เตือนภัย! นักศึกษา ระวังมิจฉาชีพหลอกโอน “ค่ามัดจำหอพัก” ผ่านโซเชียล

จองหอพักผ่านโซเชียล ฯ ต้องเช็กให้ดี มิจฉาชีพอาจนำรูปและข้อมูลหอพักจริงมาสร้างเพจปลอม ก่อนหลอกให้โอนค่ามัดจำแล้วหายตัวไป Thai PBS Verify ชวนรู้ทันกลโกงและวิธีตรวจสอบก่อนเสียเงิน

สำหรับนักศึกษาที่กำลังเตรียมตัวเปิดภาคการศึกษา การหาที่พักผ่าน Facebook หรือกลุ่มหาหอใกล้มหาวิทยาลัยเป็นหนึ่งในวิธีที่สะดวก เพราะสามารถเปรียบเทียบราคา ทำเล รูปห้อง และสิ่งอำนวยความสะดวกได้จากโทรศัพท์ แต่ความสะดวกนี้ก็มาพร้อมความเสี่ยง เมื่อมิจฉาชีพนำข้อมูลของหอพักที่มีอยู่จริงมาใช้สร้างความน่าเชื่อถือ ทั้งรูปห้อง ชื่อสถานที่ รายละเอียดราคา หรือข้อมูลการติดต่อ ก่อนสร้างบัญชีหรือเพจขึ้นมาใหม่
กลโกงเริ่มอย่างไร ?
มิจฉาชีพอาจเริ่มจากการนำชื่อ รูปภาพ หรือรายละเอียดของหอพักที่มีอยู่จริงมาใช้สร้างเพจหรือโพสต์ประกาศในโซเชียลมีเดีย เมื่อนักศึกษาที่กำลังหาที่พักพบห้องที่ตรงความต้องการ จึงทักแชตเพื่อสอบถามราคาและห้องว่าง จากนั้นผู้แอบอ้างอาจแจ้งว่ายังมีห้องเหลือ พร้อมเสนอราคาหรือโปรโมชันเพื่อจูงใจ ก่อนขอให้โอน ค่าจอง ค่ามัดจำ หรือค่าใช้จ่ายล่วงหน้า
บางกรณีอาจใช้วิธีเร่งการตัดสินใจ เช่น อ้างว่า “เหลือห้องสุดท้าย” “มีคนกำลังจะโอน” หรือ “ต้องจองภายในวันนี้” เพื่อไม่ให้ผู้หาหอมีเวลาตรวจสอบข้อมูล เมื่อโอนเงินแล้วอาจติดต่อไม่ได้ หรือภายหลังพบว่าไม่มีการจองห้องดังกล่าวอยู่จริง และมิจฉาชีพอาจนำรูปและข้อมูลจากหอพักจริงมาใช้สร้างความน่าเชื่อถือได้ ดังนั้นราคาถูก ห้องสวย หรือมีภาพสถานที่จริง จึงยังไม่ใช่หลักฐานว่าเพจนั้นเป็นช่องทางของหอพักตัวจริง

5 จุด เช็กเพจก่อนจ่ายค่ามัดจำ
1. เช็กว่าเพจนี้เชื่อมโยงกับหอจริงหรือไม่
อย่าค้นหาเพียงชื่อหอแล้วเลือกเพจแรกที่ปรากฏ แต่ลองค้นหาชื่อหอ + มหาวิทยาลัย หรือชื่อหอ + ที่อยู่ แล้วเปรียบเทียบข้อมูล
ดูว่าเบอร์โทรศัพท์ เว็บไซต์ หรือช่องทางติดต่อที่ประกาศในเพจตรงกับข้อมูลจากแหล่งอื่นหรือไม่
หากพบหอจาก Facebook ให้ลองค้นหาชื่อหออีกครั้งใน Google Maps เว็บไซต์ของมหาวิทยาลัย หรือช่องทางทางการอื่น ๆ แล้วใช้ข้อมูลติดต่อจากแหล่งที่ตรวจสอบได้ติดต่อกลับไป
2. อย่าดูแค่ชื่อเพจ ให้ดูประวัติของเพจด้วย
มิจฉาชีพสามารถตั้งชื่อเพจให้ใกล้เคียงกับของจริงได้ จึงควรดูข้อมูลเพิ่มเติม เช่น
- เพจสร้างมานานหรือเพิ่งสร้าง
- มีโพสต์ย้อนหลังหรือไม่
- เนื้อหาสอดคล้องกันหรือไม่
- ข้อมูลที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์เปลี่ยนไปมาหรือไม่
- มีการโพสต์ต่อเนื่องหรือเป็นเพียงโพสต์ห้องพักไม่กี่โพสต์
3. เอารูปห้องไปค้นย้อนกลับ
ถ้ารูปห้องสวยมาก ราคาดี หรือรู้สึกคุ้น ๆ ลองใช้ Google Lens หรือเครื่องมือค้นหาภาพย้อนกลับ หากพบรูปเดียวกันอยู่ในเว็บไซต์หรือเพจอื่น โดยเฉพาะชื่อหอ ที่อยู่ หรือข้อมูลติดต่อไม่ตรงกัน ควรหยุดตรวจสอบก่อน เพราะมิจฉาชีพอาจไม่ได้มีห้องอยู่จริง แต่ใช้ภาพจากหอที่มีอยู่จริงมาเป็นหลักฐานสร้างความน่าเชื่อถือ
4. เช็ก “ชื่อบัญชีรับเงิน” ให้ตรงกับตัวตน
ก่อนโอน ให้ตรวจสอบชื่อบัญชีปลายทางว่าเป็นใคร และสอบถามความเกี่ยวข้องกับหอพักให้ชัดเจน อย่าโอนเพียงเพราะอีกฝ่ายส่งเลขบัญชีมาให้ หรือบอกว่าต้องรีบจ่ายเพื่อรักษาห้อง
5. อย่าให้คำว่า “ห้องเหลือห้องเดียว” บังคับให้ตัดสินใจ
คำพูดที่เร่งให้โอน เช่น“มีคนจองต่อแล้ว”, “ถ้าไม่โอนภายในวันนี้จะปล่อยให้คนอื่น”, “จ่ายมัดจำก่อน เดี๋ยวส่งสัญญาให้” ไม่ได้แปลว่าเป็นมิจฉาชีพเสมอไป แต่เป็นเหตุผลที่ควรหยุดตรวจสอบเพิ่ม แทนที่จะรีบโอน หากสามารถไปดูสถานที่จริงได้ ควรไปดูห้องและสอบถามกับผู้ดูแลโดยตรงก่อนจ่ายเงิน

ถ้าโอนไปแล้วพบว่า “โดนหลอก” ต้องทำอย่างไร ?
อย่าลบแชต โพสต์ หรือหลักฐานการโอนเงิน แม้จะติดต่อคู่กรณีไม่ได้แล้วก็ตาม ควรเก็บหลักฐาน เช่น
- ภาพหน้าเพจและ URL ของเพจ
- โพสต์ที่ใช้ประกาศห้อง
- แชตทั้งหมด
- ชื่อและเลขบัญชีผู้รับเงิน
- สลิปหรือหลักฐานการโอน
- เบอร์โทรศัพท์
- รูปห้องและรายละเอียดที่ผู้ขายส่งมา
- วันและเวลาที่ติดต่อและโอนเงิน
จากนั้นติดต่อธนาคารโดยเร็วเพื่อแจ้งเหตุและสอบถามแนวทางดำเนินการกับธุรกรรมดังกล่าว และแจ้งเหตุผ่านช่องทางตำรวจไซเบอร์ โดยเว็บไซต์แจ้งความออนไลน์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีช่องทางสำหรับคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือสายด่วน 1441
หากเป็นกรณี เช่าที่พักกับผู้ประกอบการจริง แล้วเกิดปัญหาเรื่องสิทธิหรือสัญญาเช่า สามารถร้องทุกข์กับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ผ่านระบบร้องทุกข์ออนไลน์หรือสายด่วน 1166
ที่มา: ร้องทุกข์ ลงป้ายนี้










