รู้ทันกันได้ : รู้ทันพิษสุนัขบ้า แค่ข่วนก็เสี่ยงได้จริงหรือ?
ในยุคที่หลายคนคลายความเครียดด้วยการเล่นกับสุนัขและแมว ทั้งสัตว์เลี้ยงในบ้านและสัตว์จรที่เจอตามสวนสาธารณะหรือริมถนน บางครั้งความเอ็นดูก็อาจนำมาซึ่งรอยขีดข่วนหรือรอยกัดโดยไม่ทันตั้งตัว คำถามสำคัญคือ แค่ถูกข่วนจะอันตรายแค่ไหน และเราควรดูแลตัวเองอย่างไรให้ปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า บทความนี้รวบรวมความรู้จากสัตวแพทย์ที่ทุกคนควรรู้ไว้
โรคพิษสุนัขบ้าติดต่อจากการถูกข่วนได้จริงหรือไม่
หลายคนเข้าใจว่าโรคพิษสุนัขบ้าติดต่อได้เฉพาะเมื่อถูกกัดเท่านั้น แต่ความจริงแล้วโรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคที่ร้ายแรงมาก และสามารถติดต่อสู่คนได้ทั้งจากการกัด การข่วน และทางน้ำลาย
แม้จะเป็นเพียงรอยข่วนตื้น ๆ หรือรอยถากที่อาจไม่มีบาดแผลชัดเจน ก็มีโอกาสติดเชื้อได้เช่นกัน เพราะเวลาที่สัตว์เลียเท้าตัวเอง น้ำลายจะติดอยู่ที่เท้า เมื่อข่วนเรา น้ำลายที่มีเชื้อก็สามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านรอยข่วนนั้นได้ ยิ่งหากเป็นแผลเปิดขนาดใหญ่ ปริมาณเชื้อก็จะยิ่งเข้าสู่ร่างกายได้เร็วและมากขึ้น
วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อเสี่ยงติดพิษสุนัขบ้า
เมื่อถูกสุนัขหรือแมวข่วนหรือกัด สิ่งที่ต้องทำทันทีเพื่อลดความเสี่ยงจากโรคพิษสุนัขบ้ามีขั้นตอนดังนี้
- รีบล้างแผลทันที ด้วยน้ำสะอาดและฟอกสบู่ประมาณ 10 – 15 นาที เพื่อทำความสะอาดบาดแผลให้มากที่สุด
- ใส่ยาฆ่าเชื้อ หลังล้างแผลสะอาดแล้ว ใช้แอลกอฮอล์หรือเบตาดีน ทาบริเวณบาดแผลได้เลย
- กักสัตว์ไว้สังเกตอาการ หากเป็นสัตว์ที่ดูน่ากลัว ควรกักดูอาการไว้ประมาณ 10 วัน
- รีบไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด เพื่อรับการฉีดวัคซีน และในบางกรณีอาจต้องได้รับอิมมูโนโกลบูลิน (สารต้าน) เพื่อช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้เร็วที่สุด
จุดสำคัญคือต้องรีบไปพบแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง ไม่ควรชะล่าใจ
ทำไมต้องรีบไปหาหมอแม้สัตว์ไม่แสดงอาการพิษสุนัขบ้า
หลายคนเข้าใจผิดว่า ถ้าสัตว์ที่มาข่วนหรือกัดยังไม่แสดงอาการ ก็ยังปลอดภัย แต่ความจริงไม่ว่าจะเป็นสัตว์เลี้ยงของเราเองหรือสัตว์จร แม้ไม่แสดงอาการก็ต้องรีบไปพบแพทย์ ห้ามชะล่าใจ เพราะอาการสามารถเกิดขึ้นกับตัวเราได้เร็วมากในช่วง 5 – 7 วัน
โรคพิษสุนัขบ้าเกิดจากไวรัสที่สามารถทำลายสมองส่วนกลางและก่อให้เกิดอาการทางระบบประสาทอย่างชัดเจน และที่สำคัญที่สุดคือ หากเป็นโรคนี้แล้วมีโอกาสเสียชีวิตได้ถึง 100% แม้บางคนจะเชื่อว่าหากร่างกายแข็งแรงและปริมาณเชื้อไม่มากพอก็อาจไม่เป็นไร แต่สัตวแพทย์ยืนยันว่าควรไปพบแพทย์เสมอ ข่าวดีคือโรคนี้ยังสามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน จึงควรไปให้เร็วที่สุด
ระยะฟักตัวและอาการของโรคพิษสุนัขบ้าที่ต้องสังเกต
ระยะการแสดงอาการของโรคพิษสุนัขบ้าแตกต่างกันไปในแต่ละคน เพราะร่างกายแต่ละคนไม่เหมือนกัน และยังขึ้นอยู่กับปริมาณเชื้อด้วย บางคนแสดงอาการในหลักวัน บางคนหลักเดือน หรือบางคนอาจนานถึง 1 ปี
อาการจะแสดงเร็วและชัดเจนที่สุดเมื่อถูกกัดบริเวณใกล้สมอง เช่น หน้า, จมูก หรือปาก เพราะไวรัสชนิดนี้จะเข้าโจมตีสมองส่วนกลาง ทำให้แสดงอาการทางระบบประสาททันที
อาการในคน ได้แก่ กลืนน้ำลายไม่ได้, มีอาการกระวนกระวาย, เป็นไข้ และท้ายที่สุดอาจมีภาวะหัวใจล้มเหลว หรืออัมพาตกล้ามเนื้ออ่อนแรง
อาการในสัตว์ ได้แก่ กรามค้าง, กลืนน้ำลายไม่ได้, ลิ้นห้อย, มีอาการดุร้ายไล่กัดคนอื่น สำหรับสัตว์เลี้ยงที่เราเลี้ยงเอง เจ้าของมักสังเกตได้ว่าผิดปกติ เช่น ปกติไม่เคยกัดแต่อยู่ดี ๆ จะกัดเจ้าของ, หาที่หลบซ่อน หรือเซื่องซึม หากพบอาการเหล่านี้ให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลย
วัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าสำคัญอย่างไรและต้องฉีดเมื่อไหร่
วัคซีนคือเครื่องมือสำคัญในการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า เพราะเมื่อเป็นโรคแล้วจะไม่มีการรักษา ถือเป็นการป้องกัน ไม่ใช่การรักษา ดังนั้นไม่ว่าจะมีอาการหรือไม่มีอาการ ก็ต้องไปฉีดเพื่อป้องกันและลดโอกาสเกิดโรค
หากถูกกัดหรือข่วน ควรรีบไปพบแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง จำนวนเข็มที่ต้องฉีดในแต่ละคนไม่เท่ากัน อาจอยู่ที่ 1 – 5 เข็ม โดยแพทย์จะพิจารณาจากประวัติของสัตว์ที่กัด และประวัติว่าผู้ถูกกัดเคยทำวัคซีนมาก่อนหรือไม่ ผ่านการซักประวัติเป็นรายบุคคล
กลุ่มเสี่ยงที่ควรฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าเป็นประจำ
แม้คนทั่วไปจะไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าเหมือนวัคซีนไข้หวัดใหญ่ แต่กลุ่มเสี่ยงควรได้รับการฉีดป้องกันไว้ก่อน เช่น สัตวแพทย์และผู้ช่วยสัตวแพทย์ ที่ต้องฉีดวัคซีนป้องกันทุกปี เนื่องจากทำงานใกล้ชิดกับสัตว์ และไม่อาจรู้ได้ว่าจะถูกกัดเมื่อไหร่
สำหรับประชาชนทั่วไปที่เลี้ยงสุนัขหรือแมว สามารถไปฉีดวัคซีนกระตุ้นประจำปีได้ ราคาต่อเข็มแตกต่างกันไปในแต่ละสถานพยาบาล แต่อยู่ในระดับที่ประชาชนเข้าถึงได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์ หากเคยมีประวัติถูกกัดมาก่อนและรู้ตัวว่ามีความเสี่ยง ก็สามารถไปฉีดป้องกันไว้ก่อนได้ โดยแจ้งประวัติให้แพทย์ทราบ
การฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าในสัตว์เลี้ยงและกฎหมายที่ต้องรู้
การพาสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าเป็นเรื่องจำเป็นมาก โดยควรเริ่มตั้งแต่ลูกสัตว์อายุประมาณ 2 – 3 เดือน และต้องฉีดกระตุ้นเป็นประจำทุกปี ไม่ใช่ฉีดเพียงปีเดียวแล้วเลิก เพราะในประเทศไทยยังมีการเกิดโรคพิษสุนัขบ้าและมีอัตราการเสียชีวิตอยู่มาก
ที่สำคัญยังมี พรบ.โรคพิษสุนัขบ้า เป็นข้อกฎหมายกำหนดให้ผู้ที่เลี้ยงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม โดยเฉพาะสุนัขและแมว ต้องพาสัตว์ไปฉีดวัคซีนประจำปี หากไม่ฉีดถือว่ามีความผิดตามกฎหมายและอาจถูกปรับได้
สำหรับการบันทึกวัคซีน แนะนำให้ใช้สมุดวัคซีนประจำตัวสัตว์ และพาสัตว์ไปฉีดพร้อมสมุดบันทึกทุกครั้ง หากเลี้ยงในระบบปิดและไม่ได้พาออกไปสัมผัสสัตว์แปลกหน้า ความเสี่ยงจะต่ำลง แต่หากไม่แน่ใจหรือพาออกไปข้างนอก ก็ควรพาไปฉีดกระตุ้น แม้เวลาจะเหลื่อมไปบ้างไม่ครบปีพอดีก็ฉีดได้ ขอเพียงให้ไปฉีดเป็นประจำทุกปี
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับพิษสุนัขบ้า
Q: ถ้าเจอสุนัขจรหรือแมวจรที่มีอาการน่าสงสัยควรทำอย่างไร
A: หากแถวบ้านมีสุนัขจรหรือแมวจรที่มีอาการน่ากังวล สามารถแจ้งหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ให้เข้าไปช่วยดูแลได้
สรุป: ป้องกันพิษสุนัขบ้าคือการรักตัวเองและรับผิดชอบต่อสังคม
โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคที่รุนแรงถึงแก่ชีวิต และเมื่อเป็นแล้วไม่มีทางรักษา แต่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน ผู้ที่เลี้ยงสัตว์จึงควรระมัดระวัง และพาสัตว์เลี้ยงไปทำวัคซีนพิษสุนัขบ้าเป็นประจำทุกปี รวมถึงดูแลตัวเองเมื่อถูกกัดหรือข่วนด้วยการล้างแผล ใส่ยา และรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว การทำเช่นนี้ถือเป็นการรักตัวเอง รักครอบครัว และรับผิดชอบต่อสังคมไปพร้อมกัน
ชมย้อนหลังรายการ "วันใหม่วาไรตี้" ในช่วง "รู้ทันกันได้" ได้ที่ www.thaipbs.or.th/RuTanKanDai




























































