เปิดพื้นที่สหกรณ์ ช่วยยืนยันตัวตนบัตรสวัสดิการฯ
ประเด็นเงื่อนไขการคัดกรองผู้มีสิทธิรับความช่วยเหลือจากภาครัฐกำลังกลายเป็นข้อถกเถียงและสร้างความไม่พอใจในสังคมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะปมปัญหาความขัดแย้งระหว่างสิทธิลดหย่อนภาษีเลี้ยงดูบุพการีของบุตรกับสิทธิบัตรคนจน ท่ามกลางสถานการณ์ที่กระทรวงการคลังยังไม่มีทีท่าจะทบทวนเกณฑ์คัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ส่งผลให้นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์และภาคประชาชนต่างออกมาสะท้อนเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เป็นธรรม
ขณะที่ ในพื้นที่ต่างจังหวัดเริ่มมีการปูพรมลงสำรวจข้อมูลกลุ่มผู้สูงอายุและผู้พิการที่ตกหล่น เพื่อเตรียมความพร้อมและคาดหวังให้ระบบสวัสดิการส่งตรงถึงมือกลุ่มคนที่เดือดร้อนตัวจริง โดยไม่มีปัญหาความรั่วไหลหรือตกหล่นเหมือนแนวทางปฏิบัติที่ผ่านมา
เจาะลึกปมร้อนเกณฑ์ลดหย่อนภาษีชนบัตรคนจน และข้อเสนอแนะจากนักวิชาการ
ข้อจำกัดใหม่ในการคัดกรองสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐสร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอย่างรุนแรง เนื่องจากประชาชนรู้สึกว่ารัฐกำลังบังคับให้เลือกระหว่างสิทธิบัตรคนจนของบิดามารดา กับสิทธิลดหย่อนภาษีของบุตร ซึ่งมีรายละเอียดและมุมมองจากฝ่ายต่าง ๆ ดังนี้
- ข้อคัดค้านจากภาคการเมือง: คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ได้ออกมาคัดค้านหลักคิดนี้ โดยตั้งข้อสังเกตว่าการนำข้อมูลการลดหย่อนภาษีของบุตรมาพิจารณา ไม่ได้สะท้อนสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของครอบครัวแต่อย่างใด
- มุมมองทางเศรษฐศาสตร์: ศ. ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ว่าระบบคัดกรองบัตรคนจนของไทยมีปัญหาเรื่อง "รั่วไหล" และ "ตกหล่น" มาโดยตลอด ความโกรธของสังคมจึงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะรัฐเลือกใช้ตัวชี้วัดที่ไม่สะท้อนความจริง จนผลกระทบไปตกอยู่กับผู้สูงอายุซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางที่สุด
- ความคาดหวังต่อระบบสวัสดิการ: นักวิชาการคาดหวังให้การถกเถียงครั้งนี้เป็นโอกาสให้สังคมร่วมกันตั้งคำถาม เพื่อออกแบบระบบคัดกรองที่มีความแม่นยำ เป็นธรรม และคำนึงถึงต้นทุนที่ประชาชนต้องเผชิญ เพื่อให้ความช่วยเหลือไปถึงผู้ที่เดือดร้อนจริง
การสำรวจเชิงรุกเตรียมเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ และเสียงสะท้อนผู้ตกหล่น
ส่วนกลางกำลังถกเถียงเรื่องเกณฑ์การวัดผล ทางด้านกลไกท้องถิ่นในต่างจังหวัดได้เริ่มขับเคลื่อนกระบวนการทำงานเพื่อช่วยเหลือประชาชนล่วงหน้า โดยมีขั้นตอนและการพบกรณีศึกษาในพื้นที่ ดังนี้
- มาตรการสำรวจข้อมูลในท้องถิ่น: ผู้ใหญ่บ้านและผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน บ้านทุ่งไผ่ หมู่ที่ 5 ต.ปะคำ อ.ปะคำ จ.บุรีรัมย์ ได้ลงพื้นที่เชิงรุกเพื่อสำรวจและรวบรวมข้อมูลของผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ป่วยติดเตียงในชุมชน ทั้งกลุ่มที่ยังไม่เคยได้รับสิทธิ์หรือกลุ่มที่เคยถูกตัดสิทธิ์ไป เพื่อเตรียมส่งต่อข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนจะมีการเปิดลงทะเบียนจริง
- กรณีศึกษาผู้ตกหล่นจากระบบ: จากการลงพื้นที่พบกรณีของ นางเพ็ญ ปรีชากูล อายุ 91 ปี ซึ่งมีภาระต้องเลี้ยงดูลูกพิการถึง 4 คน มาเป็นเวลานาน โดยเธอพยายามลงทะเบียนขอรับสิทธิ์มาแล้ว 2 ครั้ง แต่คุณสมบัติไม่ผ่านเนื่องจากระบบตรวจพบว่าเคยมีเงินบริจาคโอนเข้าบัญชี ซึ่งในข้อเท็จจริงเงินจำนวนดังกล่าวถูกนำไปใช้จ่ายในการเลี้ยงดูลูก ๆ จนหมดสิ้นแล้ว ทำให้ตัวเธอเองไม่เคยได้รับความช่วยเหลือจากสิทธิ์สวัสดิการนี้เลย
โมเดลร้านค้าชุมชนป่าแดด เชียงใหม่ ยกระดับบริการผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใน 3 นาที
นอกจากการเตรียมพร้อมด้านข้อมูลในบางจังหวัดแล้ว ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ได้มีการปรับปรุงรูปแบบการให้บริการเพื่ออำนวยความสะดวกและลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้มีสิทธิรายเดิมอย่างเป็นรูปธรรม:
- ปรับพื้นที่เพื่อสาธารณะ: สหกรณ์ชุมชนตำบลป่าแดด อ.เมืองเชียงใหม่ ได้ทำการปรับเปลี่ยนพื้นที่ของสถาบันให้กลายเป็นร้านค้าชุมชน
- บูรณาการโครงการภาครัฐ: เปิดให้บริการรองรับทั้งโครงการรถพุ่มพวง, บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการไทยช่วยไทยพลัส โดยนำสินค้าเครื่องอุปโภคบริโภคจำเป็นในครัวเรือนมาจำหน่ายในราคาถูก
- ลดขั้นตอนและระยะเวลา: จัดระบบอำนวยความสะดวกให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิมที่จำเป็นต้องเดินทางมา "ยืนยันรับสิทธิใหม่" ให้สามารถดำเนินการเสร็จสิ้นได้ภายในระยะเวลาเพียง 3 นาทีเท่านั้น ช่วยให้ประชาชนในพื้นที่ไม่ต้องเสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปรอต่อคิวที่ธนาคาร


























































