รู้ทันกันได้ : ทองคำเปลวบนจานอาหาร สวยหรูแต่ปลอดภัยจริงหรือ ?
ทุกวันนี้หลายคนคงเคยเห็นเมนูอาหารหรือขนมในร้านอาหารและคาเฟ่ที่ตกแต่งด้วย "ทองคำเปลว" ไม่ว่าจะเป็นไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟโปะทอง โดนัทห่อทองที่เคยเป็นไวรัล หรือแม้แต่การพ่นเป็นละอองทองบนจานอาหาร ดูหรูหราสะดุดตาจนกลายเป็นจุดขายของหลายร้าน แต่คำถามสำคัญคือ ความสวยงามเรื่องหนึ่ง ความปลอดภัยก็อีกเรื่องหนึ่ง การกินทองคำเปลวเข้าไปจะเป็นอันตรายหรือไม่? บทความนี้สรุปข้อมูลและคำแนะนำจาก เภสัชกรหญิง สุภาวดี ธีระวัฒน์สกุล ผู้อำนวยการกองอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มาให้ครบทุกประเด็น
ทองคำเปลวคืออะไร ทำไมถึงนิยมใช้ตกแต่งอาหาร
ทองคำเปลวถูกนำมาใช้ตกแต่งอาหารมาตั้งแต่โบราณ โดยเฉพาะในขนมหวานไทย และในปัจจุบันก็กลายเป็นจุดขายของร้านอาหารหลายแห่ง นอกจากใช้ในอาหารแล้ว หลายคนยังคุ้นเคยกับทองคำเปลวจากการไปไหว้พระปิดทองตามวัดและศาลเจ้าอีกด้วย
ประเด็นสำคัญที่ เภสัชกรหญิง สุภาวดี ชี้ให้เห็นคือ ในอดีตทองคำเปลวที่ใช้กับอาหารเป็น ทองคำเปลวบริสุทธิ์ ซึ่งแท้จริงแล้วสามารถรับประทานได้ เพราะร่างกายไม่ย่อย ไม่ดูดซึม และสามารถขับถ่ายออกมาได้ตามปกติ
ทองคำเปลวบริสุทธิ์ vs ทองคำเปลววิทยาศาสตร์ ต่างกันอย่างไร
ปัจจุบันราคาทองคำสูงขึ้นมาก ประกอบกับมีเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์เข้ามา ทำให้เกิดทองคำเปลวอีกประเภทหนึ่ง คือการนำธาตุโลหะหนักหลายชนิดมาประกอบกันแล้วตกแต่งสีให้เป็นสีทอง จนดูเหมือนทองคำเปลวแท้ทุกประการ ซึ่งหากนำมาใช้ในอาหารโดยไม่ทราบว่าเป็นทองคำเปลวบริสุทธิ์หรือไม่ ก็อาจก่อให้เกิดอันตรายได้
ที่น่ากังวลคือ การแยกทองคำเปลวบริสุทธิ์กับทองคำเปลววิทยาศาสตร์ด้วยตาเปล่าไม่สามารถทำได้ ต้องส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเท่านั้น แม้แต่ทองคำเปลวที่ใช้ปิดทองพระตามวัด อย. ก็ระบุว่าน่าจะเป็นทองคำเปลวทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ทองคำเปลวบริสุทธิ์ เพราะทองแท้มีราคาแพงมาก
อันตรายจากการกินทองคำเปลวที่ปนเปื้อนโลหะหนัก
หากเป็นทองคำที่ไม่บริสุทธิ์ จะมีโลหะหนักปนเปื้อนซึ่งเป็นพิษต่อร่างกาย โดยโลหะหนักที่พบได้และผลกระทบมีดังนี้
- ตะกั่ว เป็นโลหะหนักที่ตรวจพบมาก หากสะสมในร่างกายเป็นเวลานาน ในเด็กจะมีผลต่อระดับสติปัญญา ส่วนผู้ใหญ่อาจมีอาการเหนื่อย อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ สมาธิลดลง และหากเรื้อรังอาจทำให้เกิดภาวะโลหิตจางได้
- ดีบุก มีฤทธิ์ระคายเคืองต่อระบบทางเดินอาหาร
- นิกเกิล อาจทำให้เกิดอาการแพ้ทางผิวหนังอย่างรุนแรง
นอกจากนี้ ที่ผ่านมา อย.ได้สุ่มตรวจทองคำเปลวที่ใช้ในอาหาร พบว่า ส่วนใหญ่ปนเปื้อนโลหะหนัก ส่วนทองคำเปลวบริสุทธิ์นั้นพบได้น้อยกว่า จึงเป็นที่มาของคำเตือนถึงผู้บริโภคโดยตรง
คำแนะนำ! ควรกินทองคำเปลวหรือไม่?
คำแนะนำจาก อย.ชัดเจนว่า ผู้บริโภคควร หลีกเลี่ยงการบริโภคทองคำเปลว หรือหากเห็นบนอาหารก็ให้หยิบออกไปเลย ด้วยเหตุผลสองข้อหลัก
- ไม่สามารถรู้ได้ด้วยตาเปล่าว่าเป็นทองคำเปลวบริสุทธิ์หรือปนเปื้อนโลหะหนัก
- ต่อให้เป็นทองคำเปลวบริสุทธิ์ที่กินได้ ก็ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการใด ๆ คือไม่มีสารอาหาร กินไปก็ไม่มีประโยชน์
สรุปง่าย ๆ ในฐานะผู้บริโภคคือต้องใช้วิจารณญาณ หยิบออกได้ก็หยิบออก เพราะอาหารต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยสูงสุด
ทาทองคำเปลวบนผิว ในเครื่องสำอางอันตรายไหม
หลายคนอาจสงสัยว่า ถ้าไม่ได้กินแต่เป็นเครื่องสำอางที่โฆษณาว่ามีส่วนผสมของทองคำ เช่น เซรั่มหรือเจล จะดูดซึมและตกค้างในร่างกายเหมือนการกินหรือไม่ คำตอบจาก อย. คือ การใช้ภายนอกส่วนใหญ่อาจเป็นสีที่อนุญาตให้ใช้ในเครื่องสำอางอยู่แล้ว และตัวทองเองก็ไม่ได้ดูดซึมเข้าผิว เพราะอนุภาคไม่ได้เล็กขนาดนั้น มันจะกระจายอยู่บนผิวตรงจุดที่ทาเท่านั้น
ดังนั้นสิ่งที่ อย. เป็นห่วงจริง ๆ คือ การนำทองคำเปลวไปกิน เพราะเป็นการเข้าสู่ร่างกายโดยตรง รวมถึงพฤติกรรมที่ผู้ใหญ่บางท่านนำทองคำเปลวที่ปิดพระมาถูบนหน้าผากตามความเชื่อ ซึ่งทองประเภทนี้มักไม่ใช่ทองบริสุทธิ์
กฎหมายเอาผิดผู้ประกอบการที่ใช้ทองคำเปลวปนเปื้อน
สำหรับฝั่งผู้ผลิตและผู้ประกอบการ มีข้อกฎหมายตาม พ.ร.บ.อาหาร เข้ามาเกี่ยวข้องดังนี้
- อาหารในภาชนะบรรจุที่มีเลข อย. ไม่อนุญาตให้ใช้ทองคำเป็นส่วนผสม อยู่แล้ว
- ร้านอาหารที่ปรุงประกอบเอง หากตรวจพบว่าใช้ทองคำเปลวไม่บริสุทธิ์หรือมีโลหะหนักปนเปื้อน มีโทษ ปรับไม่เกิน 20,000 บาท
- หากผู้บริโภครับประทานแล้วเจ็บป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาล จะเข้าข่าย อาหารไม่บริสุทธิ์ มีโทษ จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ดังนั้นผู้ประกอบการที่อยากขายเมนูทองคำเปลวจริง ๆ ต้องทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นได้ว่าเป็นทองคำแท้ ซึ่งอาจต้องลงทุนมากขึ้น และหากผู้บริโภคพบความไม่ปลอดภัยหรือได้รับผลกระทบต่อร่างกาย สามารถร้องเรียนได้ที่ สายด่วน อย. 1556
ข้อควรระวังอื่นนอกจากทองคำเปลว ที่ อย. ฝากเตือน
นอกจากเรื่องทองคำเปลวแล้ว อย.ยังฝากเตือนถึงจุดขายแปลกใหม่ในอาหารยุคนี้เพิ่มเติม
- ไนโตรเจนเหลว ที่ใส่ในเครื่องดื่มให้มีควันพวยพุ่ง มีอุณหภูมิติดลบ ต้องรอให้ละลายหรือระเหยออกให้หมดก่อนรับประทาน หากรีบกินหรือสัมผัสโดยตรง ความเย็นจัดอาจกัดเนื้อเยื่อในปากหรือกระเพาะอาหารจนเกิดการไหม้อย่างรุนแรงได้
- ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่โฆษณาว่ารักษาโรคได้ ความจริงคืออาหารไม่สามารถรักษาโรคได้ อย่าหลงเชื่อโฆษณาเกินจริง โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคตับและโรคไตต้องระวังเป็นพิเศษ
สรุป ทองคำเปลวกับสิ่งที่ผู้บริโภคควรจำ
ทองคำเปลวบริสุทธิ์กินได้ก็จริง เพราะร่างกายไม่ดูดซึมและขับออกได้ แต่ปัญหาคือเราแยกด้วยตาเปล่าไม่ได้เลยว่าทองบนจานเป็นทองแท้หรือทองวิทยาศาสตร์ที่ทำจากโลหะหนัก ซึ่งผลสุ่มตรวจของ อย. ก็พบการปนเปื้อนเป็นส่วนใหญ่ อีกทั้งต่อให้เป็นทองแท้ก็ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการอยู่ดี ทางที่ดีที่สุดคือหลีกเลี่ยงหรือหยิบทองคำเปลวออกก่อนรับประทาน และหากพบอาหารที่ไม่ปลอดภัย แจ้งสายด่วน อย. 1556 เพื่อช่วยกันเป็นหูเป็นตาให้ผู้บริโภคทุกคน




























































