ทะเลอาจดูเหมือนกว้างใหญ่ไม่มีวันหมด แต่สำหรับคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับมันทุกวัน พวกเขารู้ดีว่าทรัพยากรในทะเลไม่ได้มีไม่จำกัด นั่นคือเหตุผลที่ชาวประมงพื้นบ้านที่อ่าวทุ่งน้อย ตำบลเขาแดง อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เลือกเดินบนเส้นทางที่แตกต่าง ด้วยการจับปลาควบคู่ไปกับการดูแลรักษาทะเลให้ยั่งยืน
ประมงพื้นบ้าน คืออะไร และแตกต่างจากประมงพาณิชย์อย่างไร
คุณพ่อของนิสสัน ชาวประมงรุ่นบุกเบิกแห่งอ่าวทุ่งน้อย อธิบายไว้อย่างชัดเจนว่า นิยามของประมงพื้นบ้านนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดของเรือ แต่ขึ้นอยู่กับ "เครื่องมือ" ที่ใช้และความตั้งใจในการจับสัตว์น้ำ
ประมงพื้นบ้าน คือการเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับชนิดของสัตว์น้ำที่ต้องการจับ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตรงข้ามกับประมงพาณิชย์ที่ใช้เครื่องมือชนิดเดียวกวาดต้อนสัตว์น้ำทุกชนิดทุกขนาดในคราวเดียว ชาวประมงพื้นบ้านจึงพยายามเปลี่ยนบทบาทตัวเองให้ "จับไปด้วย ฟื้นฟูทะเลไปด้วย" อย่างแท้จริง
วิถีประมงพื้นบ้าน: ตื่นตีสาม ออกทะเลไกล 7 กิโล
ชีวิตของชาวประมงพื้นบ้านเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ 03.00 น. ก่อนที่ฟ้าจะสว่าง เรือออกจากฝั่งไปไกลถึง 7 กิโลเมตร เพื่อวางอวนและรอสาวอวนในยามเช้า กว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการทั้งหมดต้องใช้เวลาอีก 2 - 3 ชั่วโมง
นิสสัน ทายาทรุ่นที่ 3 เล่าว่าเขาเริ่มลงเรือกับพ่อตั้งแต่ชั้นประถม 1 และเริ่มสาวอวนได้ตั้งแต่ชั้นประถม 6 วิถีชีวิตนี้ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ผ่านการเรียนรู้จากการลงมือทำจริง ไม่ว่าจะเป็นการอ่านกระแสน้ำ ทิศทางลม หรือแม้แต่การใช้ดาวเหนือนำทางในยุคก่อนที่จะมี GPS
เครื่องมือที่ประมงพื้นบ้านใช้: อวนจมปลาทู ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
หนึ่งในเครื่องมือหลักของประมงพื้นบ้านแห่งนี้คือ "อวนจม" ซึ่งจมลงอยู่ใต้ผิวน้ำ โดยตั้งอยู่สูงจากหน้าดินประมาณ 2 เมตร มีความยาวถึง 500 เมตร อวนชนิดนี้ใช้ขนาดตาอวน 4.5 ซม. ซึ่งออกแบบมาให้ปลาเล็กที่ยังไม่โตเต็มวัยสามารถหลุดผ่านออกไปได้ จับเฉพาะปลาที่ได้ขนาดโตเต็มวัยแล้วเท่านั้น
ข้อดีสำคัญของอวนจมคือ ไม่ต้องลากอวนผ่านพื้นทะเล จึงไม่ทำลายปะการังหรือหญ้าทะเล อีกทั้งสัตว์น้ำพลอยได้จากการจับปลาทูแทบไม่มี เพราะอวนออกแบบมาเพื่อจับปลาทูโดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังมีการทำประมงปูม้าด้วยอวนตาขนาดใหญ่ โดยตัวเล็กที่ยังไม่โตและปูไข่จะถูกปล่อยคืนสู่ทะเลทุกครั้ง
บ้านปลา: ภูมิปัญญาประมงพื้นบ้านเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศทะเล
นอกจากการเลือกเครื่องมือที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ชาวประมงพื้นบ้านที่อ่าวทุ่งน้อยยังลงทุนลงแรงสร้าง "บ้านปลา" หรือ "สังข์กอ" เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศใต้ทะเล
บ้านปลาทำจากวัสดุธรรมชาติ ได้แก่ ไม้ไผ่, กะลามะพร้าว และก้อนหิน นำไปวางในทะเลเพื่อสร้างระบบนิเวศใหม่ แผ่นหินและกะลามะพร้าวจะเป็นที่ยึดเกาะของสาหร่ายและสัตว์ทะเลขนาดเล็ก ซึ่งดึงดูดสัตว์น้ำขนาดใหญ่ขึ้นให้มาหากินในบริเวณนั้น ชาวประมงพื้นบ้านจึงเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากสิ่งที่ตัวเองสร้างขึ้น ภูมิปัญญานี้สืบทอดมาจากบรรพบุรุษและยังคงได้ผลในปัจจุบัน
เมื่อปลาทูลดลง: วิกฤตที่ผลักดันให้ประมงพื้นบ้านต้องเปลี่ยนแปลง
นิสสันเล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนในหนึ่งวันสามารถจับปลาได้ตั้งแต่ 200 - 800 กิโลกรัม แต่ปัจจุบันเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่เพียง 5 - 100 กิโลกรัมเท่านั้น ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของปัญหาที่เกิดขึ้น จนครอบครัวบางครอบครัวต้องขายเรือ ลดจำนวนเรือจาก 2 ลำเหลือ 1 ลำ
นิสสันพบว่าหญ้าทะเลกำลังตายไป ไม่ใช่เพราะอุณหภูมิโลกสูงขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่เพราะถูกทำลายโดยเครื่องมือประมงที่ไม่เหมาะสม ทะเลที่เป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญที่สุดของประเทศกำลังเสื่อมโทรมลง ความจริงข้อนี้ผลักดันให้นิสสันตัดสินใจกลับบ้านหลังเรียนจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยกีฬาแห่งชาติสุพรรณบุรี และหันมาสืบต่ออาชีพประมงพื้นบ้านด้วยแนวทางใหม่
ประมงพื้นบ้านสู่ธุรกิจ: เพิ่มมูลค่าปลาทูสดจากเรือถึงมือผู้บริโภค
นิสสันไม่ได้หยุดอยู่แค่การจับปลา แต่ยังมองเห็นโอกาสในการเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตจากทะเล เมื่อครั้งที่เขาเดินในซูเปอร์มาร์เก็ตและพบว่าปลาชนิดเดียวกับที่ตัวเองจับอยู่นั้นมีราคาสูงกว่าที่ชาวประมงขายกันมาก จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ
เขาเริ่มแปรรูปสัตว์น้ำนำไปขายที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่กรมประมงไปจนถึงบริเวณมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ด้วยความที่ปลาสดตรงจากเรือมีคุณภาพสูง จึงได้รับการตอบรับอย่างดี จากนั้นพัฒนามาเป็นการซีลสูญญากาศ วางขายในร้านค้าอาหารออร์แกนิก และร้านอาหารในห้างสรรพสินค้า
ปัจจุบันนิสสันรับซื้อปลาทูจากชาวประมงพื้นบ้านในราคาสูงกว่าตลาด ราว 10 - 25% โดยกำหนดเงื่อนไขว่าต้องเป็นปลาที่ได้ขนาดโตเต็มวัยเท่านั้น ซึ่งช่วยให้ชาวประมงในชุมชนตระหนักถึงความสำคัญของการจับปลาที่โตแล้ว มากกว่าการกวาดจับทุกขนาด
อาหารทะเลสดจากประมงพื้นบ้าน: รสชาติที่แตกต่างและปลอดภัย
ความสดของปลาจากประมงพื้นบ้านนั้นแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด ทั้งสีผิวที่ใสวาว ตาใส และเนื้อที่แน่น ปลาทูต้มมะนาวที่ทำจากปลาสดเพิ่งขึ้นจากเรือ มีน้ำซุปรสเปรี้ยวสดชื่น เนื้อปลานุ่มและหวาน ส่วนแกงฉู่ฉี่ปลาทูที่ทำจากกะทิสดและน้ำพริกแกงเผ็ด ก็ให้รสชาติหอมและสมบูรณ์แบบ
นอกจากปลาทูแล้ว ยังมีปลาอินทรีที่จับด้วยการตกเบ็ด ซึ่งผ่านกระบวนการ "ไล่เลือด" ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ เพื่อรักษาคุณภาพเนื้อ รับรองได้ว่าไม่ใส่สารฟอร์มาลีนหรือสารฟอกขาวใด ๆ ทุกอย่างคือของสดแท้จากทะเล
ผู้บริโภคช่วยประมงพื้นบ้านได้อย่างไร: เลือกซื้อ อย่าต่อราคา
นิสสันฝากไว้ว่า กว่าจะได้ปลามาแต่ละกิโลกรัม ชาวประมงพื้นบ้านใช้พลังงานและเวลามหาศาล ตื่นตั้งแต่ 03.00 ออกทะเลฝ่าคลื่นลม สาวอวนนานหลายชั่วโมง ราคาที่สูงกว่าตลาดเล็กน้อยนั้นไม่ได้แค่ตอบแทนแรงงาน แต่ยังเป็นค่าตอบแทนที่พวกเขาเลือกทำประมงแบบรับผิดชอบ
แค่ไม่ต่อราคาห้าถึงสิบบาท ก็เป็นกำลังใจให้ชาวประมงพื้นบ้านรู้ว่า มีคนกลุ่มหนึ่งที่เห็นคุณค่าของสิ่งที่พวกเขาทำ และนั่นคือแรงผลักดันให้พวกเขาอยากดูแลทะเลต่อไป
สรุป: ประมงพื้นบ้าน คือความหวังของทะเลไทย
ครอบครัวของนิสสันและชาวประมงพื้นบ้านอ่าวทุ่งน้อยพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การทำประมงแบบยั่งยืนไม่ใช่แค่อุดมคติ แต่เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ทะเลไทยยังคงอุดมสมบูรณ์ต่อไปในอนาคต การเลือกเครื่องมือที่เหมาะสม การปล่อยสัตว์น้ำตัวเล็ก การสร้างบ้านปลา และการรับซื้อปลาในราคาที่เป็นธรรม ล้วนเป็นชิ้นส่วนสำคัญของปริศนาชิ้นเดียวกัน
ทะเลไม่ได้เป็นเพียงแหล่งทำมาหากิน แต่คือบ้านและอนาคตของคนทั้งประเทศ และการดูแลทะเลไม่ได้เริ่มต้นแค่ที่เรือประมง แต่เริ่มต้นที่ตัวผู้บริโภคอย่างเราทุกคน ผ่านการเลือกซื้ออาหารทะเลจากประมงพื้นบ้านที่รับผิดชอบ
ติดตามชมรายการมหาอำนาจบ้านนา วันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน 2569 เวลา 10.30 - 11.00 น. ทางไทยพีบีเอส
แท็กที่เกี่ยวข้อง:
ทะเลอาจดูเหมือนกว้างใหญ่ไม่มีวันหมด แต่สำหรับคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับมันทุกวัน พวกเขารู้ดีว่าทรัพยากรในทะเลไม่ได้มีไม่จำกัด นั่นคือเหตุผลที่ชาวประมงพื้นบ้านที่อ่าวทุ่งน้อย ตำบลเขาแดง อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เลือกเดินบนเส้นทางที่แตกต่าง ด้วยการจับปลาควบคู่ไปกับการดูแลรักษาทะเลให้ยั่งยืน
ประมงพื้นบ้าน คืออะไร และแตกต่างจากประมงพาณิชย์อย่างไร
คุณพ่อของนิสสัน ชาวประมงรุ่นบุกเบิกแห่งอ่าวทุ่งน้อย อธิบายไว้อย่างชัดเจนว่า นิยามของประมงพื้นบ้านนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดของเรือ แต่ขึ้นอยู่กับ "เครื่องมือ" ที่ใช้และความตั้งใจในการจับสัตว์น้ำ
ประมงพื้นบ้าน คือการเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับชนิดของสัตว์น้ำที่ต้องการจับ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตรงข้ามกับประมงพาณิชย์ที่ใช้เครื่องมือชนิดเดียวกวาดต้อนสัตว์น้ำทุกชนิดทุกขนาดในคราวเดียว ชาวประมงพื้นบ้านจึงพยายามเปลี่ยนบทบาทตัวเองให้ "จับไปด้วย ฟื้นฟูทะเลไปด้วย" อย่างแท้จริง
วิถีประมงพื้นบ้าน: ตื่นตีสาม ออกทะเลไกล 7 กิโล
ชีวิตของชาวประมงพื้นบ้านเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ 03.00 น. ก่อนที่ฟ้าจะสว่าง เรือออกจากฝั่งไปไกลถึง 7 กิโลเมตร เพื่อวางอวนและรอสาวอวนในยามเช้า กว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการทั้งหมดต้องใช้เวลาอีก 2 - 3 ชั่วโมง
นิสสัน ทายาทรุ่นที่ 3 เล่าว่าเขาเริ่มลงเรือกับพ่อตั้งแต่ชั้นประถม 1 และเริ่มสาวอวนได้ตั้งแต่ชั้นประถม 6 วิถีชีวิตนี้ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ผ่านการเรียนรู้จากการลงมือทำจริง ไม่ว่าจะเป็นการอ่านกระแสน้ำ ทิศทางลม หรือแม้แต่การใช้ดาวเหนือนำทางในยุคก่อนที่จะมี GPS
เครื่องมือที่ประมงพื้นบ้านใช้: อวนจมปลาทู ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
หนึ่งในเครื่องมือหลักของประมงพื้นบ้านแห่งนี้คือ "อวนจม" ซึ่งจมลงอยู่ใต้ผิวน้ำ โดยตั้งอยู่สูงจากหน้าดินประมาณ 2 เมตร มีความยาวถึง 500 เมตร อวนชนิดนี้ใช้ขนาดตาอวน 4.5 ซม. ซึ่งออกแบบมาให้ปลาเล็กที่ยังไม่โตเต็มวัยสามารถหลุดผ่านออกไปได้ จับเฉพาะปลาที่ได้ขนาดโตเต็มวัยแล้วเท่านั้น
ข้อดีสำคัญของอวนจมคือ ไม่ต้องลากอวนผ่านพื้นทะเล จึงไม่ทำลายปะการังหรือหญ้าทะเล อีกทั้งสัตว์น้ำพลอยได้จากการจับปลาทูแทบไม่มี เพราะอวนออกแบบมาเพื่อจับปลาทูโดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังมีการทำประมงปูม้าด้วยอวนตาขนาดใหญ่ โดยตัวเล็กที่ยังไม่โตและปูไข่จะถูกปล่อยคืนสู่ทะเลทุกครั้ง
บ้านปลา: ภูมิปัญญาประมงพื้นบ้านเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศทะเล
นอกจากการเลือกเครื่องมือที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ชาวประมงพื้นบ้านที่อ่าวทุ่งน้อยยังลงทุนลงแรงสร้าง "บ้านปลา" หรือ "สังข์กอ" เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศใต้ทะเล
บ้านปลาทำจากวัสดุธรรมชาติ ได้แก่ ไม้ไผ่, กะลามะพร้าว และก้อนหิน นำไปวางในทะเลเพื่อสร้างระบบนิเวศใหม่ แผ่นหินและกะลามะพร้าวจะเป็นที่ยึดเกาะของสาหร่ายและสัตว์ทะเลขนาดเล็ก ซึ่งดึงดูดสัตว์น้ำขนาดใหญ่ขึ้นให้มาหากินในบริเวณนั้น ชาวประมงพื้นบ้านจึงเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากสิ่งที่ตัวเองสร้างขึ้น ภูมิปัญญานี้สืบทอดมาจากบรรพบุรุษและยังคงได้ผลในปัจจุบัน
เมื่อปลาทูลดลง: วิกฤตที่ผลักดันให้ประมงพื้นบ้านต้องเปลี่ยนแปลง
นิสสันเล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนในหนึ่งวันสามารถจับปลาได้ตั้งแต่ 200 - 800 กิโลกรัม แต่ปัจจุบันเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่เพียง 5 - 100 กิโลกรัมเท่านั้น ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของปัญหาที่เกิดขึ้น จนครอบครัวบางครอบครัวต้องขายเรือ ลดจำนวนเรือจาก 2 ลำเหลือ 1 ลำ
นิสสันพบว่าหญ้าทะเลกำลังตายไป ไม่ใช่เพราะอุณหภูมิโลกสูงขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่เพราะถูกทำลายโดยเครื่องมือประมงที่ไม่เหมาะสม ทะเลที่เป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญที่สุดของประเทศกำลังเสื่อมโทรมลง ความจริงข้อนี้ผลักดันให้นิสสันตัดสินใจกลับบ้านหลังเรียนจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยกีฬาแห่งชาติสุพรรณบุรี และหันมาสืบต่ออาชีพประมงพื้นบ้านด้วยแนวทางใหม่
ประมงพื้นบ้านสู่ธุรกิจ: เพิ่มมูลค่าปลาทูสดจากเรือถึงมือผู้บริโภค
นิสสันไม่ได้หยุดอยู่แค่การจับปลา แต่ยังมองเห็นโอกาสในการเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตจากทะเล เมื่อครั้งที่เขาเดินในซูเปอร์มาร์เก็ตและพบว่าปลาชนิดเดียวกับที่ตัวเองจับอยู่นั้นมีราคาสูงกว่าที่ชาวประมงขายกันมาก จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ
เขาเริ่มแปรรูปสัตว์น้ำนำไปขายที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่กรมประมงไปจนถึงบริเวณมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ด้วยความที่ปลาสดตรงจากเรือมีคุณภาพสูง จึงได้รับการตอบรับอย่างดี จากนั้นพัฒนามาเป็นการซีลสูญญากาศ วางขายในร้านค้าอาหารออร์แกนิก และร้านอาหารในห้างสรรพสินค้า
ปัจจุบันนิสสันรับซื้อปลาทูจากชาวประมงพื้นบ้านในราคาสูงกว่าตลาด ราว 10 - 25% โดยกำหนดเงื่อนไขว่าต้องเป็นปลาที่ได้ขนาดโตเต็มวัยเท่านั้น ซึ่งช่วยให้ชาวประมงในชุมชนตระหนักถึงความสำคัญของการจับปลาที่โตแล้ว มากกว่าการกวาดจับทุกขนาด
อาหารทะเลสดจากประมงพื้นบ้าน: รสชาติที่แตกต่างและปลอดภัย
ความสดของปลาจากประมงพื้นบ้านนั้นแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด ทั้งสีผิวที่ใสวาว ตาใส และเนื้อที่แน่น ปลาทูต้มมะนาวที่ทำจากปลาสดเพิ่งขึ้นจากเรือ มีน้ำซุปรสเปรี้ยวสดชื่น เนื้อปลานุ่มและหวาน ส่วนแกงฉู่ฉี่ปลาทูที่ทำจากกะทิสดและน้ำพริกแกงเผ็ด ก็ให้รสชาติหอมและสมบูรณ์แบบ
นอกจากปลาทูแล้ว ยังมีปลาอินทรีที่จับด้วยการตกเบ็ด ซึ่งผ่านกระบวนการ "ไล่เลือด" ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ เพื่อรักษาคุณภาพเนื้อ รับรองได้ว่าไม่ใส่สารฟอร์มาลีนหรือสารฟอกขาวใด ๆ ทุกอย่างคือของสดแท้จากทะเล
ผู้บริโภคช่วยประมงพื้นบ้านได้อย่างไร: เลือกซื้อ อย่าต่อราคา
นิสสันฝากไว้ว่า กว่าจะได้ปลามาแต่ละกิโลกรัม ชาวประมงพื้นบ้านใช้พลังงานและเวลามหาศาล ตื่นตั้งแต่ 03.00 ออกทะเลฝ่าคลื่นลม สาวอวนนานหลายชั่วโมง ราคาที่สูงกว่าตลาดเล็กน้อยนั้นไม่ได้แค่ตอบแทนแรงงาน แต่ยังเป็นค่าตอบแทนที่พวกเขาเลือกทำประมงแบบรับผิดชอบ
แค่ไม่ต่อราคาห้าถึงสิบบาท ก็เป็นกำลังใจให้ชาวประมงพื้นบ้านรู้ว่า มีคนกลุ่มหนึ่งที่เห็นคุณค่าของสิ่งที่พวกเขาทำ และนั่นคือแรงผลักดันให้พวกเขาอยากดูแลทะเลต่อไป
สรุป: ประมงพื้นบ้าน คือความหวังของทะเลไทย
ครอบครัวของนิสสันและชาวประมงพื้นบ้านอ่าวทุ่งน้อยพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การทำประมงแบบยั่งยืนไม่ใช่แค่อุดมคติ แต่เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ทะเลไทยยังคงอุดมสมบูรณ์ต่อไปในอนาคต การเลือกเครื่องมือที่เหมาะสม การปล่อยสัตว์น้ำตัวเล็ก การสร้างบ้านปลา และการรับซื้อปลาในราคาที่เป็นธรรม ล้วนเป็นชิ้นส่วนสำคัญของปริศนาชิ้นเดียวกัน
ทะเลไม่ได้เป็นเพียงแหล่งทำมาหากิน แต่คือบ้านและอนาคตของคนทั้งประเทศ และการดูแลทะเลไม่ได้เริ่มต้นแค่ที่เรือประมง แต่เริ่มต้นที่ตัวผู้บริโภคอย่างเราทุกคน ผ่านการเลือกซื้ออาหารทะเลจากประมงพื้นบ้านที่รับผิดชอบ
ติดตามชมรายการมหาอำนาจบ้านนา วันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน 2569 เวลา 10.30 - 11.00 น. ทางไทยพีบีเอส
แท็กที่เกี่ยวข้อง:









