Profile icon

ข่าวปลอม: คลิปไวรัลไรเดอร์กระโจนช่วยเด็กกลางถนน แท้จริงสร้างจาก AI

ข่าวปลอมDateClock icon13:25|วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
พบคลิปไวรัลไรเดอร์กระโจนช่วยเด็กกลางถนน Thai PBS Verify ตรวจสอบพบว่าไม่พบแหล่งที่มาของคลิปต้นฉบับ ขณะที่การวิเคราะห์ด้วยเครื่องมือตรวจจับ AI และผู้เชี่ยวชาญพบข้อสังเกตหลายจุด ทั้งการเคลื่อนไหวของบุคคลและวัตถุที่ไม่สมจริง มุมกล้องผิดสังเกต และตัวอักษรที่ผิดเพี้ยน ข้อมูลทั้งหมดบ่งชี้ว่า คลิปดังกล่าว มีแนวโน้มถูกสร้างด้วย AI

Thai PBS Verify ตรวจสอบพบข่าวปลอมจาก: Facebook

พบโพสต์อ้างคลิปเหตุการณ์ไรเดอร์กระโจนเข้าช่วยเด็กที่วิ่งตัดหน้ารถจนรอดจากอุบัติเหตุ โดยระบุว่า ไรเดอร์เสี่ยงชีวิตคว้าตัวเด็กออกจากกลางถนนได้ทันเวลา ขณะที่ข้อความในโพสต์ระบุว่า

โอ้ยใจสิขาดเขิ่งลูกดีๆแน่เด้อจ้าตบมือให้น้องไลเดอร์ไวมากไม่รู้ว่าใช่ลูกเขาหรือเปล่า👍 

โพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 11 ก.ค. 69 ที่ผ่านมา มียอดถูกใจกว่า 7,200 ครั้ง มีผู้แสดงความคิดเห็นกว่า 1,000 ครั้ง และถูกแชร์ต่อ 786 ครั้ง โดยผู้เข้าชมส่วนใหญ่เชื่อว่าคลิปดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

คอมเมนต์ผู้ใช้โซเชียล

คลิปดังกล่าวเป็นคลิปเหตุการณ์จริงหรือไม่ ?

เมื่อนำภาพบางส่วนจากคลิปไปตรวจสอบด้วย Google Lens ไม่พบแหล่งที่มาที่ชัดเจนของคลิปดังกล่าว ขณะที่การตรวจสอบด้วยเครื่องมือตรวจสอบภาพ AI จาก Hive Moderation ประเมินว่า ภาพมีความเป็นไปได้ 50.4% ที่จะถูกสร้างด้วย AI โดยโมเดล Sora 2 

ทั้งนี้ ผลการตรวจสอบจากเครื่องมือ AI เป็นเพียงข้อมูลประกอบการพิจารณา

ภาพผลการตรวจสอบ AI

Thai PBS Verify สอบถาม สถาพน พัฒนะคูหา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท Guardian AI เพื่อวิเคราะห์คลิปวิดีโอดังกล่าว โดยประเมินว่าคลิปมีแนวโน้มถูกสร้างด้วย AI พร้อมให้ข้อสังเกต ดังนี้

  • จังหวะที่ไรเดอร์สไลด์ตัวเข้าไปช่วยเด็กดูผิดธรรมชาติ
  • ตำแหน่งการเอื้อมแขนของไรเดอร์ไม่สอดคล้องกับตำแหน่งของเด็กที่อยู่นอกเฟรม ทำให้การเคลื่อนไหวดูไม่สมจริง
  • ขณะที่รถบรรทุกวิ่งผ่านตัวไรเดอร์ ควรเกิดแรงลมหรือแรงปั่นป่วน (turbulence) มากกว่าที่ปรากฏในคลิป

สถาพน พัฒนะคูหา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท Guardian AI

ข้อสังเกตที่ตรวจสอบพบ

นอกจากนี้ Thai PBS Verify ยังมีข้อสังเกตเกี่ยวกับมุมกล้อง โดยภาพที่ปรากฏไม่น่าจะเป็นมุมจากกล้องวงจรปิด เนื่องจากระยะภาพค่อนข้างใกล้ ลักษณะคล้ายการบันทึกด้วยโทรศัพท์มือถือ แม้ในคลิปจะมีการแสดงวันที่ในลักษณะเดียวกับภาพจากกล้องวงจรปิดก็ตาม อีกทั้งในจังหวะที่เด็กวิ่งตัดหน้ารถบรรทุก รถบรรทุกก็ไม่มีการชะลอความเร็ว ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมที่ผิดสังเกต

รวมถึงในช่วงต้นของคลิป ไรเดอร์ถือโทรศัพท์มือถือไว้ในมือขวา แต่เมื่อถึงจังหวะที่โทรศัพท์หลุดจากมือ การเคลื่อนที่ของวัตถุดูไม่ต่อเนื่อง โดยโทรศัพท์เหมือนหายไปจากมือขวา ก่อนจะปรากฏขึ้นอีกครั้งบริเวณใกล้มือซ้ายแล้วจึงตกลงสู่พื้น ลักษณะดังกล่าวไม่สอดคล้องกับการเคลื่อนที่ตามธรรมชาติของวัตถุ จึงเป็นอีกหนึ่งจุดที่น่าสงสัยในคลิป 

ข้อสังเกตอีกประการคือ ตัวอักษรบนกล่องพัสดุมีลักษณะผิดเพี้ยนและไม่สามารถอ่านข้อความได้ ซึ่งเป็นลักษณะที่มักพบในภาพหรือวิดีโอที่สร้างด้วย AI 

ภาพส่วนหนึ่งในคลิป AI

เรื่องจริงเป็นอย่างไร ?

คลิปไรเดอร์กระโจนช่วยเด็กที่วิ่งตัดหน้ารถบรรทุก ยังไม่พบหลักฐานยืนยันว่าเป็นเหตุการณ์จริง โดยจากการตรวจสอบด้วย Google Lens Thai PBS Verify ไม่พบแหล่งที่มาของคลิปต้นฉบับ 

ขณะที่การวิเคราะห์ด้วยเครื่องมือ Hive Moderation และผู้เชี่ยวชาญ AI พบข้อสังเกตหลายประการที่สอดคล้องกับลักษณะของวิดีโอที่สร้างด้วย AI ทั้ง การเคลื่อนไหวที่ไม่เป็นธรรมชาติ มุมกล้องที่ผิดสังเกต วัตถุและตัวอักษรที่ผิดเพี้ยน จากข้อมูลบ่งชี้ว่า “คลิปดังกล่าวมีแนวโน้มถูกสร้างด้วย AI”

Verification Documentกระบวนการตรวจสอบ

1.ตรวจสอบด้วย Google Lens: เมื่อนำภาพบางส่วนจากคลิปไปตรวจสอบด้วย Google Lens ไม่พบแหล่งที่มาที่ชัดเจนของคลิปดังกล่าว

2.ตรวจสอบด้วยเครื่องมือตรวจสอบ AI: การตรวจสอบด้วยเครื่องมือ Hive Moderation ประเมินว่าภาพมีความเป็นไปได้ 50.4% ที่จะถูกสร้างด้วย AI โดยโมเดล Sora 2 

3.ยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญด้าน AI: Thai PBS Verify สอบถาม สถาพน พัฒนะคูหา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท Guardian AI เพื่อวิเคราะห์คลิปวิดีโอดังกล่าว โดยประเมินว่าคลิปมีแนวโน้มถูกสร้างด้วย AI พร้อมให้ข้อสังเกต ดังนี้

  • จังหวะที่ไรเดอร์สไลด์ตัวเข้าไปช่วยเด็กดูผิดธรรมชาติ
  • ตำแหน่งการเอื้อมแขนของไรเดอร์ไม่สอดคล้องกับตำแหน่งของเด็กที่อยู่นอกเฟรม ทำให้การเคลื่อนไหวดูไม่สมจริง
  • ขณะที่รถบรรทุกวิ่งผ่านตัวไรเดอร์ ควรเกิดแรงลมหรือแรงปั่นป่วน (turbulence) มากกว่าที่ปรากฏในคลิป

ผลกระทบจากข้อมูลเท็จนี้

1.ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าเป็นเหตุการณ์จริง คลิปที่สร้างด้วย AI แต่ถูกนำเสนอว่าเป็นเหตุการณ์จริง อาจทำให้ผู้ชมเชื่อว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง และส่งต่อข้อมูลโดยไม่ตรวจสอบแหล่งที่มา

2.กระตุ้นอารมณ์และการแชร์โดยขาดการตรวจสอบ คลิปที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการช่วยชีวิตหรือเหตุการณ์สะเทือนอารมณ์ มักทำให้ผู้ชมรีบกดแชร์ แสดงความคิดเห็น หรือแสดงความชื่นชม โดยไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน

3.เปิดช่องให้มีการนำ AI ไปใช้บิดเบือนข้อมูล การเผยแพร่คลิปลักษณะนี้โดยไม่มีการระบุว่าเป็นสื่อที่สร้างด้วย AI อาจกลายเป็นต้นแบบให้มีการผลิตคลิปปลอมเพื่อสร้างกระแส บิดเบือนข้อเท็จจริง หรือใช้หลอกลวงในประเด็นอื่นต่อไป

Guidelinesข้อแนะนำเมื่อได้ข้อมูลเท็จนี้ ?

1.อย่ารีบเชื่อหรือแชร์เพียงเพราะคลิปดูสมจริง ปัจจุบัน AI สามารถสร้างวิดีโอที่มีความสมจริงได้มาก จึงควรตรวจสอบข้อมูลก่อนทุกครั้ง แม้คลิปจะดูน่าเชื่อถือหรือมีผู้แชร์จำนวนมาก

2.ตรวจสอบแหล่งที่มาของคลิป พยายามค้นหาว่าคลิปถูกเผยแพร่ครั้งแรกจากที่ใด และมีสำนักข่าวหรือหน่วยงานที่น่าเชื่อถือรายงานเหตุการณ์เดียวกันหรือไม่

สังเกตรายละเอียดผิดปกติในคลิปช่น การเคลื่อนไหวของคนหรือวัตถุที่ไม่เป็นธรรมชาติ มุมกล้องที่ไม่สมเหตุสมผล ตัวอักษรที่อ่านไม่ออก หรือวัตถุที่เปลี่ยนตำแหน่งผิดปกติ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของสื่อที่สร้างด้วย AI

3.ใช้เครื่องมือช่วยตรวจสอบ สามารถใช้ Google Lens เพื่อตรวจสอบแหล่งที่มาของภาพ หรือใช้เครื่องมือตรวจจับสื่อ AI เป็นข้อมูลประกอบ แต่ไม่ควรอาศัยผลจากเครื่องมือเพียงอย่างเดียวในการสรุป

Verify

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Verify

ผู้เขียน

Verify

บทความที่เกี่ยวข้อง

Verify

บทความที่ได้รับความนิยม

Cyber Safe Life : รู้ทันกลลวงให้โลกออนไลน์ปลอดภัยสำหรับทุกคน