ตรวจสอบแล้ว: สาวโพสต์อ้าง “ผู้หญิงยืนฉี่ขณะอาบน้ำทำให้เป็นโรคกระเพาะปัสสาวะไวเกิน” แพทย์ชี้ไม่เป็นความจริง

Thai PBS Verify พบแหล่งที่มาจาก : TikTok

พบผู้ใช้ Tiktok รายหนึ่งอ้างว่าเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะไวเกินเพราะชอบยืนปัสสาวะขณะอาบน้ำ โดยเธออ้างถึงประสบการณ์การป่วยเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะไวเกินว่า เธอชอบยืนปัสสาวะขณะอาบน้ำมาตั้งแต่จำความได้ เนื่องจากรู้สึกสบายขณะน้ำไหลผ่าน ซึ่งน้ำอุ่นจากการอาบน้ำช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลักที่ส่งผลต่อชีวิตประจำวันคือมีอาการปวดปัสสาวะบ่อย โดยประมาณทุก 2 ชั่วโมง หรือแม้แต่หลังจากปัสสาวะไปแล้วไม่นานก็ยังคงรู้สึกปวดอีกครั้ง
นอกจากนี้ เมื่อได้ยินเสียงน้ำไหล เช่น ขณะเปิดก๊อก ฝนตก หรือแม้แต่อากาศหนาวเย็น ก็จะกระตุ้นให้รู้สึกปวดปัสสาวะโดยอัตโนมัติ อีกทั้งยังมีอาการปวดปัสสาวะขณะหลับ จนต้องตื่นขึ้นมากลางดึก ซึ่งรบกวนการนอนหลับและการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างมาก อาการเหล่านี้เกิดขึ้นต่อเนื่องมานานประมาณ 2 ปี จึงตัดสินใจเข้ารับการตรวจและปรึกษาแพทย์ พร้อมระบุข้อความว่า เตือนภัย โรคแปลก เป็นได้ทุกเพศทุกวัยนะคะ โดยโพสต์ดังกล่าว ปรากฏยอดชมกว่า 1.5 ล้านครั้ง
เจ้าของโพสต์ดังกล่าว โชว์ปริมาณปัสสาวะที่เธอปัสสาวะในช่วงเวลาตี 4
ยืนปัสสาวะ “ไม่ใช่” ปัจจัยทำให้เกิดภาวะกระเพาะปัสสาวะไวเกิน
รศ. นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวศศิริ อาจารย์ประจำหน่วยโรคไต ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ยืนยันกับ Thai PBS Verify ว่า การยืนปัสสาวะขณะอาบน้ำ ไม่ได้ทำให้เกิดโรคกระเพาะปัสสาวะไวเกิน นพ.สุรศักดิ์ กล่าวว่า ภาวะกระเพาะปัสสาวะไวเกิน คืออาการที่รู้สึกปวดปัสสาวะง่ายและบ่อยกว่าปกติ ทั้งที่ยังมีปัสสาวะอยู่ไม่มากในกระเพาะปัสสาวะ
โดยภาวะดังกล่าวมักเกิดจากความผิดปกติของเส้นประสาทที่ควบคุมการทำงานของกระเพาะปัสสาวะ หรือมีสาเหตุมาจากพฤติกรรม เช่น การดื่มกาแฟหรือแอลกอฮอล์มากเกินไป การสูบบุหรี่จัด การใช้ยาขับปัสสาวะ โรคอ้วน รวมถึงอายุที่มากขึ้น บางคนอาจมีอาการเวลาที่เครียด หรือตื่นเต้น ร่างกายก็จะสั่งให้ปวดปัสสาวะบ่อยขึ้นโดยอัตโนมัติ
นอกจากนี้ รศ. นพ.สุรศักดิ์ ได้อธิบายถึงข้อเสียอื่น ๆ จากการยืนปัสสาวะว่า
“คนปกติสามารถปัสสาวะได้ทั้งในท่านั่งและยืน แต่สำหรับผู้หญิงมีท่อปัสสาวะสั้น การยืนปัสสาวะอาจทำให้ปัสสาวะเลอะเทอะลงพื้น หรือไม่เข้าที่โถ ทำให้เกิดปัญหาด้านสุขอนามัยมากกว่า”
รศ. นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวศศิริ อาจารย์ประจำหน่วยโรคไต ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
“นอกจากนี้ การยืนปัสสาวะอาจทำให้ปัสสาวะออกได้ไม่คล่อง และไม่หมด เช่น สมมุติว่า ต้องขับออก 200 ซีซี แต่ขับออกได้แค่ 150 ซีซี เหลือค้างในกระเพาะปัสสาวะอีก 50 ซีซี หากมีปัสสาวะคั่งค้างบ่อย ๆ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ก็อาจทำให้ติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะได้ง่าย เพราะแบคทีเรียสามารถเจริญเติบโตในปัสสาวะที่ค้างอยู่ ซึ่งหากปล่อยไว้นานอาจลามไปถึงไตและทำให้ไตอักเสบได้ เนื่องจากทางเดินปัสสาวะกับไตเชื่อมต่อกัน”
แนะวิธีปัสสาวะที่ถูกต้อง
- เมื่อรู้สึกปวดปัสสาวะ ควรรีบเข้าห้องน้ำทันที อย่ากลั้นปัสสาวะ
- การดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอ ช่วยให้ไตทำงานได้ดี และช่วยให้ของเสียในร่างกายถูกขับออกทางปัสสาวะได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- หากดื่มน้ำน้อย ปัสสาวะจะออกน้อยลง เกิดการคั่งค้างในกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งเป็นทำให้เกิดการสะสมของแบคทีเรีย เมื่อแบคทีเรียเพิ่มจำนวน อาจก่อให้เกิด การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ และหากเกิดซ้ำบ่อย ๆ มีโอกาสลุกลามถึงไต และทำให้เกิดโรคไตในอนาคตได้
กระบวนการตรวจสอบ
สอบถามแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ: สอบถามไปยังแพทย์ว่าพฤติกรรมการยืนปัสสาวะขณะอาบน้ำของผู้หญิง สามารถนำไปสู่การเกิดโรคหรืออันตรายอื่น ๆ หรือไม่ แพทย์ยืนยันว่า นอกจากเรื่องสุขอนามัยความสะอาดในห้องน้ำที่ไม่ดีแล้ว การยืนปัสสาวะไม่ได้ทำให้เกิดภาวะกระเพาะปัสสาวะไวเกิน แต่อาจมีความเสี่ยงเรื่องการคงค้างของน้ำปัสสาวะที่ขับถ่ายออกไปไม่หมด อาจเป็นปัจจัยเสริมให้เกิดการติดเชื้อได้ ดังนั้น การนั่งปัสสาวะในท่าปกตินั้นดีที่สุด
ผลกระทบจากการรับข้อมูลเท็จ
- ทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสุขภาพ: ผู้คนอาจเชื่อว่าพฤติกรรมยืนปัสสาวะเป็นสาเหตุโดยตรงของโรค ทั้งที่ไม่มีหลักฐานทางการแพทย์รองรับ ทำให้ตื่นตระหนกหรือเปลี่ยนพฤติกรรมโดยไม่จำเป็น
- กระทบต่อการตัดสินใจดูแลสุขภาพ: ผู้ที่มีอาการใกล้เคียงกับโรคกระเพาะปัสสาวะไวเกิน อาจหลีกเลี่ยงพฤติกรรมบางอย่างที่ไม่ใช่ต้นเหตุแท้จริง และละเลยสาเหตุที่แท้จริง เช่น อาหาร ยา หรือภาวะเครียด
ข้อแนะนำเมื่อได้ข้อมูลเท็จนี้ ?
- ตรวจสอบแหล่งข้อมูล: ก่อนเชื่อหรือแชร์ ควรตรวจสอบว่า เนื้อหานั้นมาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เช่น หน่วยงานรัฐ, โรงพยาบาล, แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือองค์กรด้านสุขภาพ
- ใช้วิจารณญาณในการฟังประสบการณ์ส่วนตัว: แม้ประสบการณ์ส่วนตัวจะมีประโยชน์ แต่ไม่ควรนำมาใช้สรุปหรือชี้นำในเรื่องสุขภาพโดยไม่มีข้อมูลวิชาการรองรับ
- หากมีอาการผิดปกติ ควรพบแพทย์โดยตรง: อย่าใช้ข้อมูลจากโซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือวินิจฉัยตนเองหรือผู้อื่น หากสงสัยว่ามีปัญหาสุขภาพควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำที่ถูกต้อง
- สนับสนุนการเรียนรู้ด้านสุขภาพจากผู้เชี่ยวชาญ: ติดตามข้อมูลจากแพทย์จริง เช่น รายการสุขภาพจากโรงพยาบาล, บทความจากคณะแพทย์ศาสตร์ หรือแหล่งข่าวที่ตรวจสอบแล้ว









