ตามที่โพสต์กล่าวอ้าง
หากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กฎหมายลูกและกฎหมายอื่น ๆ จะหายไปหรือไม่
ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า การตรารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาแทนฉบับเดิม ไม่ได้ทำให้กฎหมายต่าง ๆ สิ้นสุดผลบังคับใช้โดยอัตโนมัติ เนื่องจากกฎหมายลำดับรองและกฎหมายทั่วไปยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป เว้นแต่จะมีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดให้ยกเลิกหรือแก้ไขเป็นการเฉพาะ
“ตามหลักการพื้นฐานของการเปลี่ยนรัฐธรรมนูญ เมื่อมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รัฐธรรมนูญฉบับเก่าสิ้นสุดลง แต่กฎหมายลำดับรองทั้งหมด (รวมถึงพระราชบัญญัติและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ) ยังคงใช้บังคับต่อไป เว้นแต่กฎหมายที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เท่านั้น”
ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภาพจาก The Active
“ซี่งตามหลักนิติรัฐ (Rule of Law) ถ้ากฎหมายสิ้นสุดทั้งหมดพร้อมรัฐธรรมนูญใหม่ จะเกิดความวุ่นวายทางกฎหมาย หน่วยงานรัฐไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ สิทธิและหน้าที่ของประชาชนไม่แน่นอน ดังนั้น ระบบรัฐธรรมนูญสมัยใหม่ยึดหลักว่า เปลี่ยนรัฐธรรมนูญ ไม่เท่ากับรีเซ็ตกฎหมายทั้งระบบ”
นอกจากนี้ ดร.สติธร กล่าวว่า แนวปฏิบัติที่ใช้จริงในรัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับที่ผ่านมา ใช้หลักเดียวกันคือ “กฎหมายทั้งหลายที่ใช้บังคับอยู่ก่อนวันใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ยังคงใช้บังคับต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญนี้” ข้อความลักษณะนี้มักปรากฏอยู่ใน “บทเฉพาะกาล” ที่มีอยู่แทบทุกรัฐธรรมนูญ
“ส่วนแนวปฏิบัติเกี่ยวกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาก็เช่นกัน แม้ตามหลักการพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญจะมีความเชื่อมโยงกับรัฐธรรมนูญอย่างใกล้ชิด แต่ก็ไม่สิ้นสุดลงทันที แนวปฏิบัติที่ทำกันมา คือ ให้ใช้บังคับต่อไป “ชั่วคราว” จนกว่าจะมีการตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงมักเห็นในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่มีการเขียนขึ้นมาแทนฉบับเก่าว่า “ให้ใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเดิมไปพลางก่อน เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่”
ทั้งนี้ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 มีทั้งหมด 10 ฉบับ ตามมาตรา 130 ได้แก่
- พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
- พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา
- พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง
- พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง
- พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน
- พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
- พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน
- พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ
- พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง
- พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
สรุปสาระสำคัญ คือ สำหรับกฎหมายอื่น ๆ จะสิ้นสุดลง เฉพาะกรณีต่อไปนี้ คือ
- รัฐธรรมนูญใหม่ เขียนยกเลิกไว้โดยตรง
- กฎหมายมีเนื้อหา ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญใหม่
- มีการตรากฎหมายใหม่ขึ้นมาใช้แทนแล้ว
นักวิชาการมองปรากฏการณ์ ขบวนการชี้นำช่วงเลือกตั้ง–ประชามติ สกัดรัฐธรรมนูญใหม่
รศ.โอฬาร ถิ่นบางเตียว คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา วิเคราะห์ว่า ในบริบทการเมืองปัจจุบันมีการใช้กระบวนการปฏิบัติการข่าวสาร (IO) เพื่อปั่นกระแสและสร้าง “ความจริงชุดใหม่” ที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงแท้จริง โดยมุ่งชี้นำการตัดสินใจของประชาชนใน 2 กรณี คือ การเลือกตั้ง เพื่อโน้มน้าวให้เลือกพรรคการเมืองใดพรรคหนึ่ง และการลงประชามติ เพื่อสร้างเงื่อนไขทางความคิดให้ประชาชนรู้สึกว่าไม่ควรรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งกระบวนการนี้เกิดขึ้นเนื่องจากคนในสังคมมีความต้องการอยากให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สูง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเครือข่ายอำนาจเก่า
รศ.โอฬาร ถิ่นบางเตียว คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
นอกจากนี้ยังมองว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 เปรียบเสมือน สถาปัตยกรรมทางอำนาจ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อพิทักษ์รักษาอำนาจและผลประโยชน์ของกลุ่มชนชั้นนำไว้ โดยมีลักษณะเด่นคือใช้กลไกผ่านองค์กรอิสระและเครื่องมือต่าง ๆ เพื่อทำให้คู่ขัดแย้งหรือฝ่ายตรงข้ามหลุดออกจากอำนาจได้ง่าย และมีความพยายามที่จะขัดขวางไม่ให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ง่าย ๆ เพื่อรักษาเครื่องมือในการพิทักษ์ผลประโยชน์นี้ไว้
เรื่องจริงเป็นอย่างไร
จากการตรวจสอบพบว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ไม่มีบทบัญญัติกำหนดโทษอาญาหรืออื่น ๆ โดยตรงตามที่อ้าง ไม่ว่าจะเป็นคดีไม่มีอายุความ การห้ามเดินทางออกนอกประเทศโทษประหารชีวิต หรือโทษจำคุก 15–30 ปี รวมถึงสิทธิการโดยสารเครื่องบินชั้นหนึ่ง ทั้งหมดเป็นอำนาจและบทลงโทษที่กำหนดไว้ในกฎหมายลำดับรองหรือกฎหมายเฉพาะอื่น เช่น ประมวลกฎหมายอาญา กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ไม่ได้อยู่ในตัวรัฐธรรมนูญเอง ขณะเดียวกัน การแก้ไขหรือจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ไม่ได้ทำให้กฎหมายลูกหรือกฎหมายอื่น ๆ สิ้นสุดผลบังคับใช้โดยอัตโนมัติ ยกเว้นกรณีที่กฎหมายดังกล่าวขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญใหม่ หรือมีการยกเลิกไว้โดยชัดแจ้งในบทบัญญัติหรือบทเฉพาะกาล
ที่มาข้อกฎหมาย : ทัศไนย ไชยแขวง ทนายความ สำนักงานกฎหมาย KSS
กระบวนการตรวจสอบ
ตรวจสอบโดยอ้างอิงเนื้อหาของรัฐธรรมนูญปี 2560: พบว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ไม่มีบทบัญญัติกำหนดโทษอาญาโดยตรงตามที่อ้าง ไม่ว่าจะเป็นคดีไม่มีอายุความ การห้ามเดินทางออกนอกประเทศโทษประหารชีวิต หรือโทษจำคุก 15–30 ปี รวมถึงสิทธิการโดยสารเครื่องบินชั้นหนึ่ง ทั้งหมดเป็นอำนาจและบทลงโทษที่กำหนดไว้ในกฎหมายลำดับรองหรือกฎหมายเฉพาะอื่น เช่น ประมวลกฎหมายอาญา กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต









