Profile icon

คลิปตึกไฟไหม้เหตุสหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน แท้จริงเป็นคลิปตึกจีนไฟไหม้ปี 65

ข่าวปลอมDateClock icon10:50|รอบโลก
Thai PBS Verify ตรวจสอบโพสต์คลิปตึกไฟไหม้ อ้างเป็นเหตุสหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน แท้จริงคือเหตุเพลิงไหม้ในจีนเมื่อปี 65 ขณะที่สถานการณ์ตะวันออกกลาง สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านเป็นครั้งที่ 3 ตอบโต้กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านโจมตีเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ติดธงไซปรัสในช่องแคบฮอร์มุซ

Thai PBS Verify พบแหล่งข้อมูลข่าวปลอมจาก : X

ภาพบัญชี X แชร์ภาพเหตุการณ์ตึกไฟไหม้ อ้างว่า สหรัฐโจมตีอิหร่าน

ภาพบัญชี X แชร์ภาพเหตุการณ์ตึกไฟไหม้ อ้างว่า สหรัฐโจมตีอิหร่าน

 

Thai PBS Verify พบบัญชี X แชร์ภาพเหตุการณ์ตึกไฟไหม้ พร้อมระบุว่า “#BREAKING GUY’S The ultimate escalation. The US military just took the fight straight to Tehran, targeting the IRGC’s core Sar-Allah Headquarters. The main command facility is reportedly burning down right now. Game over for deniability. #Tehran #IRGC #Geopolitics”  

 

แปลเป็นภาษาไทยโดยใช้ Google translate ระบุว่า “ด่วน สถานการณ์ตึงเครียดรุนแรงขึ้นอย่างมาก กองทัพสหรัฐฯ โจมตีกรุงเตหะราน โดยพุ่งเป้าไปที่กองบัญชาการหลัก Sar-Allah ของ IRGC มีรายงานว่าอาคารบัญชาการกำลังไฟไหม้อยู่ในขณะนี้ ทำให้ไม่สามารถปฏิเสธเหตุการณ์ได้อีก#Tehran #IRGC #Geopolitics” 

 

ซึ่งโพสต์ดังกล่าว มีผู้เข้าชม 1,000,000 ครั้ง และการแสดงความรู้สึก 3,500 ครั้ง  รวมทั้งมีการแสดงความคิดเห็น 269 ข้อความ นอกจากนี้มีการรีโพสต์ไปกว่า  610 ครั้ง ถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 12 ก.ค. 69

 

ขณะเดียวกัน เมื่อเข้าไปตรวจสอบความโปร่งใสของบัญชี US_SOLDIERS พบว่า  บัญชีถูกสร้างขึ้น เมื่อเดือนเม.ย. 68 ในเขตพื้นที่เอเชียตะวันตกเเฉียงใต้ 

ภาพรวมของบัญชี พบว่าเป็นบัญชีที่ถูกสร้างขึ้นไม่นาน  และไม่ได้เป็นบัญชีทางการของกองทัพสหรัฐฯ แม้จะใช้ชื่อและภาพลักษณ์ที่ทำให้เข้าใจว่าเกี่ยวข้องกับหน่วยงานทหารจริง ซึ่งเป็นเทคนิคที่มักใช้เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือปลอม (impersonation หรือ pseudo-authority)

ขณะที่พฤติกรรมการโพสต์ เนื้อหาส่วนใหญ่มีลักษณะเป็น “ข่าวด่วน” หรือสถานการณ์ความขัดแย้งทางทหาร โดยใช้ถ้อยคำรุนแรง เร้าอารมณ์ และมักไม่มีแหล่งอ้างอิงที่ตรวจสอบได้ชัดเจน อีกทั้งยังใช้แฮชแท็กเกี่ยวกับภูมิรัฐศาสตร์จำนวนมาก เพื่อเพิ่มการมองเห็นและการกระจายของโพสต์ ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบได้บ่อยในบัญชีที่เน้นสร้างกระแส (engagement-driven content)

ความโปร่งใสบัญชีX

อย่างไรก็ตามบัญชี X มีข้อความ Readers added context they thought people might want to know แจ้งเตือนว่าวิดีโอดังกล่าว เป็นคลิปวิดีโอของประเทศจีน

ข้อความแจ้งเตือนว่าเป็นคลิปจากจีน

คลิปวิดีโอดังกล่าวเป็นเหตุการณ์กองทัพสหรัฐฯ โจมตีกรุงเตหะราน อิหร่าน จริงหรือไม่ ?

Thai PBS Verify นำภาพในคลิปดังกล่าว ไปตรวจสอบด้วยเครื่องตรวจสอบภาพ  Google Lens  ไปตรงกับข่าว Massive fire engulfs 42-storey skyscraper in China; no deaths reported ของเว็บไซต์ cnbctv18 ถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 65

โดยมีรายละเอียดดังนี้ 

ตามข้อมูลของ China Telecom ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต โดยบริษัทระบุว่าบริการโทรศัพท์มือถือไม่ได้รับผลกระทบ แม้ว่าผู้ใช้งานบนโซเชียลมีเดียบางรายจะบอกว่าไม่สามารถใช้โทรศัพท์ได้ก็ตาม

เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ที่อาคารสูง 42 ชั้นในภาคกลางของจีน ซึ่งเป็นของผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหญ่ที่สุดของประเทศ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ระบุว่าไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้

Google-Lens

 

ภาพเปรียบเทียบตึกในโพสต์ (ซ้าย) และภาพจากเว็บไซต์ cnbctv18 (ขวา)

ภาพเปรียบเทียบตึกในโพสต์ (ซ้าย) และภาพจากเว็บไซต์ cnbctv18 (ขวา)

ต่อมาเมื่อใช้เครื่องมือแผนที่ Baidu maps ของประเทศจีน พบว่า ภาพในคลิปไปตรงกับตึก China Telecom เมืองฉางซา มณฑลหูหนานประเทศจีน

ภาพเปรียบเทียบตึกในประเทศจีนจากโพสต์ (ซ้าย) และ Baidu maps (ขวา)

ภาพเปรียบเทียบตึกในประเทศจีนจากโพสต์ (ซ้าย) และ Baidu maps (ขวา)

สถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างไร? 

 เมื่อวันที่ 12 ก.ค. 69  สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านเป็นครั้งที่ 3 ภายในระยะเวลาเพียง 1 สัปดาห์ ตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อตอบโต้เหตุที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านโจมตีเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ติดธงไซปรัสในช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ลูกเรือพลเรือนสูญหาย 1 คน และเรือได้รับความเสียหายอย่างหนักจากเพลิงไหม้จนไม่สามารถเดินทางต่อได้ ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซชั่วคราว พร้อมระบุว่าสาเหตุของความไม่มั่นคงเกิดจากการแทรกแซงของต่างชาติ และเตือนว่าจะตอบโต้ทันทีหากมีการโจมตีเพิ่มเติมจากฝ่ายตรงข้าม ขณะเดียวกัน ผู้นำสูงสุดของอิหร่านออกแถลงการณ์ยืนยันว่าจะแก้แค้นให้กับอดีตผู้นำที่เสียชีวิตจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล โดยชี้ว่าเป็นความต้องการของประชาชนในประเทศ สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มจะลุกลามเป็นความขัดแย้งในวงกว้างในภูมิภาคตะวันออกกลางได้ในอนาคต 

เรื่องจริงเป็นอย่างไร ? 

จากการตรววจสอบ Thai PBS Verify พบว่า คลิปวิดีโอและภาพเหตุการณ์ไฟไหม้ที่ถูกนำมาอ้างว่ากองทัพสหรัฐฯ โจมตีกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่านนั้น เป็นข่าวปลอม  โดยแท้จริงแล้วคลิปดังกล่าวเป็นเหตุการณ์เพลิงไหม้อาคารสูง 42 ชั้นของบริษัท China Telecom ในเมืองฉางซา ประเทศจีน ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ก.ย. 65 และไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ

 

ทำไมโพสต์นี้ จึงถูกสร้างขึ้นมา ? 

โพสต์นี้ต้องการ “เรียกความสนใจ” และเพิ่มยอดการเข้าถึงของโพสต์ โดยมักหยิบเอาคลิปหรือภาพเหตุการณ์จริง (เช่น ไฟไหม้ตึกในจีน) มาใส่ข้อความใหม่ให้ดูเหมือนเกี่ยวข้องกับสถานการณ์สงครามหรือความขัดแย้งที่กำลังเป็นข่าว ซึ่งเป็นประเด็นที่คนสนใจมากและแชร์ต่อได้ง่าย

นอกจากนี้ บัญชียังใช้ชื่อและภาพลักษณ์ที่ทำให้ดูเหมือนเกี่ยวข้องกับกองทัพสหรัฐฯ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ ทั้งที่จริงแล้วไม่ใช่บัญชีทางการ และมักใช้คำแรง ๆ เช่น “ด่วน” หรือ “การยกระดับขั้นสุด” เพื่อกระตุ้นอารมณ์คนอ่าน ทำให้คนอยากกดดู กดแชร์ หรือแสดงความคิดเห็นมากขึ้น

โดยเนื้อหาแบบนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้อง แต่เน้นสร้างกระแสและยอด engagement เป็นหลัก จึงควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนเชื่อหรือแชร์ต่อ

Verification Documentกระบวนการตรวจสอบ

1. ตรวจสอบด้วย Google Lens : นำภาพในคลิปดังกล่าว ไปตรวจสอบด้วยเครื่องตรวจสอบภาพ  Google Lens  ไปตรงกับข่าว Massive fire engulfs 42-storey skyscraper in China; no deaths reported ถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 65

2. ตรวจสอบด้วยแผนที่ Baidu maps: เมื่อใช้เครื่องมือแผนที่ Baidu maps ของประเทศจีน พบว่า ภาพในคลิปไปตรงกับตึก China Telecom เมืองฉางซา มณฑลหูหนานประเทศจีน

ผลกระทบของข้อมูลเท็จนี้

  1. ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด: เชื่อว่าเหตุการณ์โจมตีเกิดขึ้นจริง ทั้งที่เป็นการนำภาพเก่ามาบิดเบือน
  2. สร้างความตื่นตระหนกในสังคม: เนื้อหาแนว “ข่าวด่วน” และถ้อยคำรุนแรง ทำให้คนตกใจและวิตกเกินความจริง
  3. กระทบต่อความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: ข่าวปลอมเกี่ยวกับสงครามอาจเพิ่มความตึงเครียด หรือถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางข้อมูล
  4. บั่นทอนความน่าเชื่อถือของสื่อและข้อมูลออนไลน์: ทำให้ผู้คนสับสน ไม่มั่นใจว่าอะไรจริงหรือเท็จ
  5. กระตุ้นการแชร์ต่อโดยไม่ตรวจสอบ: ยิ่งมีคนแชร์มาก ยิ่งทำให้ข้อมูลเท็จแพร่กระจายรวดเร็ว
  6. ส่งผลต่อการตัดสินใจของประชาชน: เช่น การตีความสถานการณ์โลกผิดพลาด หรือเกิดความกังวลเกินจำเป็น
  7. เปิดช่องให้เกิดการชี้นำหรือบิดเบือนข้อมูล (Information Warfare): อาจถูกใช้เพื่อสร้างกระแสหรือโน้มน้าวความคิดเห็นของสาธารณะ

Guidelinesข้อแนะนำเมื่อได้ข้อมูลเท็จนี้ ?

  1. หยุดก่อนแชร์: อย่ารีบส่งต่อทันที ควรตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่าข้อมูลถูกต้อง
  2. ตรวจสอบแหล่งที่มา: ดูว่ามาจากสำนักข่าวที่น่าเชื่อถือหรือไม่ หรือเป็นเพียงบัญชีทั่วไปในโซเชียล
  3. เช็กวันที่และบริบทของข่าว: บางครั้งเป็นข่าวเก่าที่ถูกนำมาใช้ใหม่ในบริบทที่ผิด
  4. เปรียบเทียบหลายแหล่งข่าว: หากเป็นเรื่องใหญ่ มักจะมีหลายสำนักรายงานตรงกัน
  5. ใช้เครื่องมือตรวจสอบข้อเท็จจริง: เช่น การค้นหาภาพย้อนหลัง (Google Lens) หรือเว็บไซต์ตรวจสอบข่าวปลอม
  6. ระวังถ้อยคำเร้าอารมณ์: ข่าวปลอมมักใช้คำว่า “ด่วน”, “ช็อก”, หรือข้อความที่กระตุ้นอารมณ์รุนแรง
  7. ไม่เชื่อทันทีหากไม่มีหลักฐานอ้างอิง: ข่าวที่ไม่มีแหล่งข้อมูลชัดเจน มีโอกาสเป็นข้อมูลเท็จสูง
  8. ติดตามข่าวจากหน่วยงานทางการหรือสื่อหลัก: เพื่อรับข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว
  9. ใช้วิจารณญาณในการเสพข่าว: ตั้งคำถามกับข้อมูลเสมอว่า “มีหลักฐานหรือไม่” และ “ใครเป็นผู้เผยแพร่”
Verify

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Verify

ผู้เขียน

Verify

บทความที่เกี่ยวข้อง

Verify

บทความที่ได้รับความนิยม

Cyber Safe Life : รู้ทันกลลวงให้โลกออนไลน์ปลอดภัยสำหรับทุกคน