ร้านอาหารชี้! ไทยช่วยไทยพลัส ดันยอดขายเท่าตัว
สรุปประเด็นสำคัญ
- กลุ่มที่ได้รับประโยชน์: ร้านอาหารขนาดเล็กที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส มียอดขายเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว
- กลุ่มที่เสียผลประโยชน์: ร้านอาหาร SME และร้านขนาดเล็กที่อยู่ในระบบภาษี ยอดขายลดลง 30-50% เนื่องจากลูกค้าหันไปใช้บริการร้านที่ได้สิทธิเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย
- ข้อเสนอแนะ: สมาคมภัตตาคารไทยเสนอให้ขยายสิทธิครอบคลุมร้านอาหารที่มีรายได้ 2-5 ล้านบาทต่อปี
- ท่าทีของรัฐบาล: กระทรวงการคลังรับทราบปัญหาและอยู่ระหว่างพิจารณาหาแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการกลุ่มอื่น ๆ เพิ่มเติม
ผลกระทบของโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" ต่อธุรกิจร้านอาหาร
หลังจากโครงการไทยช่วยไทยพลัสเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบที่ชัดเจนต่อธุรกิจร้านอาหารใน 2 ทิศทาง
- ร้านค้ารายย่อยที่เข้าร่วมโครงการ: ได้รับผลตอบรับที่ดีมาก ตัวอย่างเช่น ร้านอาหารในเขตหลักสี่ระบุว่ามียอดขายพุ่งขึ้นเกือบเท่าตัว มีลูกค้าขาจรเพิ่มขึ้น และลูกค้ามีการใช้จ่ายต่อหัวสูงขึ้นจากเดิม
- ร้านอาหารนอกโครงการ (SME): ร้านอาหารขนาดเล็ก (ไซส์ S) ที่จดทะเบียนนิติบุคคลและอยู่ในระบบภาษี ซึ่งไม่ได้รับสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ ต้องเผชิญกับภาวะซบเซา ยอดขายหดตัวลง 30-50% เนื่องจากผู้บริโภคปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หันไปเลือกร้านที่เข้าร่วมโครงการเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย
สมาคมภัตตาคารไทย ยื่นหนังสือถึงนายกฯ วอนทบทวนเงื่อนไข
จากผลกระทบดังกล่าว สมาคมภัตตาคารไทยได้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อขอให้ทบทวนเกณฑ์ของโครงการ โดยระบุว่าในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ ผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 15-20%
ทางสมาคมฯ จึงมีข้อเสนอให้รัฐบาลขยายสิทธิเข้าร่วมโครงการให้กับร้านอาหารขนาดเล็กที่มีรายได้ 2-5 ล้านบาทต่อปี เพราะหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไปตลอดระยะเวลา 4 เดือนของโครงการ อาจส่งผลกระทบอย่างหนักต่อทั้งธุรกิจและการจ้างงานในระยะยาว
มุมมองจากนักวิชาการและกระทรวงการคลัง
- รศ. ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย: ให้ความเห็นว่า มาตรการนี้ออกแบบมาเพื่อช่วยบรรเทาค่าครองชีพและอุ้มผู้ประกอบการรายย่อยเป็นหลัก มากกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลกระทบต่อธุรกิจขนาดกลางและใหญ่ โดยต้องรอติดตามผลในเดือนที่ 2-4 ต่อไป
- กระทรวงการคลัง: นายวินิจวิเศษ สุวรรณภูมิ โฆษกกระทรวงการคลัง ชี้แจงว่า ภาครัฐเลือกช่วยรายย่อยก่อนเพราะได้รับผลกระทบจากต้นทุนสูงอย่างหนัก อย่างไรก็ตาม รัฐได้รับทราบข้อกังวลของ SME แล้ว และกำลังอยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเพิ่มเติมต่อไป
อัปเดตยอดใช้จ่ายโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" (ล่าสุด 9 มิ.ย. 69)
ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 9 มิถุนายน 2569 (เวลา 17.00 น.)
- ยอดใช้จ่ายสะสมรวม: 21,120 ล้านบาท
- เงินที่รัฐร่วมจ่าย: 12,272 ล้านบาท
- เงินที่ประชาชนใช้จ่าย: 8,847 ล้านบาท
- จำนวนผู้ใช้สิทธิครบ 1,000 บาท: 755,619 ราย (จากผู้ได้รับสิทธิทั้งหมด 26 ล้านคน)
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโครงการไทยช่วยไทย พลัส
Q: โครงการไทยช่วยไทย พลัส ส่งผลกระทบต่อร้านอาหารอย่างไร?
A: ร้านที่เข้าร่วมโครงการมียอดขายเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว แต่ร้านที่ไม่ได้รับสิทธิ โดยเฉพาะ SME และร้านที่อยู่ในระบบภาษี กลับมียอดขายลดลง 30-50% เนื่องจากลูกค้าหันไปใช้บริการร้านที่เข้าร่วมโครงการแทน
Q: ทำไมสมาคมภัตตาคารไทยจึงขอให้รัฐทบทวนเงื่อนไขโครงการ?
A: เพราะร้านอาหารขนาดเล็ก (ไซส์ S) ที่จดทะเบียนนิติบุคคลเสียเปรียบจนยอดขายตก ในขณะที่ต้องแบกรับต้นทุนวัตถุดิบที่แพงขึ้น 15-20% จึงเสนอให้ขยายสิทธิแก่ร้านที่มีรายได้ 2-5 ล้านบาทต่อปี เพื่อป้องกันปัญหาการเลิกจ้างงาน
Q: ยอดใช้จ่ายไทยช่วยไทย พลัส ล่าสุดอยู่ที่เท่าไหร่?
A: ข้อมูล ณ วันที่ 9 มิ.ย. 69 มียอดใช้จ่ายรวมทะลุ 21,120 ล้านบาท โดยมีผู้ใช้สิทธิเต็มจำนวน 1,000 บาท ไปแล้วกว่า 7.5 แสนราย


























































