เข้าสู่เดือน พ.ค.2026 การระบาดของโรค "อีโบลา" ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์ คองโก) กลับมาสร้างความกังวลให้กับผู้คนทั่วโลกอีกครั้ง ตัวเลขผู้เสียชีวิต (ณ วันที่ 19 พ.ค.2026) เพิ่มขึ้นกว่า 100 คน และมีผู้ป่วยต้องสงสัยติดเชื้ออีกกว่า 400 คน ขณะที่สหรัฐฯ ยืนยันพบชาวอเมริกันติดเชื้อแล้ว 1 คน สะท้อนให้เห็นว่าไวรัสชนิดนี้ยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้การระบาดของโรค "อีโบลา" ในจังหวัดอิตูริ ทางตะวันออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เป็น "ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระดับนานาชาติ" ท่ามกลางความหวั่นวิตก เพราะเชื้อสายพันธุ์ที่กำลังระบาดอยู่ เป็นสายพันธุ์หายากและยังไม่มีวัคซีนที่ได้รับการรับรองในปัจจุบัน
การระบาดครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงข่าวไกลตัวจากอีกซีกโลก แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าโรคที่เคยพบการระบาดเมื่อหลายปีก่อนยังสามารถกลับมาได้ทุกเมื่อ คำถามสำคัญคือ "อีโบลา" คืออะไร มีต้นกำเนิดจากไหน อาการรุนแรงแค่ไหน และสายพันธุ์ล่าสุดที่กำลังระบาดอันตรายแค่ไหน รวมถึงประเทศไทยมีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดมากน้อยแค่ไหน พาไปทำความรู้จักโรคนี้ให้ชัดขึ้นในหลายแง่มุม
เชื้อไวรัสอีโบลา คืออะไร
"อีโบลา" เป็นกลุ่มโรคไข้เลือดออกชนิดรุนแรงที่เกิดจาก "เชื้อไวรัสอีโบลา" มักพบการระบาดมากในทวีปแอฟริกา โรคนี้เป็นโรคติดต่ออันตรายที่เกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่ม Orthoebolavirus สามารถติดต่อผ่านการสัมผัสโดยตรงกับเลือด สารคัดหลั่ง หรืออวัยวะของผู้ติดเชื้อ รวมถึงพื้นผิว หรือสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ ตลอดจนการสัมผัสสัตว์ป่าที่มีเชื้อ เช่น ค้างคาว ลิง หรือสัตว์ป่าอื่น ๆ ที่เป็นแหล่งรังโรคตามธรรมชาติ โดยโรคนี้มีระยะฟักตัวประมาณ 2-21 วัน และถือเป็นโรคที่มีอัตราป่วยเสียชีวิตสูง
โรคอีโบลาถูกค้นพบครั้งแรกในปี 1976 ในพื้นที่ที่ปัจจุบันคือสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และเชื่อว่ามีต้นกำเนิดจากค้างคาว โดยการระบาดครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 17 ของประเทศ
ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตจากอีโบลาในทวีปแอฟริการวมแล้วประมาณ 15,000 คน ดยการระบาดที่รุนแรงที่สุดในคองโกเกิดขึ้นระหว่างปี 2018 ถึง 2020 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตเกือบ 2,300 คน โดยเมื่อปีที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตอีก 45 คนจากการระบาดในพื้นที่ห่างไกลของประเทศ
"อีโบลา" ไม่ได้มีเพียงสายพันธุ์เดียว แต่เป็นกลุ่มไวรัสที่มีความแตกต่างกันทั้งในด้านความรุนแรง พื้นที่การระบาด และอัตราการเสียชีวิต โดยสายพันธุ์ที่ถูกจัดว่ารุนแรงที่สุดคือ "ซาอีร์" (Zaire ebolavirus) การระบาดครั้งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นในปี 2013–2016 ที่ แอฟริกาตะวันตกประเทศกินี ก่อนลุกลามไปยังเซียร์ราลีโอน มีผู้ติดเชื้อรวมเกือบ 30,000 คน และเสียชีวิตกว่า 11,000 คน การระบาดครั้งนั้นเกิดจากสายพันธุ์ซาอีร์ ซึ่งมีการเสียชีวิตสูงมากทำให้มีการพัฒนาวัคซีนนำมาใช้ในการป้องกัน
ขณะที่การระบาดรอบล่าสุดในดีอาร์ คองโก และยูกันดา มีการตรวจยืนยันพบว่าเป็น "สายพันธุ์บุนดีบูโจ" โดยมีจุดที่ต้องขีดเส้นใต้ไว้คือ ปัจจุบัน ยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาโดยเฉพาะ
นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ และหัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า การติดต่อที่สำคัญคือการสัมผัสโดยตรงกับผู้ป่วยหรือสัตว์รังโรค โดยเฉพาะชาวพื้นเมืองแอฟริกา ที่ยังมีวิถีชีวิตผูกพันกับสัตว์ป่า รวมถึงประเพณีการทำความสะอาดศพก่อนทำพิธี ทำให้สัมผัสได้โดยตรง
โรคอีโบลาระบาดแต่ละครั้ง มักจะเกิดระบาดในชนบท เชื่อมโยงกับสัตว์ป่า การติดเชื้อในโรงพยาบาลสูง และทำให้บุคลากรทางการแพทย์เสียชีวิตจำนวนมาก เพราะความรุนแรงของโรคและเป็นการติดต่อระหว่างคนสู่คน อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงของโรคเองเป็นข้อจำกัดที่ทำให้โรคไม่ระบาดออกไปในวงกว้าง ข้ามประเทศหรือทวีปได้ง่าย ที่จะทำให้เกิดการระบาดใหญ่ทั่วโลก
ด้าน ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี (Center for Medical Genomics) อธิบายถึงอีโบลา สายพันธุ์บุนดีบูโจ ไว้ว่า เป็นอีโบลาสายพันธุ์ที่ถูกค้นพบครั้งแรกในยูกันดา เมื่อปี 2007 จากการระบาดในเขต Bundibugyo ก่อนจะถูกพบอีกในการระบาดที่ดีอาร์ คองโก ปี 2012 และกลับมาเป็นประเด็นสำคัญในปี 2026 จากการระบาดในจังหวัดอิตูริ ของดีอาร์ คองโก
จุดสำคัญคือเชื้อนี้ไม่ใช่ไวรัสอีโบลาสายพันธุ์ซาอีร์ จึงมีข้อจำกัดด้านวัคซีนและยารักษาเฉพาะมากกว่าอีโบลาสายพันธุ์ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุด
ไวรัสอีโบลาอยู่ในวงศ์ Filoviridae เป็นไวรัส RNA สายเดี่ยวชนิด negative-sense ที่มีรูปร่างคล้ายเส้นด้าย ปัจจุบันจัดอยู่ในสกุล Orthoebolavirus ซึ่งประกอบด้วยไวรัสหลายชนิดที่มีความใกล้เคียงกันทางจีโนม แต่แตกต่างกันในด้านพื้นที่ระบาด ความรุนแรง และประสิทธิภาพของวัคซีนที่ใช้ป้องกัน
รู้จัก "อีโบลา" ทำไมทั่วโลกยังต้องเฝ้าระวัง?
ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ รพ.รามาธิบดี ยังเปรียบเทียบลักษณะสำคัญของอีโบลาแต่ละสายพันธุ์ไว้ดังนี้
1. สายพันธุ์ซาอีร์ (Zaire ebolavirus) : เป็นสายพันธุ์ที่ก่อการระบาดใหญ่หลายครั้งในดีอาร์คองโก และแอฟริกาตะวันตก มีความรุนแรงสูง โดยในอดีตอัตราเสียชีวิตอาจสูงถึง 80–90% และมีวัคซีนที่ได้รับอนุมัติแล้ว
2. สายพันธุ์ซูดาน (Sudan virus) : พบการระบาดหลายครั้งในซูดานและยูกันดา อัตราเสียชีวิตโดยรวมประมาณ 50%
3. สายพันธุ์บุนดีบูโจ (Bundibugyo virus) : เป็นสายพันธุ์ที่เกี่ยวข้องกับการระบาดล่าสุดในจังหวัดอิตูริ ของดีอาร์ คองโก และผู้ป่วยนำเข้าในยูกันดา อัตราเสียชีวิตจากข้อมูลเดิมอยู่ราว 30–33% แต่ตัวเลขในการระบาดปัจจุบันยังต้องรอการยืนยันและปรับปรุงรายชื่อผู้ป่วย
4. สายพันธุ์ Taï Forest virus : พบในโกตดิวัวร์ มีรายงานผู้ติดเชื้อที่ยืนยันเพียงรายเดียวและรอดชีวิต
5. Reston virus: พบในฟิลิปปินส์และเกี่ยวข้องกับลิงและหมู ยังไม่พบว่าทำให้มนุษย์ป่วย
6. Bombali virus: พบในค้างคาวในแอฟริกา เช่น เซียร์ราลีโอน กินี และเคนยา ยังไม่มีรายงานยืนยันว่าทำให้มนุษย์ป่วย
อาการของโรค "อีโบลา"
อีโบลาเป็นโรคติดเชื้อไวรัสรุนแรงที่ติดต่อผ่าน "เลือดและสารคัดหลั่ง" ของผู้ป่วย เช่น เลือด น้ำลาย อาเจียน อุจจาระ หรือสารคัดหลั่งอื่น ๆ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง การแพร่เชื้อส่วนใหญ่มักเกิดในครอบครัว บุคลากรทางการแพทย์ หรือผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยและศพผู้เสียชีวิต และไม่ได้แพร่กระจายง่ายทางอากาศแบบโรคหัดหรือโควิด-19
อาการระยะแรกมักคล้ายไข้ทั่วไป ผู้ป่วยจะมีไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ อาเจียน และบางรายอาจเกิดภาวะเลือดออกผิดปกติ หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาการอาจมีอาการรุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูง
ด้วยลักษณะของโรคที่ผู้ติดเชื้อมักมีอาการชัดเจน ทำให้สามารถติดตามผู้สัมผัส แยกกัก และควบคุมโรคได้ง่ายกว่าโรคติดเชื้อทางอากาศบางชนิด
ปัจจุบันการรักษายังคงเน้นการดูแลตามอาการ เช่น การให้สารน้ำ ดูแลระบบไหลเวียนโลหิต การรักษาภาวะช็อก และการป้องกันการติดเชื้ออย่างเข้มงวด ขณะเดียวกัน ปัจจุบันมียารักษาจำเพาะบางชนิดที่ช่วยลดความรุนแรงของโรคได้ โดยเฉพาะในอีโบลาบางสายพันธุ์ รวมถึงมีวัคซีนที่ถูกนำมาใช้ควบคุมการระบาดในต่างประเทศบางพื้นที่แล้ว
รู้จัก "อีโบลา" ทำไมทั่วโลกยังต้องเฝ้าระวัง?
วงจรการเพิ่มจำนวนของไวรัสและการป้องกันเบื้องต้น
อีโบลาเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนโดยเชื่อกันว่า "ค้างคาวผลไม้" เป็นพาหะรังโรคตามธรรมชาติ วงจรชีวิตของไวรัสเริ่มต้นจากการข้ามสายพันธุ์มาสู่คน เมื่อมนุษย์ไปสัมผัสกับสัตว์ป่าที่ติดเชื้อ เช่น การล่าสัตว์หรือสัมผัสเนื้อสัตว์ป่า
เมื่อเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ ไวรัสจะพุ่งเป้าไปที่เซลล์ระบบภูมิคุ้มกัน มันใช้โปรตีนหนามเกาะติดและแทรกซึมเข้าสู่เซลล์เป้าหมาย จากนั้นจะใช้กลไกของเซลล์มนุษย์เป็นโรงงานผลิตไวรัสตัวใหม่จำลองตัวเองขึ้นมาจำนวนมหาศาล ก่อนจะทำลายผนังเซลล์และกระจายตัวออกไปติดเชื้อในอวัยวะอื่นๆ ทั่วร่างกาย ซึ่งนำไปสู่อาการไข้สูง ปวดเมื่อย อ่อนเพลีย และเมื่อโรคลุกลาม จะเกิดอาการท้องเสีย อาเจียน และมีเลือดออกทั้งภายในและภายนอก
แม้อีโบลาจะไม่แพร่ผ่านอากาศเหมือนไข้หวัดใหญ่ แต่สามารถแพร่เชื้อได้จากการสัมผัสสารคัดหลั่งโดยตรง หรือการสัมผัสสิ่งของและพื้นผิวที่ปนเปื้อนเชื้อ แนวทางการป้องกันเบื้องต้น จึงเน้นที่การตัดวงจรการแพร่เชื้อ ดังนี้
- ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำอย่างสม่ำเสมอ
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยหรือผู้ที่มีอาการไข้สูงแบบเฉียบพลัน
- ไม่สัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วยเด็ดขาด
- หลีกเลี่ยงการประกอบพิธีศพที่ต้องสัมผัสร่างผู้เสียชีวิตด้วยมือเปล่า (ต้องอาศัยการจัดการศพอย่างปลอดภัยโดยผู้เชี่ยวชาญ)
- หลีกเลี่ยงการบริโภคหรือสัมผัสเนื้อสัตว์ป่าและค้างคาว
ยอดเสียชีวิตจาก "อีโบลา" ระบาดพุ่งทะลุ 130 คน
เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เปิดเผยว่า ยอดผู้เสียชีวิต (ณ วันที่ 19 พ.ค.) เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 131 คนแล้วและมีผู้ป่วยที่ต้องสงสัยติดเชื้ออีกกว่า 513 คน สอดคล้องกับโฆษกรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ที่ระบุว่า ขณะนี้มีรายงานพบผู้ติดเชื้อในพื้นที่ใหม่ๆ รวมถึงที่เมืองโกมา ทางตะวันออกของประเทศที่ยังคงตกอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มกบฏ เอ็ม-23 ด้วย
ด้านสำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานอ้างเจ้าหน้าที่ของดีอาร์ คองโกว่า การระบาดในช่วงแรกเกิดขึ้น หลังจากประชาชนจำนวนมากเดินทางไปเข้าร่วมพิธีศพของผู้ป่วย ที่คาดว่าอาจจะเสียชีวิตจากเชื้อไวรัสอีโบลา แต่ยังไม่มีการยืนยันในขณะนั้น โดยที่หลายคนสัมผัสกับร่างของผู้เสียชีวิตด้วย
ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยา ระบุว่า การตรวจพบเชื้อที่ล่าช้า อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เชื้อไวรัสอีโบลาแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว
ขณะที่ คณะมิชชันนารีทางการแพทย์ที่ปฏิบัติงานในดีอาร์ คองโก ยืนยันว่า พบแพทย์ชาวอเมริกัน 1 คน ที่ยืนยันแล้วว่า ติดเชื้อไวรัสอีโบลา และจะถูกส่งตัวไปรักษาต่อที่เยอรมนี
นอกจากนี้ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ (CDC) ยังออกมาตรการ ห้ามชาวต่างชาติที่เคยเดินทางไปยังประเทศ ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดในช่วง 21 วันที่ผ่านมา เดินทางเข้าสู่สหรัฐฯ ซึ่งครอบคลุมถึง ดีอาร์ คองโก, ยูกันดา และเซาท์ ซูดาน ขณะเดียวกันย้ำว่าความเสี่ยงต่อสาธารณชนในสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับต่ำ และกำลังส่งเจ้าหน้าที่จากเมืองแอตแลนตาไปยังศูนย์กลางการแพร่ระบาดเพื่อช่วยรับมือ
ยูกันดายกระดับมาตรการรับมือ "อีโบลา" ระบาด
ขณะที่ทางการยูกันดา ยกระดับมาตรการควบคุมการระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลาในกรุงกัมปาลา หลังพบผู้ติดเชื้อไวรัสอีโบลา ที่ได้รับการยืนยันแล้ว 2 คน รวมถึงผู้เสียชีวิต 1 คน ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับผู้เดินทางมาจากดีอาร์ คองโก
โฆษกกระทรวงสาธารณสุขยูกันดา ระบุว่า ผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อ เป็นชาวดีอาร์ คองโก ซึ่งขณะนี้ส่งร่างกลับประเทศต้นทางแล้ว ส่วนผู้ติดเชื้ออีก 1 คน เป็นญาติของผู้เสียชีวิตซึ่งเป็นชาวดีอาร์ คองโก เช่นกันและอยู่ระหว่างการรักษาตัว
ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้สัมผัสเสี่ยงสูง รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ ถูกสั่งกักตัวและติดตามอาการอย่างใกล้ชิด โดยทางการย้ำว่า ยังไม่พบชาวยูกันดาติดเชื้อจากการระบาดครั้งนี้
ยูกานดาร่วมมือกับทางการดีอาร์ คองโก ในการยกระดับมาตรการคัดกรองบริเวณด่านชายแดนอย่างเข้มงวด พร้อมสั่งเลื่อนงานเฉลิมฉลอง วันมรณสักขี (Martyrs’ Day) วันที่ 3 มิ.ย. ออกไปก่อน เนื่องจากกังวลถึงความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อ เพราะวันดังกล่าวมักมีผู้แสวงบุญจากทั่วภูมิภาคเดินทางมาเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก
สำหรับประเทศไทย ขณะนี้ยังไม่พบผู้ติดเชื้อไวรัสอีโบลา แต่หน่วยงานด้านสาธารณสุข ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมความพร้อมทั้งระบบคัดกรอง ห้องแยกโรค และห้องปฏิบัติการ หากพบผู้ป่วยต้องสงสัยในอนาคต
WHO ประชุมใหญ่ ท่ามกลางวิกฤตโรคระบาด
องค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดการประชุมรัฐสมาชิกประจำปีที่นครเจนีวา ของสวิตเซอร์แลนด์ ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์การระบาดของทั้งไวรัสฮันตาและไวรัสอีโบลา
นอกจากการรับมือโรคระบาด WHO ยังเผชิญแรงกดดันจากปัญหางบประมาณ รวมถึงความพยายามของสหรัฐฯ และอาร์เจนตินา ที่ต้องการถอนตัวจากการเป็นสมาชิก ส่งผลให้องค์กรต้องลดจำนวนภารกิจและบุคลากรบางส่วนลง
ขณะที่เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ WHO ยืนยันว่าองค์การยังมีเสถียรภาพและกำลังเดินต่อไปข้างหน้า พร้อมทั้งแสดงความกังวลถึงการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาในดีอาร์ คองโกและยูกันดา ที่มีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและขยายวงกว้าง และเตรียมเรียกประชุมคณะกรรมธิการฉุกเฉิน เพื่อหารือเกี่ยวกับมาตรการรับมือเพิ่มเติม
อ้างอิงข้อมูล : กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข, Center for Medical Genomics, WHO,BBC, นพ.ยง ภู่วรวรรณ
พบแล้วอีก 4 ศพนักดำน้ำอิตาลีติดถ้ำน้ำลึกมัลดีฟส์ คาด "เมาไนโตรเจน" ทำหลงทิศ
