รู้ทันกันได้ : เช็กเส้นแบ่งบาง ๆ เรียกร้องความสนใจ หรือเข้าข่ายหลงตัวเอง ?
หลงตัวเอง ภาวะบุคลิกภาพที่พบมากขึ้นในยุคโซเชียล รู้ทันก่อนทำร้ายคนรอบข้าง
ในยุคที่ "รู้หน้าไม่รู้สุขภาพจิต" หลายคนต้องใช้ชีวิต ทำงาน หรือแม้แต่อยู่ในครอบครัวเดียวกับคนที่มีภาวะหลงตัวเอง บางครั้งเราเองก็อาจสงสัยว่าตัวเรากำลังภูมิใจในตัวเองหรือกำลังหลงตัวเองกันแน่ บทความนี้รวบรวมความรู้จากนักจิตวิทยาคลินิก ทั้งวิธีสังเกต สาเหตุ และแนวทางดูแลทั้งตัวเองและคนรอบข้าง
ภาวะหลงตัวเองต่างจากการภูมิใจในตัวเองอย่างไร
หลายคนสับสนระหว่างการชื่นชมตัวเอง ภูมิใจในตัวเอง กับภาวะหลงตัวเอง ในทางจิตวิทยา ทุกคนมีการรับรู้เกี่ยวกับตัวตนของตัวเอง หรือที่เรียกว่า Self ส่วนการชื่นชอบและพอใจในตัวเองเรียกว่าการมีคุณค่าในตัวเอง หรือ Self-Esteem
Self แบ่งได้เป็นสามมิติ คือ สิ่งที่เราคิดว่าเราเป็น, สิ่งที่เราเป็นจริง ๆ และสิ่งที่เราอยากเป็น คนที่มี Self-Esteem ที่ดี ทั้งสามมิตินี้จะอยู่ใกล้กันมากและแทบไม่ต่างกันเลย แต่คนที่มีภาวะหลงตัวเอง สิ่งที่ตัวเองคิด สิ่งที่ตัวเองเป็น และสิ่งที่ตัวเองอยากเป็น จะกระจัดกระจายไม่ไปด้วยกัน คนกลุ่มนี้จะรับรู้ว่าตัวเองมีความสามารถมาก มีศักยภาพมาก เป็นคนพิเศษ ถูกชื่นชมและยอมรับมาก เหนือกว่าคนอื่น ซึ่งเป็นการรับรู้ที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง
สาเหตุของภาวะหลงตัวเองเกิดจากอะไรได้บ้าง
ภาวะหลงตัวเองเกิดได้จากหลายปัจจัย ทั้งการเลี้ยงดู, พันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการเลี้ยงดูที่มีอยู่ 2 รูปแบบสำคัญ
- แบบแรก คือการประคบประหงมมากเกินไปหรือ Overprotection (การสปอยล์) ทำให้เด็กไม่รู้ว่าตัวตนที่แท้จริงของตัวเองเป็นอย่างไร แต่พ่อแม่กลับให้คุณค่าที่เกินจริง เด็กจึงรู้สึกว่าตัวเองสำคัญ พอออกนอกบ้านก็คาดหวังให้ทุกคนรักและรู้สึกกับตนเหมือนที่บ้าน
- แบบที่สอง คือเด็กที่ขาดความรักความอบอุ่น กลไกทางจิตใจจะทำงานเพื่อให้รู้สึกปลอดภัย เด็กกลุ่มนี้จึงหันมารักตัวเองมาก ๆ เชื่อว่าตัวเองต้องดี ต้องเก่ง และสิ่งที่ตัวเองทำดีที่สุดแล้ว เป็นการหลอกตัวเองให้รู้สึกเช่นนั้น เพราะการจะให้คนอื่นมองเราแบบนั้น เราต้องเชื่อก่อนว่าเราเป็นแบบนั้น ดังนั้นทั้งการถูกปกป้องมากเกินไป และการถูกปล่อยปละละเลย ล้วนนำไปสู่ภาวะหลงตัวเองได้
วิธีสังเกตคนหลงตัวเองในชีวิตจริง
การสังเกตคนหลงตัวเองมีความยากง่ายต่างกัน ความน่ากลัวคือถ้าคนหลงตัวเองมีความรู้ความสามารถจริง เช่น หน้าตาดี, มีความรู้, ทำงานเก่ง ภาวะนี้จะ "เนียน" มาก ทำให้คนรอบข้างสับสนว่าตกลงตัวตนเขาตรงกับความจริงหรือไม่ ทั้งที่จริงแล้วจะมีความโอเวอร์ซ่อนอยู่
ในทางกลับกัน กลุ่มที่สังเกตได้ชัดคือคนที่ยังไม่มีความสามารถ ยังไม่หล่อ ยังไม่เก่ง แต่กลับมั่นใจแบบโอเวอร์ คนกลุ่มนี้จะเห็นภาวะหลงตัวเองได้ชัดเจน นอกจากนี้จุดสำคัญอีกอย่างคือ ภาวะหลงตัวเองมักขาดซึ่งการรู้ตัว คนทั่วไปเวลาไปว่าหรือแซะคนอื่น หรือทำสิ่งไม่ดี มักรู้สึกผิดหรือรู้ตัว แต่คนหลงตัวเองแทบไม่มีสติรู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่คือการหลงตัวเอง
โซเชียลมีเดียกับภาวะหลงตัวเองที่เพิ่มขึ้น
ปัจจุบันเราเห็นคนที่มีภาวะหลงตัวเองมากขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากโซเชียลมีเดียที่เข้ามามีอิทธิพลต่อบุคลิกภาพของมนุษย์อย่างมาก เพราะเมื่อก่อนเราไม่มีพื้นที่ให้อวดหรือโชว์ แต่ปัจจุบันเราถูกขับเคลื่อนให้อวดและโชว์จนเกินความเป็นจริง ในเมื่อทุกคนอยากมีที่ยืน อยากถูกยอมรับ และอยากมีตัวตน
สัญญาณที่สังเกตตัวเองได้ง่ายคือ เราเริ่มอยากโพสต์ทุกอย่าง อยากอวดทุกอย่าง ทั้งสิ่งที่เรามี รูปร่างหน้าตา, ความสามารถ หรือใช้พื้นที่แสดงความเห็นเพื่ออวดว่าเราฉลาดกว่าคนอื่น เมื่อทำซ้ำไปเรื่อย ๆ จนเคยชิน เราก็ลืมว่าจริง ๆ แล้วเราเป็นใคร นอกจากนี้การที่คนแสดงความเห็นกันเร็วโดยไม่ค่อยคิด ยังก่อให้เกิดความขัดแย้งและดราม่าที่ไม่จำเป็นได้ง่าย บางคนเข้าไปร่วมแขวนหรือกดไลก์เรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตัวเอง ซึ่งแค่การกดไลก์ก็สร้างบาดแผลให้คนอื่นได้ บางคนตั้งใจคอมเมนต์เพื่อเป็น Top Comment ให้ได้รับความสนใจ โดยไม่แคร์ผลกระทบที่ตามมา
การหลอกตัวเองเรื่อย ๆ ที่นำไปสู่ภาวะหลงตัวเอง
เครื่องมือในยุคนี้ค่อย ๆ หล่อหลอมให้เกิดภาวะหลงตัวเองตั้งแต่เด็ก เช่น การใช้กล้องถ่ายเด็กไปเรื่อย ๆ ตอนแรกเด็กจะทำตัวไม่ค่อยเป็น จากนั้นจะเริ่มแสดงออก และรู้สึกว่าตัวเองเป็นที่สนใจ เช่นเดียวกับการเซลฟี่ การใส่แอปพลิเคชันให้ตัวเองดูดีขึ้น หรือการจัดวางท่าทางในภาพ ล้วนเป็นการหลอกตัวเองไปเรื่อย ๆ
โซเชียลมีเดียขับเคลื่อนทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และคนในสังคมให้ยอมรับสิ่งเหล่านี้ บางคนรู้สึกว่ามีพื้นที่ก็จะโพสต์ มีพื้นที่ก็จะแชร์ และมองว่าหากคนอื่นมาดูก็เป็นเรื่องที่คนอื่นต้องจัดการเอง บางคนถึงขั้นชอบที่มีคนเข้ามาดูหรือเข้ามาด่า เพราะภาวะหลงตัวเองทำให้แทบไม่มีสติรู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่คืออะไร
ภาวะหลงตัวเองเป็นโรคบุคลิกภาพที่แก้ไขได้ยาก
หากพูดถึงภาวะหลงตัวเองในระดับที่เป็นโรคของบุคลิกภาพ การจะแก้ไขปรับปรุงบุคลิกภาพที่ผิดปกตินั้นใช้เวลานานและทำได้ยาก เพราะต้องเป็นตัวเขาเองที่ตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการแก้ไข คนอื่นไม่สามารถลากเขาออกมาได้
ความท้าทายคือ คนที่หลงตัวเองมักคิดว่าตัวเองเก่งและดี ดังนั้นคนที่จะเข้าไปช่วยเขาได้ ในมุมมองของเขาต้องเป็นคนที่เก่งกว่า แต่ในเมื่อเขาเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาลและรู้สึกว่าไม่มีใครเก่งเท่า การช่วยเหลือจึงทำได้ยากมาก ทั้งนี้ในเชิงพัฒนาการ บุคลิกภาพมักถูกกำหนดเด่นชัดราวอายุ 25 ปี ก่อนถึงวัยนั้นยังพอปรับแก้ได้ พ่อแม่จึงมีบทบาทสำคัญในการสังเกตและนำลูกไปสู่การช่วยเหลือหากเห็นแนวโน้ม
วิธีอยู่ร่วมกับคนหลงตัวเองโดยไม่บอบช้ำ
หากต้องอยู่ร่วมกับคนหลงตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นแฟน ญาติพี่น้อง เพื่อน หรือครอบครัว มักจะอยู่ด้วยยาก เพราะคนกลุ่มนี้มักใช้การ "Gaslighting" คือกดคนรอบข้างเพื่อให้ตัวเองเด่นขึ้นมา เช่น บอกว่าคนอื่นไม่เก่ง ไม่ดี ทำไม่ได้ ซึ่งเป็นการลดทอนความมั่นใจและ Self-Esteem ของคนรอบข้าง จึงค่อนข้าง Toxic
แนวทางดูแลตัวเองคือ การขีดเส้นกำหนดขอบเขต เมื่อเขาแสดงพฤติกรรม Toxic ก็ขยับออกได้ หากต้องอยู่ร่วมกัน ให้รู้เท่าทันว่าสิ่งที่เขาพูดไม่ได้เป็นความจริงเสมอไป เมื่อถูกว่า ให้พิจารณาก่อนว่าเราเป็นอย่างที่เขาพูดจริงหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ก็ไม่ต้องเชื่อและไม่ต้องเอาอารมณ์ไปผูกกับเขา ที่สำคัญคือเราไม่ได้มีหน้าที่ไปทำให้คนอื่นดีขึ้น Toxic ก็คือ Toxic จึงควรขีดเส้นให้พอสมควร
วิธีป้องกันไม่ให้ลูกและตัวเองมีภาวะหลงตัวเอง
เนื่องจากภาวะหลงตัวเองมีรากฐานมาจากการเลี้ยงดู พ่อแม่จึงมีผลอย่างมาก แนวทางป้องกันคือปรับการเลี้ยงดูที่ทำให้ลูกเป็นศูนย์กลาง ให้เด็กรู้ว่าการจะถูกรักต้องมาพร้อมพฤติกรรมที่ดี เป็นคนดีของสังคม ยอมรับตัวเองในความสามารถที่แท้จริงโดยไม่มากหรือน้อยเกินจริง และต้องถูกรักอย่างไร้เงื่อนไข เมื่อเด็กได้รับความรักความอบอุ่นและการสอนที่ดีจากบ้าน ก็จะเติบโตออกสู่สังคมโดยไม่มีความผิดปกติ
อีกหนึ่งปมที่ต้องระวังคือการเลี้ยงดูแบบ "ไม่ชมเพราะกลัวเหลิง" ซึ่งพบมากในยุคก่อน พ่อแม่มักไม่ชมลูกแต่ไปชมกับคนอื่น ทำให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองดีไม่พอ เพราะคำชมจากพ่อแม่มีความหมายต่างจากคำชมของคนอื่น เด็กที่รู้สึกว่าพิสูจน์ตัวเองกับพ่อแม่แล้วยังไม่ดีพอ ก็จะออกไปขอการยอมรับจากนอกบ้านในรูปแบบที่อาจกลายเป็นภาวะหลงตัวเองได้
สรุป: รู้ทันภาวะหลงตัวเองเพื่ออยู่ร่วมกันในสังคม
ภาวะหลงตัวเองไม่ได้เป็นโรคเสมอไป แต่เกิดจากการเลี้ยงดูและพฤติกรรมของโลกยุคปัจจุบันที่มีโซเชียลมีเดียเป็นตัวขับเคลื่อน สิ่งสำคัญคือการระมัดระวังพฤติกรรมของตัวเองไม่ให้ไปสร้างความเดือดร้อนทั้งกายและใจให้คนอื่นในสังคม พร้อมกับสร้างภูมิคุ้มกันทางใจให้ตัวเอง และขีดเส้นในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น นี่คือบุคลิกภาพหนึ่งที่น่าสนใจและมีแนวโน้มพบเห็นได้มากขึ้นเรื่อย ๆ




























































